เจ้าของธุรกิจและ HR หลายคนเข้าใจว่าเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ที่จ่ายให้พนักงานทุกเดือนเป็นเงินที่บริษัทเรียกคืนได้เต็มที่
หากพนักงานลาออกก่อนกำหนดบริษัทน่าจะได้เงินก้อนนี้กลับมา แต่ความจริงตามกฎหมายไม่ได้เป็นเช่นนั้น
บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ SME และฝ่าย HR ที่ดูแล payroll และกองทุน PVD อธิบายว่าเกณฑ์เวสติ้งหรือสิทธิรับเงินสมทบนายจ้างทำงานอย่างไร
เมื่อพนักงานลาออกก่อนครบอายุสมาชิกภาพที่ข้อบังคับกำหนด
เงินสมทบนายจ้างส่วนที่ยังไม่ได้สิทธิจะไปอยู่ที่ไหน และควรบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง
สารบัญบทความ
- เงินในกองทุน PVD แบ่งเป็น 4 ก้อน และก้อนไหนมีเงื่อนไข "เวสติ้ง"
- เกณฑ์ vesting กำหนดอย่างไร และลูกจ้างได้สิทธิเท่าไรตามอายุสมาชิกภาพ
- ลาออกก่อนครบเวสติ้ง เงินสมทบนายจ้างส่วนที่ไม่ได้สิทธิหายไปไหน
- บันทึกบัญชีและภาษีให้ถูกต้องเมื่อมีพนักงานลาออกก่อนครบเวสติ้ง
- เช็กลิสต์ที่ HR และเจ้าของกิจการต้องทำให้ครบ
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
เงินในกองทุน PVD แบ่งเป็น 4 ก้อน และก้อนไหนมีเงื่อนไข "เวสติ้ง"
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund หรือ PVD) จัดตั้งตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 กำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
เงินในบัญชีสมาชิกแบ่งเป็น 4 ก้อนเสมอ ได้แก่ เงินสะสม
(ลูกจ้างหักจากเงินเดือนตัวเอง) ผลประโยชน์ของเงินสะสม เงินสมทบ (นายจ้างจ่ายเพิ่มให้) และผลประโยชน์ของเงินสมทบ สองก้อนแรกเป็นเงินของลูกจ้างเองมาโดยตลอด
กฎหมายจึงรับรองว่าต้องจ่ายคืนเต็มจำนวนเสมอไม่ว่าทำงานมากี่ปี
ส่วนเงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์ของเงินสมทบสองก้อนหลังนี้เอง ที่ข้อบังคับกองทุนสามารถกำหนดเงื่อนไข "อายุสมาชิกภาพขั้นต่ำ" ก่อนได้สิทธิรับเต็มจำนวน
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเกณฑ์ vesting
เกณฑ์ vesting กำหนดอย่างไร และลูกจ้างได้สิทธิเท่าไรตามอายุสมาชิกภาพ
กฎหมายไม่ได้กำหนดเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนปีของเกณฑ์ vesting ไว้ตายตัว แต่เปิดให้แต่ละนายจ้างกำหนดไว้เองในข้อบังคับกองทุน ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุน
(มีตัวแทนทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง) แล้วจดทะเบียนกับ ก.ล.ต.
ดังนั้นแต่ละบริษัทอาจมีเกณฑ์ vesting ต่างกัน แม้จะใช้บริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) เดียวกันในกองทุนรวม (master fund) ก็ตาม
รูปแบบที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติคือกำหนดเป็นขั้นบันไดตามอายุสมาชิกภาพ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวตามกฎหมาย บริษัทต้องเปิดข้อบังคับกองทุนของตนเองเพื่อดูตัวเลขจริงเสมอ
| อายุสมาชิกภาพ | สิทธิรับเงินสมทบนายจ้าง + ผลประโยชน์ (ตัวอย่าง) |
|---|---|
| น้อยกว่า 1 ปี | 0% |
| 1 ปี ถึงน้อยกว่า 3 ปี | เช่น 20-40% |
| 3 ปี ถึงน้อยกว่า 5 ปี | เช่น 40-80% |
| 5 ปีขึ้นไป | 100% |
เงินสะสมของลูกจ้างเองและผลประโยชน์ของเงินสะสมไม่อยู่ในตารางนี้ เพราะเป็นเงินของลูกจ้างเองมาโดยตลอด จึงได้รับคืนเต็มจำนวน 100% เสมอไม่ว่าจะเป็นสมาชิกกองทุนมากี่ปี
หลักการนี้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530
ซึ่งกำหนดให้กองทุนที่จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายจ้าง (มาตรา 7) และกำหนดว่าเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลงด้วยเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก
ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินคืนให้ลูกจ้างทั้งหมดคราวเดียวภายในเวลาไม่เกิน 30
วันนับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพ ตามหลักเกณฑ์ที่ข้อบังคับกองทุนกำหนด (มาตรา 23)
โดยข้อบังคับกองทุนจะกำหนดเงื่อนไขที่ตัดสิทธิเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมซึ่งเป็นเงินของลูกจ้างเองไม่ได้
ส่วนเงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์ของเงินสมทบเท่านั้นที่ข้อบังคับกองทุนจะกำหนดเงื่อนไข vesting ได้
ลาออกก่อนครบเวสติ้ง เงินสมทบนายจ้างส่วนที่ไม่ได้สิทธิหายไปไหน
นี่คือจุดที่เจ้าของธุรกิจหลายคนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด เมื่อพนักงานลาออกก่อนครบเวสติ้ง เงินสมทบนายจ้างส่วนที่ยังไม่ได้สิทธิ (non-vested) จะไม่จ่ายคืนเป็นเงินสดกลับเข้าบัญชีบริษัท
เหตุผลคือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายจ้างตามกฎหมาย เมื่อนายจ้างโอนเงินสมทบเข้ากองทุนแล้ว เงินนั้นกลายเป็นทรัพย์สินของกองทุนทันที
นายจ้างไม่มีสิทธิเรียกคืนเป็นเงินสดโดยตรงไม่ว่ากรณีใด
เงินส่วนที่ลูกจ้างไม่ได้สิทธิจึงยังคงอยู่ในกองทุนต่อไป และข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัทจะเป็นตัวกำหนดว่าจะนำไปจัดสรรอย่างไร โดยทั่วไปมีสองแนวทางหลักที่พบในข้อบังคับกองทุน
คือนำไปหักลดเงินสมทบงวดถัดไปที่นายจ้างต้องนำส่งเข้ากองทุนสำหรับพนักงานที่ยังทำงานอยู่ หรือเฉลี่ยคืนเข้าบัญชีของสมาชิกที่ยังมีสถานะอยู่ในกองทุนตามสัดส่วน
ทั้งสองแนวทางนี้ล้วนเป็นการหมุนเวียนเงินอยู่ภายในกองทุน
ไม่ใช่การโอนเงินกลับออกมาให้บริษัทโดยตรงแต่อย่างใด
ตัวอย่าง: พนักงาน ก. เป็นสมาชิกกองทุน PVD มา 3 ปี 4 เดือน ก่อนยื่นใบลาออก ข้อบังคับกองทุนกำหนดสิทธิที่อายุสมาชิกภาพ 3-5 ปี ไว้ที่ 60% หากเงินสมทบนายจ้างพร้อมผลประโยชน์รวม
96,000 บาท พนักงาน ก. จะได้รับ 57,600 บาท ส่วนที่เหลือ 38,400 บาท
ไม่จ่ายให้พนักงานและไม่คืนเป็นเงินสดให้บริษัทเช่นกัน แต่จัดสรรคืนเข้ากองทุนตามข้อบังคับ (ตัวเลขสมมติเพื่อความเข้าใจ ตัวเลขจริงต้องดูจากข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัท)
บันทึกบัญชีและภาษีให้ถูกต้องเมื่อมีพนักงานลาออกก่อนครบเวสติ้ง
เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุน PVD ที่จดทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530
ถือเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัทได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายเงินจริงเข้ากองทุน ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่
183 (พ.ศ. 2533) เพราะเป็นการจ่ายเงินออกไปให้นิติบุคคลอื่นจริง ไม่ใช่การตั้งสำรองภายในบริษัทที่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี และไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของลูกจ้าง ณ
วันที่นายจ้างสมทบเข้ากองทุน เมื่อพนักงานลาออกก่อนครบเวสติ้ง
เงินส่วนที่ริบไปไม่ใช่รายได้ใหม่ของบริษัท เพราะออกจากงบดุลไปตั้งแต่วันที่จ่ายสมทบแล้ว บริษัทจึงไม่ต้องบันทึกรับรู้รายได้หรือตั้งลูกหนี้รอรับคืนจากกองทุน
หากข้อบังคับกองทุนให้นำเงินส่วนที่ริบไปหักลดเงินสมทบงวดถัดไป ผลจะสะท้อนเองในรายจ่าย
PVD งวดนั้นที่ต่ำกว่าปกติตามยอดเงินสดที่จ่ายจริง โดยไม่ต้องบันทึกรายการพิเศษเพิ่มเติม
ทั้งนี้รายละเอียดการปฏิบัติทางบัญชีและภาษีที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีของบริษัทประกอบด้วยเสมอ
เพราะอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ
- อย่าบันทึกยอดริบเป็นรายได้อื่นของบริษัท เพราะเงินนี้ไม่เคยกลับมาเป็นทรัพย์สินของบริษัทอีกครั้ง
- อย่าตั้งลูกหนี้รอรับเงินคืนจากกองทุน เพราะกองทุนไม่มีหน้าที่คืนเงินสดให้นายจ้างตามกฎหมาย
- ขอหนังสือรับรองยอดเงินจากบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ทุกครั้งที่มีพนักงานลาออก เพื่อยืนยันยอดที่จ่ายจริงและยอดที่ริบ ใช้เป็นเอกสารประกอบการปิดบัญชีและรองรับการตรวจสอบภาษี
เช็กลิสต์ที่ HR และเจ้าของกิจการต้องทำให้ครบ
เพื่อลดข้อพิพาทกับพนักงานและป้องกันความเข้าใจผิดเรื่องเงิน PVD เมื่อมีการลาออก เจ้าของธุรกิจและฝ่าย HR ควรวางระบบดังนี้
- เปิดข้อบังคับกองทุนของบริษัทตัวเองอ่านให้ละเอียด เพื่อทราบเกณฑ์ vesting ที่แท้จริง เพราะแต่ละกองทุนกำหนดไม่เหมือนกัน
- แจ้งเกณฑ์ vesting ให้พนักงานทราบตั้งแต่วันปฐมนิเทศหรือวันที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุน ไม่ใช่รอมาอธิบายตอนวันที่ยื่นใบลาออกแล้ว
- เมื่อพนักงานแจ้งลาออก ให้ HR ประสาน บลจ. ล่วงหน้าเพื่อคำนวณยอดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามอายุสมาชิกภาพจริง แล้วเก็บหนังสือรับรองยอดเงินไว้ในแฟ้มพนักงานที่ลาออก เพื่อรองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากรหรือผู้สอบบัญชี
- ทบทวนข้อบังคับกองทุนเป็นระยะร่วมกับที่ปรึกษาบัญชีหรือ บลจ. เพราะข้อบังคับสามารถแก้ไขได้ตามมติคณะกรรมการกองทุนและต้องจดทะเบียนแก้ไขกับ ก.ล.ต.
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ลาออกก่อนครบเวสติ้ง เงินสมทบนายจ้างใน PVD หายไปไหน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ลาออกก่อนครบเวสติ้ง เงินสมทบนายจ้างที่ไม่ได้สิทธิ บริษัทขอคืนเป็นเงินสดได้ไหม
ไม่ได้ เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายจ้างตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 เมื่อนายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนแล้ว
เงินนั้นกลายเป็นทรัพย์สินของกองทุนทันที
ส่วนที่ลูกจ้างไม่ได้สิทธิจะถูกจัดสรรคืนเข้ากองทุนตามที่ข้อบังคับกำหนด ไม่ใช่โอนเงินสดกลับให้บริษัทโดยตรง
เกณฑ์ vesting ของ PVD กฎหมายกำหนดตายตัวไว้กี่ปีหรือกี่เปอร์เซ็นต์
กฎหมายไม่ได้กำหนดเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนปีตายตัว แต่ให้แต่ละกองทุนกำหนดไว้เองในข้อบังคับกองทุนที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุนและจดทะเบียนกับ ก.ล.ต.
สิ่งที่กฎหมายรับรองแน่นอนคือเงินสะสมของลูกจ้างเองและผลประโยชน์ของเงินสะสมต้องจ่ายคืนเต็มจำนวนเสมอไม่ว่าจะทำงานมากี่ปี
เงินสมทบนายจ้างส่วนที่ริบไป มีผลต่อภาษีของบริษัทหรือไม่
โดยหลักการไม่มีผลเพิ่มเติม เพราะเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนถือเป็นรายจ่ายทางภาษีตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 ตั้งแต่วันที่จ่ายจริงแล้ว
ส่วนที่ริบไม่ใช่รายได้ใหม่ของบริษัทจึงไม่ต้องบันทึกรับรู้รายได้เพิ่ม
แต่รายละเอียดควรตรวจสอบกับผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีของบริษัทเสมอ
HR ควรทำอะไรทันทีเมื่อพนักงานแจ้งลาออกก่อนครบเวสติ้ง
ควรเปิดข้อบังคับกองทุนของบริษัทเพื่อดูเปอร์เซ็นต์สิทธิที่แท้จริงตามอายุสมาชิกภาพ ประสานบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ขอหนังสือรับรองยอดเงินที่จ่ายจริงและยอดที่ริบ
แล้วเก็บเอกสารไว้ประกอบการปิดบัญชีและรองรับการตรวจสอบภายหลัง
เพื่อไม่ให้งานเฉพาะเรื่องต่าง ๆ กลายเป็นภาระสะสม ทีมงานแนะนำให้ศึกษาหน้าบริการเสริมสำหรับธุรกิจไว้เป็นแนวทางเริ่มต้น