เจ้าของธุรกิจที่ต้องการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2569 มีเครื่องมือออมระยะยาวหลักคือ RMF SSF และ Thai ESG ซึ่งแต่ละตัวมีเงื่อนไขวงเงิน ระยะเวลาถือครอง

และลักษณะการลงทุนที่ต่างกัน ควรเลือกให้เหมาะกับรายได้และเป้าหมายของตนเอง

เจ้าของธุรกิจที่มีทั้งเงินเดือนกรรมการ กำไรจากกิจการ และเงินได้อื่น ๆ ในปี 2569 มีเครื่องมือลดหย่อนภาษีเพื่อการออมระยะยาวหลักอยู่ 3 ตัวที่ควรรู้จักคือ RMF

(กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) SSF (กองทุนรวมเพื่อการออม) และ Thai ESG

ซึ่งแต่ละตัวมีเงื่อนไขวงเงินลดหย่อน ระยะเวลาถือครอง และลักษณะการลงทุนที่แตกต่างกัน

การเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางแผนภาษีและจัดพอร์ตออมเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สารบัญบทความ
  1. RMF คืออะไร เหมาะกับใคร
  2. SSF คืออะไร ต่างจาก RMF อย่างไร
  3. Thai ESG คืออะไร ทำไมถึงน่าสนใจ
  4. ตารางเปรียบเทียบ RMF SSF และ Thai ESG
  5. เจ้าของธุรกิจควรเลือกกองทุนไหนดี
  6. ตัวอย่างการวางแผนของเจ้าของธุรกิจ
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

RMF คืออะไร เหมาะกับใคร

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF เป็นกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวไว้ใช้หลังเกษียณ มีให้เลือกลงทุนในหลายสินทรัพย์

ตั้งแต่ตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงกองทุนหุ้นทั้งในและต่างประเทศ เงินลงทุนใน RMF

สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดของเงินได้ในแต่ละปี โดยมีเพดานวงเงินลดหย่อนรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณประเภทอื่น

เงื่อนไขสำคัญคือต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปี

และต้องถือครองจนถึงอายุที่กฎหมายกำหนดจึงจะขายคืนได้โดยไม่เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี เหมาะกับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการวางแผนเกษียณระยะยาวควบคู่กับการลดหย่อนภาษีในแต่ละปี

SSF คืออะไร ต่างจาก RMF อย่างไร

กองทุนรวมเพื่อการออม หรือ SSF เป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่มีความยืดหยุ่นกว่า RMF ในแง่ที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี

สามารถเลือกลงทุนเฉพาะปีที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ โดยมีระยะเวลาถือครองขั้นต่ำที่สั้นกว่า RMF

แต่ยังคงต้องถือครองในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มที่ วงเงินลดหย่อนของ SSF คำนวณตามสัดส่วนของเงินได้เช่นเดียวกับ RMF

แต่มีเพดานวงเงินสูงสุดของตัวเองแยกต่างหาก

เหมาะกับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นในการวางแผนออมเงินแต่ละปี โดยไม่ผูกมัดต้องลงทุนต่อเนื่องเหมือน RMF

Thai ESG คืออะไร ทำไมถึงน่าสนใจ

กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG เป็นกองทุนที่รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตามหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental,

Social, Governance) เงินลงทุนใน Thai ESG

สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้แยกต่างหากจากวงเงิน RMF และ SSF ทำให้เจ้าของธุรกิจมีช่องทางลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมนอกเหนือจากเครื่องมือออมเพื่อเกษียณแบบเดิม อย่างไรก็ตาม Thai ESG

มีเงื่อนไขระยะเวลาถือครองขั้นต่ำของตนเองที่แตกต่างจาก RMF และ SSF

จึงควรศึกษาเงื่อนไขให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน

ตารางเปรียบเทียบ RMF SSF และ Thai ESG

กองทุนลักษณะเด่นความต่อเนื่องการลงทุน
RMFเลือกลงทุนได้หลายสินทรัพย์ เน้นออมเพื่อเกษียณระยะยาวต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปีตามเงื่อนไข
SSFยืดหยุ่นกว่า ไม่บังคับลงทุนทุกปี ระยะถือครองสั้นกว่าเลือกลงทุนเฉพาะปีที่ต้องการใช้สิทธิได้
Thai ESGเน้นลงทุนในบริษัทที่ยั่งยืนด้าน ESG มีวงเงินลดหย่อนแยกต่างหากมีเงื่อนไขระยะเวลาถือครองขั้นต่ำเฉพาะตัว

*วงเงินลดหย่อนสูงสุด สัดส่วนต่อเงินได้ และระยะเวลาถือครองที่แน่นอนของกองทุนแต่ละประเภทอาจมีการปรับปรุงในแต่ละปีภาษี เจ้าของธุรกิจควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดของปีภาษี 2569

กับกรมสรรพากรหรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง*

เจ้าของธุรกิจควรเลือกกองทุนไหนดี

การเลือกสัดส่วนระหว่าง RMF SSF และ Thai ESG ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ระดับเงินได้ในปีนั้น ความสามารถในการลงทุนต่อเนื่อง ระยะเวลาที่ต้องการถือครองเงินลงทุน

และความเสี่ยงที่ยอมรับได้

เจ้าของธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอและมั่นใจว่าจะลงทุนต่อเนื่องได้ทุกปี อาจเลือก RMF เป็นหลักเพื่อวางแผนเกษียณระยะยาว

ในขณะที่เจ้าของธุรกิจที่มีรายได้ผันผวนตามฤดูกาลหรือสภาพเศรษฐกิจ อาจเลือก SSF

เพื่อความยืดหยุ่นในการตัดสินใจลงทุนเฉพาะปีที่มีกำไรมากพอ ส่วน Thai ESG เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังกองทุนที่เน้นความยั่งยืน

พร้อมได้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมนอกเหนือจากวงเงิน RMF และ SSF

ตัวอย่างการวางแผนของเจ้าของธุรกิจ

สมมติเจ้าของธุรกิจร้านอาหารรายหนึ่งมีเงินได้สุทธิในปีภาษี 2569 ประมาณ 1,500,000 บาท และต้องการวางแผนลดหย่อนภาษีจากเงินออมเพื่อเกษียณให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เขาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและตัดสินใจแบ่งเงินลงทุนเป็นสามส่วน คือลงทุนใน RMF

ส่วนหนึ่งเพื่อวางแผนเกษียณระยะยาวและใช้สิทธิลดหย่อนต่อเนื่องทุกปี ลงทุนใน SSF อีกส่วนหนึ่งในปีที่ธุรกิจมีกำไรดีเป็นพิเศษเพื่อความยืดหยุ่น และลงทุนใน Thai ESG

อีกส่วนหนึ่งเพื่อกระจายความเสี่ยงและได้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมนอกเหนือจากสองกองทุนแรก การกระจายเงินลงทุนแบบนี้ช่วยให้เขาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มเพดานของแต่ละประเภท

พร้อมกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ อย่างไรก็ตาม

สัดส่วนเงินลงทุนที่เหมาะสมของแต่ละคนจะแตกต่างกันตามระดับเงินได้และแผนการเงินส่วนตัว ควรให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณให้ก่อนตัดสินใจจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ลงทุนเกินเพดานวงเงินลดหย่อนที่กฎหมายกำหนด — ส่วนที่เกินจะไม่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ ทำให้เสียโอกาสลงทุนในเครื่องมืออื่นที่ยังมีวงเงินเหลือ
  • ขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบเงื่อนไขระยะเวลาถือครอง — อาจถูกเรียกคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับพร้อมเบี้ยปรับ
  • ไม่เปรียบเทียบเงื่อนไขความต่อเนื่องของ RMF กับความยืดหยุ่นของ SSF — ทำให้เลือกกองทุนที่ไม่เหมาะกับลักษณะรายได้ของธุรกิจตนเอง
  • ลืมเก็บหลักฐานการซื้อหน่วยลงทุนเพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษี — ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ครบถ้วนตามที่ควร
  • ไม่ตรวจสอบวงเงินลดหย่อนล่าสุดของแต่ละปีภาษี — เนื่องจากเพดานและเงื่อนไขอาจมีการปรับปรุงทุกปี ควรตรวจสอบก่อนวางแผนทุกครั้ง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของธุรกิจควรเริ่มวางแผนลงทุนใน RMF SSF และ Thai ESG ตั้งแต่ต้นปีภาษี โดยประเมินเงินได้ที่คาดว่าจะมีตลอดทั้งปีก่อน

จากนั้นปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อกำหนดสัดส่วนเงินลงทุนในแต่ละกองทุนให้เหมาะสมกับเพดานลดหย่อนของปีภาษี 2569 ความสามารถในการลงทุนต่อเนื่อง

และเป้าหมายทางการเงินระยะยาวของตนเอง

พร้อมเก็บหลักฐานการลงทุนทุกรายการไว้ใช้ประกอบการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงต้นปีถัดไป

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

RMF SSF และ Thai ESG ต่างกันอย่างไร

RMF เน้นออมเพื่อเกษียณระยะยาวและต้องลงทุนต่อเนื่อง SSF ยืดหยุ่นกว่าไม่บังคับลงทุนทุกปีและระยะถือครองสั้นกว่า ส่วน Thai ESG เน้นลงทุนในบริษัทที่ยั่งยืนและมีวงเงินลดหย่อนแยกต่างหาก

ลงทุนทั้งสามกองทุนพร้อมกันได้หรือไม่

ได้ เจ้าของธุรกิจสามารถกระจายเงินลงทุนในทั้งสามกองทุนพร้อมกัน เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในแต่ละวงเงินแยกกันและกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์

วงเงินลดหย่อนของแต่ละกองทุนเท่าไร

วงเงินลดหย่อนคำนวณตามสัดส่วนของเงินได้และมีเพดานสูงสุดที่อาจปรับปรุงในแต่ละปีภาษี ควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดของปีภาษี 2569 กับกรมสรรพากรหรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก่อนตัดสินใจ

หากขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดจะเกิดอะไรขึ้น

อาจถูกเรียกคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับพร้อมเบี้ยปรับ จึงควรวางแผนระยะเวลาการลงทุนให้สอดคล้องกับเงื่อนไขการถือครองของแต่ละกองทุนก่อนตัดสินใจซื้อ

เจ้าของธุรกิจที่มีรายได้ไม่แน่นอนควรเลือกกองทุนไหน

อาจเหมาะกับ SSF มากกว่า เพราะไม่บังคับลงทุนต่อเนื่องทุกปี สามารถเลือกลงทุนเฉพาะปีที่มีกำไรมากพอ ต่างจาก RMF ที่ต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปีตามเงื่อนไข

Thai ESG มีข้อดีอย่างไรนอกจากลดหย่อนภาษี

นอกจากได้สิทธิลดหย่อนภาษีแยกต่างหากจากวงเงิน RMF และ SSF แล้ว ยังเป็นการลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตามหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนที่ยั่งยืน

ควรเริ่มวางแผนลงทุนกองทุนเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไร

ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ต้นปีภาษี โดยประเมินเงินได้ที่คาดว่าจะมีตลอดปีก่อน แล้วปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อกำหนดสัดส่วนเงินลงทุนให้เหมาะสมกับเพดานลดหย่อนของปีนั้น

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me

เพิ่มเติมได้