ผู้ประกอบการ SME ที่ส่งออกสินค้าไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นประจำ มักรู้สึกว่าการยื่นขอ Form D จากกรมการค้าต่างประเทศทุกครั้งที่มีคำสั่งซื้อเป็นภาระด้านเวลาและเอกสาร ระบบ

ASEAN-Wide Self-Certification หรือ AWSC

คือทางเลือกที่ให้ผู้ส่งออกซึ่งผ่านการขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter ออกถ้อยแถลงรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin Declaration) ด้วยตนเองบนใบกำกับสินค้าได้ทันที

โดยไม่ต้องรอกรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบและออกเอกสารทีละเที่ยวเหมือนวิธี Form D

แบบเดิม บทความนี้อธิบายว่า AWSC คืออะไร ต่างจาก Form D ตรงไหน ใครมีสิทธิขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter และมีข้อควรระวังอะไรบ้างเพื่อไม่ให้ถูกเพิกถอนสิทธิภายหลัง

สารบัญบทความ
  1. AWSC คืออะไร ต่างจาก Form D อย่างไร
  2. ใครขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter ได้บ้าง
  3. สินค้ายังต้องผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดเดิม AWSC ไม่ได้ผ่อนเกณฑ์ ROO
  4. ตารางเปรียบเทียบ AWSC (Origin Declaration) กับ Form D
  5. ความเสี่ยง เอกสารที่ต้องเก็บ และคำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

AWSC คืออะไร ต่างจาก Form D อย่างไร

ระบบ ASEAN-Wide Self-Certification หรือ AWSC เป็นกลไกภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement หรือ ATIGA)

ที่เปิดให้ผู้ส่งออกซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต หรือ Certified Exporter

ออกถ้อยแถลงรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin Declaration) ด้วยตนเองบนใบกำกับสินค้าหรือเอกสารทางการค้าอื่นได้ทันที โดยไม่ต้องยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form D

จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นรายเที่ยวเหมือนวิธีเดิม แต่เดิม

Form D ต้องยื่นคำขอพร้อมเอกสารประกอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติก่อนทุกครั้งที่ส่งออก ทำให้ต้องเผื่อเวลารอเอกสารในทุกใบสั่งซื้อ ส่วน AWSC

เปลี่ยนบทบาทให้ผู้ส่งออกที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้วรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองได้เลย

โดยอาเซียนได้ขยายให้ใช้ครอบคลุมการค้าระหว่างประเทศภาคีความตกลง ATIGA ทั้ง 10 ประเทศ หลังจากเคยเป็นโครงการนำร่องในบางประเทศสมาชิกมาก่อนหน้านี้

(ทั้งนี้ติมอร์-เลสเตเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 เมื่อเดือนตุลาคม 2568

แต่ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคี ATIGA จึงยังไม่อยู่ในขอบเขตการใช้สิทธิ AWSC ณ ขณะนี้) ข้อควรระวังคือ AWSC ใช้ได้เฉพาะการค้าระหว่างประเทศภาคี ATIGA

ในกลุ่มอาเซียนเท่านั้น หากส่งออกไปประเทศคู่ค้า FTA อื่น เช่น จีน ญี่ปุ่น

หรือเกาหลีใต้ ยังต้องขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดตามแบบฟอร์มของ FTA นั้นตามเดิม เช่น Form E (อาเซียน-จีน) Form AJ (อาเซียน-ญี่ปุ่น) หรือ Form AK (อาเซียน-เกาหลี)

ใครขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter ได้บ้าง

สถานะ Certified Exporter ไม่ใช่สิทธิที่ผู้ส่งออกทุกรายจะขอได้ทันที ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งจะพิจารณาจากประวัติการส่งออกและการใช้สิทธิ Form

D อย่างถูกต้องมาก่อน

ระบบงานภายในที่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้ชัดเจน รวมถึงความพร้อมของบุคลากรที่เข้าใจกฎถิ่นกำเนิดสินค้าตาม ATIGA เป็นอย่างดี เมื่อได้รับอนุมัติ

ผู้ส่งออกจะได้รับรหัสอนุญาต หรือ Certified Exporter Authorisation Code

ซึ่งต้องระบุไว้ในถ้อยแถลงถิ่นกำเนิดสินค้าทุกครั้งที่ออกเอง เพื่อให้ศุลกากรประเทศปลายทางตรวจสอบย้อนกลับมาที่กรมการค้าต่างประเทศของไทยได้หากจำเป็น สำหรับ SME

ที่ส่งออกไปอาเซียนไม่บ่อยหรือปริมาณน้อย

ควรชั่งน้ำหนักว่าภาระในการขึ้นทะเบียนคุ้มค่ากับความสะดวกที่ได้หรือไม่ เพราะยังใช้ Form D แบบยื่นขอเป็นรายเที่ยวต่อไปได้เช่นเดิม

โดยคุณสมบัติและเอกสารที่ต้องยื่นควรตรวจสอบล่าสุดกับกรมการค้าต่างประเทศโดยตรง

เนื่องจากหลักเกณฑ์อาจปรับปรุงเป็นระยะ

สินค้ายังต้องผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดเดิม AWSC ไม่ได้ผ่อนเกณฑ์ ROO

ประเด็นสำคัญที่ SME มักเข้าใจผิดคือ AWSC เปลี่ยนเฉพาะผู้ออกเอกสารและขั้นตอนดำเนินการเท่านั้น แต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)

ที่สินค้าต้องผ่านยังคงเป็นเกณฑ์เดียวกับที่ใช้ขอ Form D คือต้องเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นทั้งหมดในไทย (Wholly

Obtained) หรือผ่านกระบวนการผลิตที่มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ หรือ Regional Value Content (RVC) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าสินค้า ซึ่งเป็นเกณฑ์ทั่วไปของ ATIGA

หรือมีการเปลี่ยนพิกัดศุลกากรในระดับ 4 หลัก (Change in Tariff Heading)

ตามเกณฑ์ทั่วไปเช่นกัน ทั้งนี้สินค้าบางพิกัดอาจมีกฎเฉพาะสินค้า (Product Specific Rules) ที่กำหนดสัดส่วน RVC หรือระดับการเปลี่ยนพิกัดแตกต่างจากเกณฑ์ทั่วไปข้างต้น

ผู้ส่งออกจึงต้องตรวจสอบพิกัดศุลกากรและเกณฑ์ที่ใช้จริงกับกรมการค้าต่างประเทศก่อนออก Origin Declaration ทุกครั้ง สถานะ Certified Exporter

ไม่ได้แปลว่าสินค้าทุกชนิดจะเข้าเกณฑ์ถิ่นกำเนิดโดยอัตโนมัติ

ผู้รับผิดชอบต้องประเมินสินค้าแต่ละรุ่นก่อนออกถ้อยแถลงทุกครั้งเช่นเดียวกับตอนขอ Form D

ตารางเปรียบเทียบ AWSC (Origin Declaration) กับ Form D

ประเด็นForm D (แบบเดิม)AWSC (Origin Declaration)
ผู้ออกเอกสารกรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบและออกให้ผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียน Certified Exporter ออกเอง
รูปแบบเอกสารแบบฟอร์มทางการ มีลายเซ็น/ตราประทับเจ้าหน้าที่ถ้อยแถลงบนใบกำกับสินค้า พร้อมรหัสอนุญาต
ความถี่ในการขอยื่นขอใหม่ทุกเที่ยวการส่งออกออกได้เองทุกเที่ยว ไม่ต้องยื่นกรมฯ ซ้ำ
ขอบเขตประเทศที่ใช้ได้ตามแต่ละ FTA เช่น อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้เฉพาะการค้าระหว่างประเทศภาคี ATIGA ในอาเซียน (ปัจจุบัน 10 ประเทศผู้ก่อตั้ง)
ผู้รับผิดชอบความถูกต้องกรมการค้าต่างประเทศร่วมตรวจสอบก่อนออกผู้ส่งออกรับผิดชอบเองทั้งหมด

*คุณสมบัติ ขั้นตอน และรูปแบบข้อความรับรองถิ่นกำเนิดที่ถูกต้อง ควรตรวจสอบล่าสุดกับกรมการค้าต่างประเทศก่อนใช้งานจริงทุกครั้ง เนื่องจากอาจมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เป็นระยะ*

ความเสี่ยง เอกสารที่ต้องเก็บ และคำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เพราะ AWSC โอนความรับผิดชอบมาที่ผู้ส่งออกโดยตรง ผู้ที่ได้สถานะ Certified Exporter จึงต้องเก็บเอกสารหลักฐานแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิต

และกระบวนการผลิตของสินค้าแต่ละรุ่นหรือแต่ละล็อตไว้ให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง

ทั้งจากกรมการค้าต่างประเทศของไทยและจากศุลกากรประเทศปลายทาง หากตรวจพบว่าถ้อยแถลงถิ่นกำเนิดที่ออกเองไม่ถูกต้องหรือสินค้าไม่เข้าเกณฑ์จริง ผู้ส่งออกอาจถูกเพิกถอนสถานะ Certified

Exporter และต้องกลับไปใช้ Form D แบบเดิม

ขณะที่ลูกค้าปลายทางซึ่งเป็นผู้นำเข้าอาจถูกศุลกากรประเทศนั้นเรียกเก็บอากรขาเข้าย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ซึ่งกระทบความสัมพันธ์ทางการค้าโดยตรง ตัวอย่างเช่น SME

ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ส่งออกไปเวียดนามและมาเลเซียเป็นประจำ หากขึ้นทะเบียนเป็น

Certified Exporter สำเร็จ ก็ออก Origin Declaration บนใบกำกับสินค้าเองได้ทุกล็อต ไม่ต้องรอกรมการค้าต่างประเทศออก Form D ให้ก่อน

ช่วยให้จัดส่งสินค้าได้เร็วขึ้นเมื่อมีคำสั่งซื้อกะทันหัน

แต่ยังต้องรักษาวินัยตรวจสอบเกณฑ์ถิ่นกำเนิดของสินค้าทุกรุ่นเช่นเดิม ผู้ประกอบการที่สนใจใช้สิทธิ AWSC จึงควรดำเนินการดังนี้

  • ตรวจสอบว่าตลาดส่งออกหลักเป็นประเทศภาคี ATIGA ในอาเซียนหรือไม่ เพราะ AWSC ใช้ได้เฉพาะการค้าในกลุ่มนี้เท่านั้น
  • ทบทวนประวัติการขอ Form D ที่ผ่านมาให้ถูกต้องครบถ้วน ก่อนยื่นคำขอขึ้นทะเบียน Certified Exporter กับกรมการค้าต่างประเทศ
  • วางระบบจัดเก็บเอกสารต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้พร้อมพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้าได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เตรียมเฉพาะตอนมีคำสั่งซื้อ
  • มอบหมายผู้รับผิดชอบตรวจสอบเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนออก Origin Declaration ทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงถูกตรวจพบภายหลัง
  • ติดตามรูปแบบข้อความและหลักเกณฑ์ AWSC ที่กรมการค้าต่างประเทศประกาศล่าสุด เนื่องจากอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง AWSC รับรองถิ่นกำเนิดด้วยตนเอง ต่างจาก Form D อย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

AWSC ต่างจาก Form D อย่างไร

Form D ต้องยื่นขอและรอกรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบอนุมัติเป็นรายเที่ยว ส่วน AWSC ให้ผู้ส่งออกที่ได้รับอนุมัติเป็น Certified Exporter ออกถ้อยแถลงถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin

Declaration) เองบนใบกำกับสินค้าได้ทันที โดยไม่ต้องยื่นขอ Form D

ทุกครั้ง แต่สินค้ายังต้องผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดตาม ATIGA เหมือนเดิมทุกประการ

ใครสามารถขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter ได้บ้าง

ผู้ส่งออกที่มีประวัติการส่งออกและเคยขอ Form D อย่างถูกต้องกับกรมการค้าต่างประเทศ มีระบบเอกสารต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่พิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้าได้

และผ่านการพิจารณาคุณสมบัติจากกรมการค้าต่างประเทศ

จะได้รับรหัสอนุญาตใช้ในการออกถ้อยแถลงถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง

AWSC ใช้ได้กับประเทศคู่ค้านอกอาเซียนหรือไม่

ไม่ได้ AWSC ใช้ได้เฉพาะการค้าระหว่างประเทศภาคีความตกลง ATIGA ในกลุ่มอาเซียนเท่านั้น (ปัจจุบันคือ 10 ประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน) หากส่งออกไปจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือคู่ค้า FTA

อื่น ยังต้องขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดตามแบบฟอร์มของ FTA นั้น เช่น

Form E (จีน) Form AJ (ญี่ปุ่น) หรือ Form AK (เกาหลีใต้) ตามเดิม

ถ้าออก Origin Declaration ผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้น

ผู้ส่งออกต้องรับผิดชอบความถูกต้องของข้อมูลเอง หากถูกตรวจสอบย้อนหลังแล้วพบว่าสินค้าไม่เข้าเกณฑ์ถิ่นกำเนิดจริง อาจถูกเพิกถอนสถานะ Certified Exporter

และลูกค้าปลายทางอาจถูกศุลกากรเรียกเก็บอากรขาเข้าย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ

เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น