ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) และตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) เป็นตราสารทางการเงินที่ SME ใช้กู้ยืมหรือค้ำประกันหนี้กันบ่อย แต่หลายกิจการมักลืมติดอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีผลต่อการใช้ตั๋วเป็นหลักฐานทางกฎหมายและการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง

ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) และตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) เป็นตราสารทางการเงินที่ SME ใช้กู้ยืมหรือค้ำประกันหนี้กันบ่อย แต่หลายกิจการมักลืมติดอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีผลต่อการใช้ตั๋วเป็นหลักฐานทางกฎหมายและการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง

ตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงินต่างกันอย่างไร

ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note หรือ P/N) เป็นตราสารที่ผู้ออกตั๋วสัญญาว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้รับเงินหรือผู้ถือตั๋วตามวันที่กำหนด มีคู่สัญญาเพียงสองฝ่ายคือผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้) และผู้รับเงิน (เจ้าหนี้) ส่วนตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange หรือ B/E) เป็นตราสารที่ผู้สั่งจ่ายสั่งให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง (ผู้จ่าย) จ่ายเงินให้แก่ผู้รับเงินหรือผู้ถือตั๋วตามวันที่กำหนด จึงมีคู่สัญญาสามฝ่ายคือผู้สั่งจ่าย ผู้จ่าย และผู้รับเงิน ตราสารทั้งสองประเภทนิยมใช้ใน SME เพื่อเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินระหว่างกิจการ หรือใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนระยะสั้นแทนการกู้ยืมจากธนาคาร

อากรแสตมป์: ภาระที่ SME มักลืม

ตามประมวลรัษฎากร ตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงินจัดเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ผู้มีหน้าที่เสียอากรและอัตราที่ต้องติดอากรแสตมป์ขึ้นอยู่กับประเภทตราสารและมูลค่าที่ระบุในตั๋ว ซึ่งควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนออกตั๋วทุกครั้ง เพราะหากตั๋วเงินไม่ได้ติดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด อาจไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีต่อศาลได้ แม้ว่าตั๋วเงินนั้นจะยังคงมีผลผูกพันทางแพ่งระหว่างคู่สัญญาก็ตาม การติดอากรแสตมป์จึงเป็นเรื่องที่ SME ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่วันที่ออกตั๋ว ไม่ใช่รอจนกว่าจะเกิดข้อพิพาทแล้วจึงมาแก้ไข

สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนออกตั๋วเงินทุกครั้ง

ตรวจสอบอัตราอากรแสตมป์ที่ถูกต้องตามมูลค่าตั๋วกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี ติดอากรแสตมป์และขีดฆ่าให้เรียบร้อยก่อนส่งมอบตั๋วให้คู่สัญญา และเก็บสำเนาตั๋วเงินพร้อมหลักฐานการติดอากรแสตมป์ไว้เป็นเอกสารประกอบบัญชี

การบันทึกบัญชีฝั่งผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้)

เมื่อกิจการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อกู้ยืมเงินจากบุคคลหรือกิจการอื่น กิจการผู้ออกตั๋วต้องบันทึกรายการเป็นหนี้สิน (ตั๋วเงินจ่าย) ในงบแสดงฐานะการเงิน โดยแยกเป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียนตามระยะเวลาครบกำหนดของตั๋ว หากตั๋วมีดอกเบี้ยระบุไว้ชัดเจน กิจการต้องทยอยรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายตามระยะเวลาที่ตั๋วยังไม่ครบกำหนด (ตามเกณฑ์คงค้าง) ไม่ใช่รับรู้ดอกเบี้ยทั้งจำนวนในวันที่ออกตั๋วหรือวันครบกำหนดเพียงวันเดียว ค่าอากรแสตมป์ที่ติดบนตั๋วถือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืม ซึ่งโดยทั่วไปสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป

การบันทึกบัญชีฝั่งผู้รับตั๋ว (เจ้าหนี้)

ฝ่ายที่รับตั๋วเงินไว้ในมือ (ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือผู้ทรงตั๋วแลกเงิน) ต้องบันทึกรายการเป็นสินทรัพย์ (ตั๋วเงินรับ) ในงบแสดงฐานะการเงิน และหากมีดอกเบี้ยระบุไว้ในตั๋ว ต้องทยอยรับรู้ดอกเบี้ยรับตามเกณฑ์คงค้างเช่นเดียวกัน หากกิจการนำตั๋วเงินรับไปขายลดให้สถาบันการเงินก่อนครบกำหนด (discounting) ต้องบันทึกส่วนต่างระหว่างมูลค่าตั๋วกับเงินสดที่ได้รับจริงเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน และต้องพิจารณาด้วยว่าธุรกรรมนี้เข้าข่ายการโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางการเงินตามมาตรฐานบัญชีหรือไม่ ซึ่งมีผลต่อการตัดรายการตั๋วเงินรับออกจากบัญชีหรือไม่ ประเด็นนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีเพื่อความถูกต้อง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัท ก. ออกตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 1,000,000 บาท ให้บริษัท ข. เพื่อกู้ยืมเงินระยะสั้น 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ตามที่ระบุในตั๋ว ทั้งสองฝ่ายต้องตรวจสอบอัตราอากรแสตมป์ที่ถูกต้องกับกรมสรรพากรและติดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนก่อนส่งมอบตั๋วให้กัน บริษัท ก. ในฐานะผู้ออกตั๋วบันทึกตั๋วเงินจ่าย 1,000,000 บาทเป็นหนี้สินหมุนเวียน และทยอยรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายตลอด 6 เดือนตามเกณฑ์คงค้าง ส่วนบริษัท ข. ในฐานะผู้รับตั๋วบันทึกตั๋วเงินรับ 1,000,000 บาทเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน และทยอยรับรู้ดอกเบี้ยรับตามเกณฑ์คงค้างเช่นกัน หากบริษัท ข. ต้องการเงินสดก่อนครบกำหนด อาจนำตั๋วไปขายลดกับธนาคารโดยยอมรับส่วนลดตามอัตราที่ธนาคารกำหนด ซึ่งต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินแยกต่างหาก

ผลกระทบทางภาษีที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

นอกจากอากรแสตมป์แล้ว ดอกเบี้ยที่เกิดจากตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋วแลกเงินยังมีผลกระทบทางภาษีเงินได้ โดยฝ่ายที่จ่ายดอกเบี้ยอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจแตกต่างกันตามสถานะของผู้รับดอกเบี้ย (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนจ่ายดอกเบี้ยทุกครั้ง นอกจากนี้หากกิจการใช้ตั๋วเงินระหว่างกันในเครือบริษัทเดียวกัน (related party transaction) ต้องพิจารณาด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดในตั๋วเป็นไปตามราคาตลาด (arm's length) หรือไม่ เพื่อไม่ให้ถูกกรมสรรพากรตั้งข้อสังเกตเรื่องการโอนกำไรระหว่างบริษัทในเครือ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ออกตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋วแลกเงินโดยไม่ติดอากรแสตมป์ ทำให้ตั๋วเงินไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องบังคับคดีได้เมื่อเกิดข้อพิพาท
  • บันทึกดอกเบี้ยทั้งจำนวนในวันออกตั๋วหรือวันครบกำหนดเพียงวันเดียว แทนที่จะทยอยรับรู้ตามเกณฑ์คงค้างตลอดอายุตั๋ว
  • ไม่แยกตั๋วเงินจ่ายและตั๋วเงินรับเป็นหมวดหมู่ที่ถูกต้องในงบแสดงฐานะการเงิน ทำให้วิเคราะห์สภาพคล่องผิดพลาด
  • นำตั๋วเงินไปขายลดกับธนาคารโดยไม่บันทึกส่วนลดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ถูกต้อง
  • ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราที่ถูกต้อง หรือใช้อัตราดอกเบี้ยที่ไม่สอดคล้องกับราคาตลาดในธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการที่ใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋วแลกเงินในการกู้ยืมหรือค้ำประกันหนี้ ควรตรวจสอบอัตราอากรแสตมป์ที่ถูกต้องกับกรมสรรพากรก่อนออกตั๋วทุกครั้ง ติดอากรแสตมป์และเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน บันทึกบัญชีตั๋วเงินจ่ายหรือตั๋วเงินรับพร้อมดอกเบี้ยตามเกณฑ์คงค้าง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายและความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยเมื่อทำธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายและภาษีในระยะยาว

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงิน: อากรแสตมป์และบันทึกบัญชี ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ตั๋วสัญญาใช้เงินกับตั๋วแลกเงินต่างกันอย่างไร

ตั๋วสัญญาใช้เงินมีคู่สัญญาสองฝ่ายคือผู้ออกตั๋วและผู้รับเงิน ส่วนตั๋วแลกเงินมีสามฝ่ายคือผู้สั่งจ่าย ผู้จ่าย และผู้รับเงิน โดยผู้สั่งจ่ายสั่งให้ผู้จ่ายชำระเงินแทน

ทำไมตั๋วเงินต้องติดอากรแสตมป์

เพราะกฎหมายกำหนดให้ตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงินเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ หากไม่ติดอากรแสตมป์ครบถ้วน อาจไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องบังคับคดีได้

อัตราอากรแสตมป์ของตั๋วเงินคือเท่าไร

อัตราขึ้นอยู่กับประเภทตราสารและมูลค่าที่ระบุในตั๋ว ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนออกตั๋วทุกครั้ง

ดอกเบี้ยตั๋วเงินต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

ต้องทยอยรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายหรือดอกเบี้ยรับตามเกณฑ์คงค้างตลอดอายุตั๋ว ไม่ใช่รับรู้ทั้งจำนวนในวันออกตั๋วหรือวันครบกำหนดเพียงวันเดียว

นำตั๋วเงินไปขายลดกับธนาคารก่อนครบกำหนดได้หรือไม่

ได้ โดยผู้ทรงตั๋วจะได้รับเงินสดต่ำกว่ามูลค่าตั๋ว ส่วนต่างนั้นต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน และควรพิจารณาผลกระทบต่อการตัดรายการสินทรัพย์ทางบัญชีร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

จ่ายดอกเบี้ยตามตั๋วเงินต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

โดยทั่วไปมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจต่างกันตามสถานะผู้รับดอกเบี้ย ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ใช้ตั๋วเงินระหว่างบริษัทในเครือมีข้อควรระวังอะไรบ้าง

ต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับราคาตลาด เพื่อไม่ให้กรมสรรพากรตั้งข้อสังเกตเรื่องการโอนกำไรระหว่างบริษัทในเครือ