บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ SME และฝ่าย HR หรือ payroll ที่กำลังจะปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานกลางปี และอยากรู้ว่าต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่หรือไม่ บทความอธิบายหลักการตามมาตรา

50(1) แห่งประมวลรัษฎากรและคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543

สูตรปรับประมาณการเงินได้พึงประเมินทั้งปีเมื่อเงินเดือนเปลี่ยนกลางปี พร้อมตัวอย่างตัวเลขประกอบและเช็กลิสต์ที่ต้องทำทันที

เพื่อป้องกันไม่ให้หักภาษีขาดจนพนักงานต้องควักเงินจ่ายเพิ่มก้อนใหญ่ตอนยื่นภาษีปลายปี

(ข้อมูลอ้างอิงอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ ณ ปี 2569 กรณีเฉพาะของแต่ละบริษัทควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม)

สารบัญบทความ
  1. ทำไมขึ้นเงินเดือนกลางปีต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทันที
  2. สูตรคำนวณใหม่ตามมาตรา 50(1) เมื่อเงินเดือนเปลี่ยนกลางปี
  3. ตัวอย่างคำนวณจริง: เงินเดือนขึ้นจาก 30,000 เป็น 40,000 บาทกลางปี
  4. เมื่อหักภาษีขาด ใครต้องรับผิดชอบ
  5. เช็กลิสต์ที่ HR และฝ่ายบัญชีต้องทำทันทีเมื่อมีการขึ้นเงินเดือนกลางปี
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมขึ้นเงินเดือนกลางปีต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทันที

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้คำนวณจากเงินเดือนที่จ่ายในเดือนนั้นตรง ๆ แต่ใช้วิธี "ประมาณการเงินได้พึงประเมินทั้งปี"

ตามหลักเกณฑ์ในคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543 คือ

นายจ้างต้องประเมินว่าทั้งปีนี้พนักงานคนหนึ่งจะมีเงินได้รวมเท่าไร แล้วคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งปีตามอัตราก้าวหน้า ก่อนหารเฉลี่ยเป็นยอดหักรายเดือน

ปัญหาคือ ประมาณการที่ตั้งไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมอ้างอิงจากเงินเดือน ณ ตอนนั้น เมื่อพนักงานได้ปรับเงินเดือนขึ้นกลางปี ฐานประมาณการเดิมย่อมต่ำกว่าความเป็นจริงทันที หากฝ่าย payroll

ยังคงหักภาษีในอัตราเดิมต่อไปโดยไม่ปรับ

ยอดภาษีที่หักสะสมทั้งปีจะน้อยกว่าภาระภาษีจริงของพนักงาน เกิดสิ่งที่เรียกว่า "หักภาษีขาด" ซึ่งพนักงานต้องไปจ่ายเพิ่มเองตอนยื่นแบบปลายปี

กฎหมายจึงกำหนดให้นายจ้างต้องคำนวณใหม่ทันทีตั้งแต่รอบเงินเดือนแรกที่มีการปรับ

ไม่ใช่รอถึงสิ้นปีหรือปล่อยให้ตัวเลขเฉลี่ยไปเอง

สูตรคำนวณใหม่ตามมาตรา 50(1) เมื่อเงินเดือนเปลี่ยนกลางปี

เมื่อเงินเดือนเปลี่ยนแปลง นายจ้างต้องคำนวณประมาณการเงินได้ทั้งปีใหม่โดยผสมตัวเลข "ที่จ่ายจริงแล้ว" กับ "ที่จะจ่ายในอัตราใหม่" เข้าด้วยกัน ไม่ใช่นำเงินเดือนใหม่คูณ 12 ทั้งก้อน

เพราะพนักงานไม่ได้รับเงินเดือนอัตราใหม่มาตั้งแต่เดือนมกราคม

ขั้นตอนที่ถูกต้องมีดังนี้

  • ขั้นที่ 1: หาประมาณการเงินได้ทั้งปีใหม่ = (เงินเดือนใหม่ × จำนวนเดือนที่เหลือ นับรวมเดือนที่ปรับขึ้น) + เงินได้ที่จ่ายจริงสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนก่อนหน้า
  • ขั้นที่ 2: หักค่าใช้จ่าย 50% ของเงินได้ (ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี) และค่าลดหย่อนตามสิทธิจริงของพนักงานคนนั้น เพื่อหาเงินได้สุทธิใหม่
  • ขั้นที่ 3: คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งปีตามอัตราก้าวหน้า 8 ขั้น จากเงินได้สุทธิที่คำนวณใหม่
  • ขั้นที่ 4: นำภาษีทั้งปีที่คำนวณใหม่ลบด้วยภาษีที่หักและนำส่งไปแล้วจริงตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนก่อนหน้า แล้วหารผลต่างด้วยจำนวนเดือนที่เหลือ (รวมเดือนปัจจุบัน) จะได้ยอดหักภาษี ณ ที่จ่ายต่อเดือนใหม่ที่ใช้ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป

จุดที่มักผิดพลาดอยู่ที่ขั้นที่ 1 หลายบริษัทลืมนำเงินได้ที่จ่ายจริงในช่วงก่อนปรับเงินเดือนมารวมเข้ากับประมาณการ แล้วใช้เงินเดือนใหม่คูณ 12 ตรง ๆ

ทำให้ตัวเลขทั้งปีสูงเกินจริงและหักภาษีเกินโดยไม่จำเป็น หรือในทางกลับกัน

บางบริษัทไม่ปรับคำนวณเลยจนหักขาดไปตลอดครึ่งปีหลัง

ตัวอย่างคำนวณจริง: เงินเดือนขึ้นจาก 30,000 เป็น 40,000 บาทกลางปี

สมมติพนักงานคนหนึ่งได้รับเงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือนตั้งแต่มกราคมถึงมิถุนายน (6 เดือน) และได้รับการปรับขึ้นเป็น 40,000 บาทต่อเดือน มีผลตั้งแต่กรกฎาคมเป็นต้นไป (เหลืออีก 6

เดือนถึงธันวาคม)

โดยไม่มีค่าลดหย่อนพิเศษอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัว (ในทางปฏิบัติ พนักงานอาจมีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่มเติม เช่น เงินสะสมกองทุนประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ซึ่งจะทำให้ตัวเลขจริงต่างจากตัวอย่างนี้)

รายการคำนวณตอนต้นปี (ม.ค.)คำนวณใหม่เมื่อขึ้นเงินเดือน (ก.ค.)
ประมาณการเงินได้ทั้งปี30,000 × 12 = 360,000 บาท(40,000 × 6) + 180,000 (จ่ายจริง ม.ค.–มิ.ย.) = 420,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย (50% ไม่เกิน 100,000) + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000รวมหัก 160,000 บาทรวมหัก 160,000 บาท
เงินได้สุทธิ200,000 บาท260,000 บาท
ภาษีทั้งปี (ประมาณการ)2,500 บาท5,500 บาท
หักภาษีสะสม ม.ค.–มิ.ย. (6 เดือน)1,250 บาท
ยอดหักภาษี ณ ที่จ่ายต่อเดือนที่ใช้จริงประมาณ 208 บาท/เดือน(5,500 − 1,250) ÷ 6 ≈ 708 บาท/เดือน

จะเห็นว่ายอดหักต่อเดือนกระโดดจากประมาณ 208 บาท เป็นประมาณ 708 บาท ทันทีที่เงินเดือนปรับขึ้น หากฝ่าย payroll ยังคงหักที่ 208 บาทต่อไปจนสิ้นปีโดยไม่ปรับ

ยอดภาษีที่หักสะสมทั้งปีจะอยู่ที่เพียงประมาณ 2,500 บาท ทั้งที่ภาระภาษีจริงของพนักงานคือ

5,500 บาท เกิดส่วนต่างที่หักขาดไปประมาณ 3,000 บาท ซึ่งพนักงานต้องนำไปจ่ายเพิ่มเองตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ในช่วงต้นปีถัดไป (ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างประกอบความเข้าใจเท่านั้น

การคำนวณจริงต้องอิงค่าลดหย่อนและเงินได้จริงของพนักงานแต่ละคน)

เมื่อหักภาษีขาด ใครต้องรับผิดชอบ

โดยหลักการ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเพียงเงินภาษีที่นำส่งล่วงหน้าแทนพนักงาน ภาระภาษีที่แท้จริงคำนวณจากรายได้จริงทั้งปีตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 พนักงานจึงต้องจ่ายส่วนต่างที่ขาดอยู่ดี

ไม่ว่านายจ้างจะคำนวณถูกหรือผิด แต่ในฐานะผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายตามกฎหมาย หากนายจ้างนำส่งภาษีไม่ครบตามจำนวนที่ถูกต้องและไม่ได้แก้ไขให้ทันภายในปีภาษี นายจ้างมีความเสี่ยงที่จะต้องร่วมรับผิดกับพนักงานในการชำระภาษีส่วนที่ขาดตามมาตรา 54

แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5

ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ขาดตามมาตรา 27 หากตรวจพบภายหลัง

นอกจากภาระทางกฎหมาย การหักภาษีขาดโดยไม่แจ้งล่วงหน้ายังกระทบความไว้วางใจของพนักงาน เพราะพนักงานที่ไม่ทราบล่วงหน้าจะรู้สึกว่าถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังก้อนใหญ่โดยไม่มีการเตรียมตัว

ทั้งที่จริงเป็นผลจากการคำนวณของนายจ้างที่ไม่ได้ปรับให้ทันตามรอบเงินเดือนที่เปลี่ยนแปลง

เช็กลิสต์ที่ HR และฝ่ายบัญชีต้องทำทันทีเมื่อมีการขึ้นเงินเดือนกลางปี

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหักภาษีขาดหรือหักเกินจนพนักงานเดือดร้อน ฝ่ายบุคคลและฝ่ายบัญชีควรทำงานร่วมกันตามขั้นตอนต่อไปนี้ทันทีที่มีการอนุมัติปรับเงินเดือน

  • ออกหนังสือแจ้งปรับเงินเดือนที่ระบุวันที่มีผลบังคับใช้ชัดเจน ก่อนตัดรอบเงินเดือนถัดไปอย่างน้อย 1 รอบ
  • ส่งข้อมูลเงินเดือนที่จ่ายจริงสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนก่อนหน้าให้ฝ่ายบัญชีใช้คำนวณตามสูตรข้างต้น ไม่ใช่ส่งเฉพาะตัวเลขเงินเดือนใหม่
  • ตรวจสอบว่าเดือนที่ปรับเงินเดือนมีโบนัสหรือค่าคอมมิชชันจ่ายพร้อมกันหรือไม่ เพราะต้องรวมเข้าประมาณการทั้งปีเดียวกัน ไม่แยกคำนวณ
  • อัปเดตยอดหักภาษี ณ ที่จ่ายในระบบ payroll ก่อนตัดรอบจ่ายเงินเดือนของเดือนที่มีผล ไม่ปล่อยผ่านไปก่อนแล้วค่อยแก้ย้อนหลัง
  • แจ้งพนักงานล่วงหน้าว่ายอดหักภาษีจะเพิ่มขึ้นตามเงินเดือนใหม่ พร้อมอธิบายวิธีคิดคร่าว ๆ เพื่อลดข้อสงสัยเมื่อสลิปเงินเดือนออก
  • ตรวจสอบว่า ภ.ง.ด.1 ของเดือนที่ปรับเงินเดือนนำส่งยอดภาษีที่คำนวณใหม่ถูกต้อง ก่อนกำหนดยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือขยายเป็นวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร)
  • เก็บเอกสารหนังสือแจ้งปรับเงินเดือนและรายละเอียดการคำนวณภาษีใหม่ไว้ประกอบการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ตอนปลายปี

กรณีของแต่ละบริษัทมีรายละเอียดค่าลดหย่อนและโครงสร้างเงินได้ที่แตกต่างกัน บทความนี้ให้หลักการและตัวอย่างเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น

หากต้องการความแม่นยำสำหรับกรณีเฉพาะของบริษัท ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือฝ่ายบัญชีที่ดูแลระบบ

payroll โดยตรง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ขึ้นเงินเดือนกลางปี ต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ขึ้นเงินเดือนกลางปีต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทุกครั้งหรือไม่

ต้องคำนวณใหม่ทุกครั้งที่เงินเดือนเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะปรับขึ้นหรือลง เพราะวิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนตามมาตรา 50(1)

ใช้ฐานประมาณการเงินได้ทั้งปีตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543 หากไม่ปรับตามเงินเดือนจริง

ยอดภาษีที่หักสะสมทั้งปีจะคลาดเคลื่อนจากภาระภาษีจริงของพนักงาน

ถ้าไม่ได้ปรับคำนวณภาษีทันทีในเดือนที่ขึ้นเงินเดือน ค่อยไปปรับเดือนถัดไปได้ไหม

ควรปรับตั้งแต่รอบจ่ายเงินเดือนแรกที่เงินเดือนใหม่มีผลบังคับใช้ เพราะยิ่งปรับช้า จำนวนเดือนที่เหลือสำหรับตามเก็บภาษีส่วนต่างจะยิ่งน้อยลง

ทำให้ยอดหักต่อเดือนในช่วงที่เหลือของปีสูงกว่าที่ควร และเสี่ยงหักภาษีขาดหากปรับไม่ทันก่อนสิ้นปี

เงินเดือนขึ้นกลางปีพร้อมกับได้โบนัสในเดือนเดียวกัน ต้องคำนวณรวมกันไหม

ต้องนำรายได้ทั้งสองส่วนมารวมในประมาณการเงินได้ทั้งปีของเดือนนั้น เพราะทั้งเงินเดือนใหม่และโบนัสถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) เหมือนกัน

การแยกคำนวณจะทำให้ประมาณการทั้งปีต่ำกว่าความเป็นจริงและหักภาษีขาด

หากคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายผิดพลาดจนหักขาดไปหลายเดือน ต้องแก้ไขอย่างไร

ควรคำนวณส่วนต่างที่ขาดและปรับยอดหักในเดือนถัดไปให้เร็วที่สุด พร้อมแจ้งพนักงานให้เตรียมชำระภาษีส่วนที่ยังขาดตอนยื่น ภ.ง.ด.91 และตรวจสอบว่า ภ.ง.ด.1

ที่นำส่งแต่ละเดือนถูกต้องหรือไม่ หากพบว่านำส่งขาดควรรีบยื่นแบบเพิ่มเติมโดยเร็ว

เพื่อจำกัดเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนตามมาตรา 27 และความเสี่ยงร่วมรับผิดของนายจ้างตามมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร

สำหรับกิจการที่ต้องปิดงบย้อนหลังหรือขอคืนภาษี สามารถดูรายละเอียดบริการเสริมของ A Plus Me เพื่อประเมินขอบเขตงานเบื้องต้น