บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME และนักบัญชีที่กำลังเช่าพื้นที่สำนักงาน ร้านค้า หรือโกดัง แล้วได้รับข้อเสนอ "ปลอดค่าเช่า" 1-3

เดือนแรกจากเจ้าของอาคารเพื่อจูงใจให้เซ็นสัญญา คุณจะได้เข้าใจว่าทำไมผลประโยชน์นี้ (lease

incentive) ต้องเฉลี่ยรับรู้เป็นค่าเช่าลดตลอดอายุสัญญาแบบเส้นตรงตามหลักบัญชี ไม่ใช่บันทึกค่าเช่าเป็น 0 บาทในเดือนที่ได้รับสิทธิ พร้อมตัวอย่างการคำนวณที่ทำตามได้จริง

และผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่มักถูกเข้าใจผิด

สารบัญบทความ
  1. ช่วงปลอดค่าเช่า (Free Rent Period) คืออะไร ทำไมเจ้าของอาคารถึงให้
  2. หลักการบัญชี: ทำไมห้ามบันทึกค่าเช่า 0 บาทในเดือนที่ได้รับสิทธิ
  3. วิธีคำนวณเฉลี่ยค่าเช่าแบบเส้นตรง พร้อมตัวอย่างตัวเลข
  4. ผลกระทบภาษี: ภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และเอกสารที่ควรเก็บไว้เป็นหลักฐาน
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ช่วงปลอดค่าเช่า (Free Rent Period) คืออะไร ทำไมเจ้าของอาคารถึงให้

ช่วงปลอดค่าเช่า หรือที่มักเรียกทับศัพท์ว่า Free Rent Period เป็นเงื่อนไขที่เจ้าของอาคาร ห้างสรรพสินค้า หรือเจ้าของอาคารสำนักงาน มอบให้ผู้เช่าเป็น สิ่งจูงใจในการเช่า (Lease

Incentive) โดยยกเว้นไม่เก็บค่าเช่าในช่วง 1-3 เดือนแรกของสัญญา

ทั้งที่ผู้เช่าเข้าใช้พื้นที่ได้ตามปกติ พบบ่อยในอาคารเปิดใหม่ที่ยังไม่มีผู้เช่าเต็ม หรือให้เวลาผู้เช่าตกแต่งพื้นที่ (Fit-out Period) ก่อนเปิดกิจการจริง

เหตุผลที่เจ้าของอาคารยอมให้สิทธินี้ เช่น ต้องการดึงดูดผู้เช่ารายใหญ่ให้เซ็นสัญญาระยะยาว ต้องการแข่งขันกับอาคารใกล้เคียงที่มีพื้นที่ว่างเช่นกัน

หรือรู้ว่าผู้เช่าต้องใช้เวลาตกแต่งร้านก่อนเปิดขายได้จริง

จึงยอมงดเก็บค่าเช่าในช่วงที่ยังไม่ได้ใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ

ประเด็นสำคัญที่ผู้เช่า SME ต้องเข้าใจคือ ช่วงปลอดค่าเช่านี้ไม่ใช่ของแถมที่แยกขาดจากสัญญา แต่เป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าตอบแทนสุทธิที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ตลอดอายุสัญญาทั้งฉบับ

เจ้าของอาคารเพียงเลื่อนการรับชำระค่าเช่าบางส่วนไปกระจายอยู่ในเดือนอื่นแทน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการบันทึกบัญชีของฝั่งผู้เช่าโดยตรง

หลักการบัญชี: ทำไมห้ามบันทึกค่าเช่า 0 บาทในเดือนที่ได้รับสิทธิ

ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs บทที่ 14 เรื่องสัญญาเช่า) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ SME ไทยส่วนใหญ่ใช้ กำหนดชัดเจนว่า

ค่าเช่าตามสัญญาเช่าดำเนินงานต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายตามวิธีเส้นตรง

(Straight-line Basis) ตลอดอายุสัญญาเช่า แม้ค่าเช่าที่จ่ายจริงในแต่ละงวดจะไม่เท่ากันก็ตาม เว้นแต่มีเกณฑ์อย่างเป็นระบบอื่นที่สะท้อนรูปแบบการได้รับประโยชน์จากพื้นที่เช่าได้ดีกว่า

หลักการนี้ครอบคลุมทั้งค่าเช่าขั้นบันไดและสิ่งจูงใจอย่างช่วงปลอดค่าเช่า เพราะทั้งสองกรณีจำนวนเงินที่จ่ายจริงในแต่ละเดือนไม่เท่ากับต้นทุนการใช้ประโยชน์ที่แท้จริงในเดือนนั้น

หากบันทึกค่าเช่า 0 บาทในเดือนที่ได้รับสิทธิ

จะทำให้กำไรของเดือนนั้นสูงผิดปกติ และกำไรของเดือนถัดไปที่แบกรับค่าเช่าเต็มจำนวนต่ำกว่าความเป็นจริง ขัดกับหลักการจับคู่รายได้กับค่าใช้จ่าย (Matching Concept)

ที่งบการเงินต้องสะท้อนผลการดำเนินงานแต่ละงวดอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับกิจการที่ใช้มาตรฐาน TFRS 16 (กิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) หลักการต่างไปเล็กน้อย

เพราะช่วงปลอดค่าเช่าถูกรวมเข้าไปในการคำนวณมูลค่าปัจจุบันของหนี้สินตามสัญญาเช่าและสินทรัพย์สิทธิการใช้ตั้งแต่วันแรกโดยอัตโนมัติ

แต่ผลลัพธ์เป็นทิศทางเดียวกันคือค่าใช้จ่ายที่รับรู้แต่ละงวดถูกปรับให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ศูนย์ในเดือนที่ปลอดค่าเช่า

วิธีคำนวณเฉลี่ยค่าเช่าแบบเส้นตรง พร้อมตัวอย่างตัวเลข

สูตรคำนวณไม่ซับซ้อน คือนำค่าเช่ารวมที่ต้องจ่ายจริงตลอดอายุสัญญา หารด้วยจำนวนเดือนทั้งหมดของสัญญา (รวมเดือนที่ปลอดค่าเช่าด้วย)

ได้ตัวเลขค่าเช่าที่ต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายเท่ากันทุกเดือน

ตัวอย่าง บริษัท ก. เช่าพื้นที่สำนักงาน สัญญา 24 เดือน เจ้าของอาคารให้สิทธิปลอดค่าเช่า 2 เดือนแรก ค่าเช่าปกติเดือนละ 60,000 บาท เริ่มเก็บตั้งแต่เดือนที่ 3

รายการเดือนที่ 1-2 (ปลอดค่าเช่า)เดือนที่ 3-24 (จ่ายปกติ)รวมทั้งสัญญา 24 เดือน
ค่าเช่าที่จ่ายจริง0 บาท60,000 บาท/เดือน (รวม 1,320,000)1,320,000 บาท
ค่าเช่ารับรู้ทางบัญชี (เส้นตรง)55,000 บาท/เดือน (รวม 110,000)55,000 บาท/เดือน (รวม 1,210,000)1,320,000 บาท
ผลต่างสะสม (หนี้สินค่าเช่ารอปรับปรุง)เพิ่มขึ้น 55,000/เดือนลดลง 5,000/เดือน0 บาท (หมดพอดีสิ้นสัญญา)

วิธีคำนวณ: ค่าเช่ารวมที่ต้องจ่ายจริง = 22 เดือน x 60,000 = 1,320,000 บาท หารด้วยอายุสัญญา 24 เดือน = 55,000 บาทต่อเดือน คือยอดที่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายค่าเช่าทุกเดือนตลอด 24

เดือน โดยไม่ขึ้นกับว่าเดือนนั้นมีการจ่ายเงินจริงหรือไม่

เดือนที่ 1-2 (ปลอดค่าเช่า) บันทึกเดบิตค่าเช่าจ่าย 55,000 บาท เครดิตหนี้สินค่าเช่ารอปรับปรุง (Deferred Rent Payable) 55,000 บาท ส่วนเดือนที่ 3-24 บันทึกเดบิตค่าเช่าจ่าย 55,000

บาท เดบิตหนี้สินค่าเช่ารอปรับปรุง 5,000 บาท เครดิตเงินสด/ธนาคาร

60,000 บาท จนบัญชีหนี้สินนี้เหลือศูนย์พอดีเมื่อสิ้นสุดสัญญาเดือนที่ 24

ผลกระทบภาษี: ภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 วรรคสอง กำหนดให้ใช้เกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) คือรับรู้รายได้และรายจ่ายตามงวดบัญชีที่เกี่ยวข้อง

ไม่ใช่ตามวันที่รับหรือจ่ายเงินสด

ค่าเช่าที่คำนวณแบบเฉลี่ยเส้นตรงตามหลักบัญชีจึงโดยทั่วไปเป็นตัวเลขเดียวกับที่นำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ โดยไม่ต้องปรับปรุงบวกกลับหรือหักออกเพิ่มเติม

ตราบใดที่บริษัทมีสัญญาเช่าและตารางคำนวณรองรับตัวเลขได้ชัดเจนและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของสัญญา ทั้งนี้ หากสัญญามีเงื่อนไขซับซ้อนหรือมีข้อสงสัย

ควรให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีของบริษัทยืนยันแนวปฏิบัติที่เหมาะสมเป็นรายกรณี

สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ซึ่งกำหนดให้ผู้เช่านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตรา 5% จาก

จำนวนเงินที่จ่ายจริงในแต่ละครั้ง ไม่ใช่จากยอดค่าเช่าที่รับรู้ทางบัญชี

เดือนที่ได้รับสิทธิปลอดค่าเช่าและไม่มีการจ่ายเงินจริง จึงไม่มีภาระหัก ณ ที่จ่ายในเดือนนั้น แม้บัญชีจะบันทึกค่าเช่า 55,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายก็ตาม ส่วนเดือนที่จ่ายค่าเช่าจริง

60,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% = 3,000 บาท นำส่งด้วยแบบ

ภ.ง.ด.53 (กรณีผู้ให้เช่าเป็นนิติบุคคล) หรือ ภ.ง.ด.3 (กรณีผู้ให้เช่าเป็นบุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป หรือขยายได้ถึงวันที่ 15

ของเดือนถัดไปหากยื่นแบบและนำส่งภาษีผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร ทั้งนี้

ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ขยายมาตรการส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (16 มิถุนายน 2569) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ในกรณีนี้ได้รับการลดพิเศษเหลือ 1% เฉพาะเมื่อจ่ายเงินผ่านระบบภาษีหัก ณ

ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) เท่านั้น

มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 หากจ่ายด้วยวิธีอื่นยังคงต้องหักในอัตรา 5% ตามปกติ

ควรตรวจสอบกับธนาคารหรือผู้ให้บริการระบบว่าบริษัทเข้าเงื่อนไขใช้อัตราลดพิเศษนี้หรือไม่

ข้อควรย้ำคือ การเฉลี่ยรับรู้ค่าเช่าแบบเส้นตรงเป็นเพียงจังหวะเวลาในการรับรู้รายจ่าย (Timing) ไม่ใช่การวางแผนภาษีเพื่อลดภาระภาษีโดยรวม

เพราะเมื่อรวมค่าเช่าที่หักเป็นรายจ่ายได้ตลอดอายุสัญญาทั้งหมด

ตัวเลขจะเท่ากับค่าเช่าที่จ่ายจริงทุกบาททุกสตางค์ เพียงแต่กระจายให้สม่ำเสมอในแต่ละงวดบัญชีเท่านั้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และเอกสารที่ควรเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ในทางปฏิบัติ สำนักงานบัญชีหรือฝ่ายบัญชีของ SME มักพลาดในประเด็นต่อไปนี้เมื่อเจอสัญญาเช่าที่มีช่วงปลอดค่าเช่า

  • บันทึกค่าเช่า 0 บาทในเดือนที่ได้รับสิทธิ ทำให้กำไรรายเดือนผันผวนผิดปกติและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • ลืมตั้งบัญชีหนี้สินค่าเช่ารอปรับปรุง ทำให้ไม่มีหลักฐานติดตามว่ายอดที่เฉลี่ยไว้ต้องปรับกลับเมื่อใดและเท่าไร
  • สับสนระหว่างช่วงปลอดค่าเช่ากับค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง ช่วงปลอดค่าเช่าคือส่วนลดที่กระจายอยู่ในสัญญาทั้งฉบับ ไม่ใช่การจ่ายเงินล่วงหน้า
  • ไม่ปรับปรุงยอดหนี้สินค่าเช่ารอปรับปรุงเมื่อเลิกสัญญาก่อนกำหนด หากยกเลิกก่อนครบอายุ ต้องตัดยอดคงเหลือของบัญชีนี้เป็นกำไรหรือขาดทุนทันทีในงวดที่เลิกสัญญา

เพื่อป้องกันปัญหาเมื่อผู้สอบบัญชีหรือเจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง ควรเก็บเอกสารประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ สัญญาเช่าที่ระบุช่วงปลอดค่าเช่าไว้ชัดเจน

ตารางคำนวณค่าเช่าเฉลี่ยเส้นตรงทั้งอายุสัญญา

ใบเสร็จรับเงินหรือใบแจ้งหนี้ค่าเช่าของแต่ละเดือน และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกฉบับที่ออกให้ผู้ให้เช่า

หากไม่มั่นใจว่าระบบบัญชีปัจจุบันตั้งบัญชีหนี้สินค่าเช่ารอปรับปรุงถูกต้องหรือไม่ ทีม รับทำบัญชีรายเดือน ของ A Plus Me

ช่วยตรวจสอบและวางระบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานบัญชีได้

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ช่วงปลอดค่าเช่า (Lease Incentive) เฉลี่ยรับรู้อย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ช่วงปลอดค่าเช่า (Free Rent) ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกค่าเช่า 0 บาทได้ไหม

ไม่ได้ ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 14 เรื่องสัญญาเช่า ค่าเช่าตามสัญญาเช่าดำเนินงานต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายตามวิธีเส้นตรงตลอดอายุสัญญา แม้เดือนนั้นไม่มีการจ่ายเงินจริง

ต้องนำค่าเช่ารวมที่ต้องจ่ายจริงตลอดสัญญาหารด้วยจำนวนเดือนทั้งหมด

แล้วรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายเท่ากันทุกเดือน พร้อมตั้งบัญชีหนี้สินค่าเช่ารอปรับปรุงคู่กัน

เดือนที่ได้รับสิทธิปลอดค่าเช่า ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

ไม่ต้อง เพราะภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส ประกอบ ท.ป.4/2528 คำนวณจากจำนวนเงินที่จ่ายจริงในแต่ละครั้งเท่านั้น (ปกติอัตรา 5% เว้นแต่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ซึ่งช่วงปี

2569-2570 ได้รับอัตราลดพิเศษเหลือ 1%)

เดือนที่ไม่มีการจ่ายเงินจึงไม่มีภาระหัก ณ ที่จ่าย แม้บัญชีจะบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายในเดือนนั้นก็ตาม ความแตกต่างนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อผิดพลาด

ค่าเช่าที่เฉลี่ยแบบเส้นตรงนี้ ใช้หักเป็นรายจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เต็มจำนวนหรือไม่

โดยทั่วไปได้ เพราะการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีตามมาตรา 65 วรรคสอง ใช้เกณฑ์สิทธิเช่นเดียวกับหลักบัญชี ตัวเลขค่าเช่าเฉลี่ยเส้นตรงจึงเป็นตัวเลขเดียวกับรายจ่ายที่หักภาษีได้

โดยไม่ต้องปรับปรุงบวกกลับ ตราบใดที่มีสัญญาเช่าและตารางคำนวณรองรับชัดเจน

และเมื่อรวมตลอดอายุสัญญาแล้วยอดจะเท่ากับค่าเช่าที่จ่ายจริงทั้งหมด หากสัญญามีเงื่อนไขซับซ้อนควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อยืนยันเป็นรายกรณี

ถ้ายกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดระหว่างที่ยังมีหนี้สินค่าเช่ารอปรับปรุงค้างอยู่ ต้องทำอย่างไร

ต้องตัดยอดคงเหลือของบัญชีหนี้สินค่าเช่ารอปรับปรุงเป็นรายการรับรู้ในงบกำไรขาดทุนทันทีในงวดบัญชีที่เลิกสัญญา ไม่ปล่อยให้ค้างในบัญชีต่อไป

เพราะไม่มีอายุสัญญาที่เหลือให้ปันส่วนอีกแล้ว