ผู้ประกอบการ SME ที่ส่งออกสินค้าไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นประจำ มักรู้สึกว่าการยื่นขอ Form D จากกรมการค้าต่างประเทศทุกครั้งที่มีคำสั่งซื้อเป็นภาระด้านเวลาและเอกสาร ระบบ
ASEAN-Wide Self-Certification หรือ AWSC
คือทางเลือกที่ให้ผู้ส่งออกซึ่งผ่านการขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter ออกถ้อยแถลงรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin Declaration) ด้วยตนเองบนใบกำกับสินค้าได้ทันที
โดยไม่ต้องรอกรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบและออกเอกสารทีละเที่ยวเหมือนวิธี Form D
แบบเดิม บทความนี้อธิบายว่า AWSC คืออะไร ต่างจาก Form D ตรงไหน ใครมีสิทธิขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter และมีข้อควรระวังอะไรบ้างเพื่อไม่ให้ถูกเพิกถอนสิทธิภายหลัง
สารบัญบทความ
- AWSC คืออะไร ต่างจาก Form D อย่างไร
- ใครขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter ได้บ้าง
- สินค้ายังต้องผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดเดิม AWSC ไม่ได้ผ่อนเกณฑ์ ROO
- ตารางเปรียบเทียบ AWSC (Origin Declaration) กับ Form D
- ความเสี่ยง เอกสารที่ต้องเก็บ และคำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
AWSC คืออะไร ต่างจาก Form D อย่างไร
ระบบ ASEAN-Wide Self-Certification หรือ AWSC เป็นกลไกภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement หรือ ATIGA)
ที่เปิดให้ผู้ส่งออกซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต หรือ Certified Exporter
ออกถ้อยแถลงรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin Declaration) ด้วยตนเองบนใบกำกับสินค้าหรือเอกสารทางการค้าอื่นได้ทันที โดยไม่ต้องยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form D
จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นรายเที่ยวเหมือนวิธีเดิม แต่เดิม
Form D ต้องยื่นคำขอพร้อมเอกสารประกอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติก่อนทุกครั้งที่ส่งออก ทำให้ต้องเผื่อเวลารอเอกสารในทุกใบสั่งซื้อ ส่วน AWSC
เปลี่ยนบทบาทให้ผู้ส่งออกที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้วรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองได้เลย
โดยอาเซียนได้ขยายให้ใช้ครอบคลุมการค้าระหว่างประเทศภาคีความตกลง ATIGA ทั้ง 10 ประเทศ หลังจากเคยเป็นโครงการนำร่องในบางประเทศสมาชิกมาก่อนหน้านี้
(ทั้งนี้ติมอร์-เลสเตเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 เมื่อเดือนตุลาคม 2568
แต่ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคี ATIGA จึงยังไม่อยู่ในขอบเขตการใช้สิทธิ AWSC ณ ขณะนี้) ข้อควรระวังคือ AWSC ใช้ได้เฉพาะการค้าระหว่างประเทศภาคี ATIGA
ในกลุ่มอาเซียนเท่านั้น หากส่งออกไปประเทศคู่ค้า FTA อื่น เช่น จีน ญี่ปุ่น
หรือเกาหลีใต้ ยังต้องขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดตามแบบฟอร์มของ FTA นั้นตามเดิม เช่น Form E (อาเซียน-จีน) Form AJ (อาเซียน-ญี่ปุ่น) หรือ Form AK (อาเซียน-เกาหลี)
ใครขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter ได้บ้าง
สถานะ Certified Exporter ไม่ใช่สิทธิที่ผู้ส่งออกทุกรายจะขอได้ทันที ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งจะพิจารณาจากประวัติการส่งออกและการใช้สิทธิ Form
D อย่างถูกต้องมาก่อน
ระบบงานภายในที่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้ชัดเจน รวมถึงความพร้อมของบุคลากรที่เข้าใจกฎถิ่นกำเนิดสินค้าตาม ATIGA เป็นอย่างดี เมื่อได้รับอนุมัติ
ผู้ส่งออกจะได้รับรหัสอนุญาต หรือ Certified Exporter Authorisation Code
ซึ่งต้องระบุไว้ในถ้อยแถลงถิ่นกำเนิดสินค้าทุกครั้งที่ออกเอง เพื่อให้ศุลกากรประเทศปลายทางตรวจสอบย้อนกลับมาที่กรมการค้าต่างประเทศของไทยได้หากจำเป็น สำหรับ SME
ที่ส่งออกไปอาเซียนไม่บ่อยหรือปริมาณน้อย
ควรชั่งน้ำหนักว่าภาระในการขึ้นทะเบียนคุ้มค่ากับความสะดวกที่ได้หรือไม่ เพราะยังใช้ Form D แบบยื่นขอเป็นรายเที่ยวต่อไปได้เช่นเดิม
โดยคุณสมบัติและเอกสารที่ต้องยื่นควรตรวจสอบล่าสุดกับกรมการค้าต่างประเทศโดยตรง
เนื่องจากหลักเกณฑ์อาจปรับปรุงเป็นระยะ
สินค้ายังต้องผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดเดิม AWSC ไม่ได้ผ่อนเกณฑ์ ROO
ประเด็นสำคัญที่ SME มักเข้าใจผิดคือ AWSC เปลี่ยนเฉพาะผู้ออกเอกสารและขั้นตอนดำเนินการเท่านั้น แต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)
ที่สินค้าต้องผ่านยังคงเป็นเกณฑ์เดียวกับที่ใช้ขอ Form D คือต้องเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นทั้งหมดในไทย (Wholly
Obtained) หรือผ่านกระบวนการผลิตที่มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ หรือ Regional Value Content (RVC) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าสินค้า ซึ่งเป็นเกณฑ์ทั่วไปของ ATIGA
หรือมีการเปลี่ยนพิกัดศุลกากรในระดับ 4 หลัก (Change in Tariff Heading)
ตามเกณฑ์ทั่วไปเช่นกัน ทั้งนี้สินค้าบางพิกัดอาจมีกฎเฉพาะสินค้า (Product Specific Rules) ที่กำหนดสัดส่วน RVC หรือระดับการเปลี่ยนพิกัดแตกต่างจากเกณฑ์ทั่วไปข้างต้น
ผู้ส่งออกจึงต้องตรวจสอบพิกัดศุลกากรและเกณฑ์ที่ใช้จริงกับกรมการค้าต่างประเทศก่อนออก Origin Declaration ทุกครั้ง สถานะ Certified Exporter
ไม่ได้แปลว่าสินค้าทุกชนิดจะเข้าเกณฑ์ถิ่นกำเนิดโดยอัตโนมัติ
ผู้รับผิดชอบต้องประเมินสินค้าแต่ละรุ่นก่อนออกถ้อยแถลงทุกครั้งเช่นเดียวกับตอนขอ Form D
ตารางเปรียบเทียบ AWSC (Origin Declaration) กับ Form D
| ประเด็น | Form D (แบบเดิม) | AWSC (Origin Declaration) |
|---|---|---|
| ผู้ออกเอกสาร | กรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบและออกให้ | ผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียน Certified Exporter ออกเอง |
| รูปแบบเอกสาร | แบบฟอร์มทางการ มีลายเซ็น/ตราประทับเจ้าหน้าที่ | ถ้อยแถลงบนใบกำกับสินค้า พร้อมรหัสอนุญาต |
| ความถี่ในการขอ | ยื่นขอใหม่ทุกเที่ยวการส่งออก | ออกได้เองทุกเที่ยว ไม่ต้องยื่นกรมฯ ซ้ำ |
| ขอบเขตประเทศที่ใช้ได้ | ตามแต่ละ FTA เช่น อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ | เฉพาะการค้าระหว่างประเทศภาคี ATIGA ในอาเซียน (ปัจจุบัน 10 ประเทศผู้ก่อตั้ง) |
| ผู้รับผิดชอบความถูกต้อง | กรมการค้าต่างประเทศร่วมตรวจสอบก่อนออก | ผู้ส่งออกรับผิดชอบเองทั้งหมด |
*คุณสมบัติ ขั้นตอน และรูปแบบข้อความรับรองถิ่นกำเนิดที่ถูกต้อง ควรตรวจสอบล่าสุดกับกรมการค้าต่างประเทศก่อนใช้งานจริงทุกครั้ง เนื่องจากอาจมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เป็นระยะ*
ความเสี่ยง เอกสารที่ต้องเก็บ และคำแนะนำเชิงปฏิบัติ
เพราะ AWSC โอนความรับผิดชอบมาที่ผู้ส่งออกโดยตรง ผู้ที่ได้สถานะ Certified Exporter จึงต้องเก็บเอกสารหลักฐานแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิต
และกระบวนการผลิตของสินค้าแต่ละรุ่นหรือแต่ละล็อตไว้ให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง
ทั้งจากกรมการค้าต่างประเทศของไทยและจากศุลกากรประเทศปลายทาง หากตรวจพบว่าถ้อยแถลงถิ่นกำเนิดที่ออกเองไม่ถูกต้องหรือสินค้าไม่เข้าเกณฑ์จริง ผู้ส่งออกอาจถูกเพิกถอนสถานะ Certified
Exporter และต้องกลับไปใช้ Form D แบบเดิม
ขณะที่ลูกค้าปลายทางซึ่งเป็นผู้นำเข้าอาจถูกศุลกากรประเทศนั้นเรียกเก็บอากรขาเข้าย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ซึ่งกระทบความสัมพันธ์ทางการค้าโดยตรง ตัวอย่างเช่น SME
ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ส่งออกไปเวียดนามและมาเลเซียเป็นประจำ หากขึ้นทะเบียนเป็น
Certified Exporter สำเร็จ ก็ออก Origin Declaration บนใบกำกับสินค้าเองได้ทุกล็อต ไม่ต้องรอกรมการค้าต่างประเทศออก Form D ให้ก่อน
ช่วยให้จัดส่งสินค้าได้เร็วขึ้นเมื่อมีคำสั่งซื้อกะทันหัน
แต่ยังต้องรักษาวินัยตรวจสอบเกณฑ์ถิ่นกำเนิดของสินค้าทุกรุ่นเช่นเดิม ผู้ประกอบการที่สนใจใช้สิทธิ AWSC จึงควรดำเนินการดังนี้
- ตรวจสอบว่าตลาดส่งออกหลักเป็นประเทศภาคี ATIGA ในอาเซียนหรือไม่ เพราะ AWSC ใช้ได้เฉพาะการค้าในกลุ่มนี้เท่านั้น
- ทบทวนประวัติการขอ Form D ที่ผ่านมาให้ถูกต้องครบถ้วน ก่อนยื่นคำขอขึ้นทะเบียน Certified Exporter กับกรมการค้าต่างประเทศ
- วางระบบจัดเก็บเอกสารต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้พร้อมพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้าได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เตรียมเฉพาะตอนมีคำสั่งซื้อ
- มอบหมายผู้รับผิดชอบตรวจสอบเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนออก Origin Declaration ทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงถูกตรวจพบภายหลัง
- ติดตามรูปแบบข้อความและหลักเกณฑ์ AWSC ที่กรมการค้าต่างประเทศประกาศล่าสุด เนื่องจากอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง AWSC รับรองถิ่นกำเนิดด้วยตนเอง ต่างจาก Form D อย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
AWSC ต่างจาก Form D อย่างไร
Form D ต้องยื่นขอและรอกรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบอนุมัติเป็นรายเที่ยว ส่วน AWSC ให้ผู้ส่งออกที่ได้รับอนุมัติเป็น Certified Exporter ออกถ้อยแถลงถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin
Declaration) เองบนใบกำกับสินค้าได้ทันที โดยไม่ต้องยื่นขอ Form D
ทุกครั้ง แต่สินค้ายังต้องผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดตาม ATIGA เหมือนเดิมทุกประการ
ใครสามารถขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter ได้บ้าง
ผู้ส่งออกที่มีประวัติการส่งออกและเคยขอ Form D อย่างถูกต้องกับกรมการค้าต่างประเทศ มีระบบเอกสารต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่พิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้าได้
และผ่านการพิจารณาคุณสมบัติจากกรมการค้าต่างประเทศ
จะได้รับรหัสอนุญาตใช้ในการออกถ้อยแถลงถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง
AWSC ใช้ได้กับประเทศคู่ค้านอกอาเซียนหรือไม่
ไม่ได้ AWSC ใช้ได้เฉพาะการค้าระหว่างประเทศภาคีความตกลง ATIGA ในกลุ่มอาเซียนเท่านั้น (ปัจจุบันคือ 10 ประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน) หากส่งออกไปจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือคู่ค้า FTA
อื่น ยังต้องขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดตามแบบฟอร์มของ FTA นั้น เช่น
Form E (จีน) Form AJ (ญี่ปุ่น) หรือ Form AK (เกาหลีใต้) ตามเดิม
ถ้าออก Origin Declaration ผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้น
ผู้ส่งออกต้องรับผิดชอบความถูกต้องของข้อมูลเอง หากถูกตรวจสอบย้อนหลังแล้วพบว่าสินค้าไม่เข้าเกณฑ์ถิ่นกำเนิดจริง อาจถูกเพิกถอนสถานะ Certified Exporter
และลูกค้าปลายทางอาจถูกศุลกากรเรียกเก็บอากรขาเข้าย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น