บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่ส่งออกสินค้าไปยังประเทศสมาชิก RCEP เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
และกำลังตัดสินใจว่าจะขอสิทธิลดอากรขาเข้าให้ลูกค้าปลายทางด้วยวิธีไหนดี
ระหว่างการยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลง RCEP (Form RCEP) ที่หน่วยงานรัฐออกให้เป็นรายครั้ง กับการขึ้นทะเบียนเป็น RCEP Approved Exporter
เพื่อออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Declaration of Origin)
บทความนี้จะอธิบายว่าสองระบบนี้ต่างกันอย่างไร และต่างจาก Form E ที่ใช้ในการค้ากับจีนภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีนอย่างไร
เพื่อให้เลือกใช้สิทธิได้ถูกต้องและวางระบบเอกสารรองรับการตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างมั่นใจ
สารบัญบทความ
- RCEP คืออะไร และมีผลกับไทยตั้งแต่เมื่อไหร่
- สองวิธีรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ RCEP: Form RCEP กับ Declaration of Origin
- RCEP Approved Exporter ต่างจาก Form E อย่างไร
- เกณฑ์และขั้นตอนขึ้นทะเบียนเป็น RCEP Approved Exporter
- ตัวอย่างสถานการณ์และข้อควรระวังสำหรับ SME ส่งออก
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
RCEP คืออะไร และมีผลกับไทยตั้งแต่เมื่อไหร่
RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) คือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่รวมสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ เข้ากับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย
และนิวซีแลนด์ รวม 15 ประเทศ ถือเป็นเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ฉบับหนึ่งของโลก
ความตกลงนี้มีผลบังคับใช้กับไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นมา สาระสำคัญสำหรับ SME ผู้ส่งออกคือ สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในไทยและส่งไปยังประเทศสมาชิก RCEP
มีสิทธิได้รับการลดหรือยกเว้นอากรขาเข้าตามตารางลดภาษี (Tariff Schedule)
ที่แต่ละประเทศคู่ค้าผูกไว้กับปีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจให้ชัดคือ RCEP เป็น FTA คนละฉบับกับความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) ที่ใช้ Form E
แม้จะครอบคลุมประเทศคู่ค้าบางประเทศซ้ำกัน เช่น จีน
ผู้ส่งออกจึงอาจมีสิทธิเลือกใช้ความตกลงได้มากกว่าหนึ่งฉบับสำหรับสินค้าชนิดเดียวกัน และควรเทียบว่าฉบับใดให้อัตราภาษีที่ต่ำกว่าสำหรับพิกัดสินค้าของตนในปีที่ส่งออกจริง
สองวิธีรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ RCEP: Form RCEP กับ Declaration of Origin
ความตกลง RCEP วางกรอบวิธีรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไว้หลายรูปแบบ แต่วิธีที่ไทยเปิดให้ผู้ส่งออกใช้งานจริงในปัจจุบันมีสองแนวทางหลัก
- ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลง RCEP (Form RCEP): ผู้ส่งออกยื่นคำขอต่อกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นรายชิปเมนต์ เช่นเดียวกับการขอ Form E หรือ C/O ฉบับอื่น เจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสารและออกหนังสือรับรองให้ก่อนส่งออกแต่ละครั้ง
- ออก Declaration of Origin ด้วยตนเองในฐานะ RCEP Approved Exporter: ผู้ส่งออกที่ยื่นคำขอและได้รับสถานะ "ผู้ส่งออกที่ได้รับอนุมัติ" (Approved Exporter) จากกรมการค้าต่างประเทศ สามารถรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง โดยระบุข้อความรับรองถิ่นกำเนิดพร้อมเลขทะเบียนผู้ส่งออกที่ได้รับอนุมัติลงบนใบกำกับสินค้า (Invoice) หรือเอกสารทางการค้าอื่นที่กำหนด โดยไม่ต้องยื่นขอเอกสารจากภาครัฐเป็นรายครั้งอีก
พูดง่ายๆ คือ Form RCEP ยังเป็นระบบที่รัฐออกเอกสารให้ ส่วนสถานะ Approved Exporter คือการที่รัฐมอบความไว้วางใจให้ผู้ส่งออกรับรองตัวเองได้
ซึ่งช่วยลดเวลารอเอกสารในการส่งออกแต่ละครั้งลงได้มาก แต่ก็มาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้นเช่นกัน
RCEP Approved Exporter ต่างจาก Form E อย่างไร
แม้ Form E และการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ RCEP จะมีเป้าหมายเดียวกันคือขอสิทธิลดอากรขาเข้าให้ลูกค้าปลายทาง แต่เป็นคนละระบบ อยู่ภายใต้ความตกลงคนละฉบับ
และมีกระบวนการที่ต่างกันดังนี้
| ประเด็น | Form E (ACFTA) | RCEP Approved Exporter |
|---|---|---|
| ความตกลงที่ใช้อ้างอิง | อาเซียน-จีน (ACFTA) | RCEP (อาเซียน + จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) |
| ประเทศคู่ค้าที่ใช้สิทธิได้ | จีนเท่านั้น | สมาชิก RCEP ทั้งหมด รวมจีน |
| ผู้ออกเอกสาร | กรมการค้าต่างประเทศ ออกให้ทุกครั้งที่ส่งออก | ผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนออกเอง (Declaration of Origin) หรือขอ Form RCEP จากกรมฯ ก็ได้ |
| ความรับผิดชอบต่อความถูกต้อง | หน่วยงานรัฐตรวจและรับรอง | ผู้ส่งออกรับผิดชอบเอง ต้องเก็บหลักฐานพร้อมรับการตรวจสอบย้อนหลัง |
*รายละเอียดขั้นตอนและเงื่อนไขอาจปรับปรุงเป็นระยะ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมการค้าต่างประเทศก่อนยื่นขอหรือขึ้นทะเบียนทุกครั้ง*
เกณฑ์และขั้นตอนขึ้นทะเบียนเป็น RCEP Approved Exporter
การขึ้นทะเบียนเป็น RCEP Approved Exporter ต้องยื่นคำขอต่อกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
โดยผู้ส่งออกต้องแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้าได้ด้วยตนเองอย่างน่าเชื่อถือ เช่น
มีระบบบันทึกต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีประวัติการส่งออกที่ปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าถูกต้องมาก่อน เมื่อได้รับอนุมัติ
ผู้ส่งออกจะได้รับเลขทะเบียนผู้ส่งออกที่ได้รับอนุมัติ (Approved Exporter Number)
ซึ่งต้องระบุไว้ในข้อความรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทุกครั้งที่ออก Declaration of Origin ด้วยตนเอง
- สถานะ Approved Exporter มักมีอายุการอนุมัติและอาจต้องต่ออายุตามรอบที่กำหนด
- หากตรวจพบภายหลังว่าออกเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กรมการค้าต่างประเทศอาจพิจารณาเพิกถอนสถานะได้
- ค่าธรรมเนียม เอกสารประกอบคำขอ และเกณฑ์การพิจารณาที่เป็นปัจจุบัน ควรตรวจสอบโดยตรงกับกรมการค้าต่างประเทศ เนื่องจากกรมการค้าต่างประเทศมีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกที่ได้รับอนุมัติสำหรับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองเป็นระยะ (มีประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2568) จึงควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดก่อนยื่นคำขอทุกครั้ง
ตัวอย่างสถานการณ์และข้อควรระวังสำหรับ SME ส่งออก
สมมติ SME ไทยผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ส่งออกไปญี่ปุ่นและจีนเป็นประจำทุกเดือน หากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น Approved Exporter ทุกครั้งที่มีคำสั่งซื้อจะต้องยื่นขอ Form RCEP
จากกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งต้องรอเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารก่อนส่งออก
แต่ถ้าขึ้นทะเบียนเป็น Approved Exporter แล้ว บริษัทสามารถออก Declaration of Origin เองได้ทันทีที่พร้อมส่งสินค้า
ช่วยลดเวลารอเอกสารและวางแผนส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าปลายทางได้แม่นยำขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสะดวกนี้มาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้น เพราะผู้ส่งออกต้องพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง ไม่มีหน่วยงานรัฐมาช่วยตรวจสอบล่วงหน้าเหมือนการขอ Form E หรือ Form
RCEP แบบเดิม
จึงควรวางระบบเก็บเอกสารต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้พร้อมตรวจสอบย้อนหลังอยู่เสมอ ไม่ใช่เตรียมเฉพาะตอนมีคำสั่งซื้อ และสำหรับสินค้าที่ส่งไปจีนซึ่งใช้ได้ทั้ง Form E และ RCEP
ควรเปรียบเทียบอัตราภาษีที่ลดได้จริงของแต่ละความตกลงในปีนั้นๆ
ก่อนตัดสินใจเลือกใช้สิทธิ เพราะตารางลดภาษีของสองความตกลงอาจแตกต่างกันตามพิกัดสินค้า
ผู้ประกอบการควรปรึกษากรมการค้าต่างประเทศหรือที่ปรึกษาการค้าระหว่างประเทศก่อนตัดสินใจขึ้นทะเบียนหรือเลือกใช้สิทธิ FTA ฉบับใดฉบับหนึ่ง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง RCEP Approved Exporter ไทย คืออะไร ต่างจาก Form E อย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
RCEP Approved Exporter คืออะไร ต่างจาก Form E อย่างไร
RCEP Approved Exporter คือผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศ ได้รับอนุญาตให้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Declaration of Origin) ภายใต้ความตกลง RCEP
โดยไม่ต้องยื่นขอเอกสารจากภาครัฐทุกครั้งที่ส่งออก ต่างจาก Form E
ซึ่งเป็นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) ที่กรมการค้าต่างประเทศต้องออกให้เป็นรายชิปเมนต์ และใช้ได้เฉพาะการค้ากับจีนเท่านั้น
ถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น Approved Exporter จะยังใช้สิทธิ RCEP ได้หรือไม่
ได้ ผู้ส่งออกที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนยังสามารถยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลง RCEP (Form RCEP) จากกรมการค้าต่างประเทศเป็นรายครั้งได้ตามปกติ
เพียงแต่จะไม่ได้รับความสะดวกในการออกเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดด้วยตนเองเหมือนผู้ที่ได้รับสถานะ Approved Exporter
ส่งออกไปจีน ควรใช้ Form E หรือ RCEP
ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่ลดได้จริงของพิกัดสินค้านั้นภายใต้แต่ละความตกลงในปีที่ส่งออก เนื่องจากตารางลดภาษี (staging) ของ ACFTA และ RCEP อาจแตกต่างกัน
ผู้ส่งออกควรตรวจสอบอัตราที่ต่ำกว่ากับกรมการค้าต่างประเทศหรือที่ปรึกษาการค้าระหว่างประเทศก่อนเลือกใช้สิทธิ
หากออก Declaration of Origin ผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้น
เนื่องจากผู้ส่งออกเป็นผู้รับผิดชอบความถูกต้องเอง หากถูกตรวจสอบย้อนหลังแล้วพบว่าสินค้าไม่เข้าเกณฑ์ถิ่นกำเนิดตามที่รับรองไว้
ประเทศปลายทางอาจเรียกเก็บอากรขาเข้าย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับจากผู้นำเข้า และสถานะ Approved Exporter
อาจถูกพิจารณาเพิกถอนได้ ผู้ส่งออกจึงควรเก็บเอกสารต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้พร้อมตรวจสอบเสมอ
หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น