บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่กำลังจะนำรถยนต์คันเก่าของบริษัทไปเทิร์นแลกซื้อรถคันใหม่กับตัวแทนจำหน่าย
และอยากรู้ว่าการเทิร์นรถแบบนี้ต้องบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง
เพราะแม้จะดูเหมือนธุรกรรมเดียวที่แค่จ่ายเงินเพิ่มแล้วได้รถใหม่ แต่ในทางบัญชีต้องแยกเป็นการขายรถเก่าและซื้อรถใหม่สองรายการ
พร้อมคำนวณกำไรขาดทุนจากส่วนต่างมูลค่าตามบัญชีกับราคาตีเทิร์น และจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้ครบถ้วน
คุณจะได้เรียนรู้หลักการบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ตัวอย่างการคำนวณตัวเลขจริง และเอกสารที่ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน
สารบัญบทความ
- เทิร์นรถยนต์บริษัทคืออะไรในทางบัญชี ทำไมไม่ใช่แค่ "หักลบราคา"
- หลักการบันทึกบัญชี: แยกเป็น 2 ธุรกรรม และใช้มูลค่ายุติธรรม ไม่ใช่ตัวเลขที่ตัวแทนจำหน่ายเสนอ
- คำนวณกำไรขาดทุนจากส่วนต่างมูลค่าตามบัญชีกับราคาตีเทิร์น
- ประเด็น VAT ที่ต้องระวังเมื่อเทิร์นรถยนต์บริษัท
- ตัวอย่างบันทึกบัญชีและเอกสารที่ต้องเก็บ
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
เทิร์นรถยนต์บริษัทคืออะไรในทางบัญชี ทำไมไม่ใช่แค่ "หักลบราคา"
"เทิร์นรถยนต์บริษัท" คือการนำรถยนต์คันเก่าที่เป็นทรัพย์สินของบริษัทไปแลกกับรถยนต์คันใหม่ที่ตัวแทนจำหน่าย โดยตัวแทนจำหน่ายจะตีราคารับซื้อรถเก่าเป็นส่วนลดหักออกจากราคารถใหม่
ทำให้บริษัทจ่ายเงินสดเพิ่มเฉพาะส่วนต่าง
มองผิวเผินดูเหมือนเป็นธุรกรรมเดียวคือ "จ่ายเงินเพิ่มแล้วได้รถใหม่" แต่ในทางบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีเรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (รวมถึง TFRS for NPAEs ที่ SME ส่วนใหญ่ใช้)
ธุรกรรมลักษณะนี้ถือเป็น "การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์แบบไม่ใช่เงินสด
(Non-monetary Exchange)" ซึ่งต้องแยกบันทึกเป็น 2 ธุรกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ (1) การจำหน่ายรถยนต์คันเก่าออกจากบัญชีสินทรัพย์ถาวร และ (2)
การซื้อรถยนต์คันใหม่เข้าบัญชีสินทรัพย์ถาวร ทั้งสองรายการต้องบันทึกแยกกันตามมูลค่ายุติธรรม (Fair
Value) ไม่ใช่นำตัวเลขสุทธิที่ตัวแทนจำหน่ายแจ้งมาบันทึกเป็นรายการเดียว เพราะจะทำให้ทั้งกำไรขาดทุนจากการขายรถเก่าและต้นทุนของรถใหม่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
ซึ่งกระทบทั้งงบการเงินและการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล
หลักการบันทึกบัญชี: แยกเป็น 2 ธุรกรรม และใช้มูลค่ายุติธรรม ไม่ใช่ตัวเลขที่ตัวแทนจำหน่ายเสนอ
ในทางปฏิบัติ ผู้ขายรถมักตั้ง "ราคาตีเทิร์น" รถเก่าให้สูงกว่าราคาตลาดจริงเพื่อจูงใจให้ปิดการขาย แล้วบวกราคารถใหม่ให้สูงขึ้นเท่ากันเพื่อให้ยอดเงินสดที่ต้องจ่ายเพิ่มเท่าเดิม
หากฝ่ายบัญชีบันทึกตามตัวเลขที่เสนอมาตรง ๆ
จะได้กำไรจากการขายรถเก่าที่สูงเกินจริง และต้นทุนรถใหม่ที่สูงเกินจริงเช่นกัน วิธีที่ถูกต้องคือ:
- ขอใบเสนอราคาที่แยก 2 รายการชัดเจน: ราคารถใหม่เต็มก่อนหักเทิร์น และมูลค่ารับซื้อรถเก่า ไม่ใช่ตัวเลขสุทธิรวมเดียว
- เทียบกับราคาเงินสดปกติของรถรุ่นเดียวกัน: คือราคาที่ตัวแทนจำหน่ายเสนอให้ลูกค้าที่จ่ายเงินสดล้วนโดยไม่มีการเทิร์น ใช้เป็นมูลค่ายุติธรรมของรถใหม่
- คำนวณย้อนกลับหามูลค่ารถเก่าที่แท้จริง: นำราคาเงินสดปกติของรถใหม่ ลบด้วยเงินสดที่ต้องจ่ายเพิ่มจริง ผลลัพธ์คือมูลค่ายุติธรรมของรถเก่าที่ควรใช้บันทึกบัญชี
- เก็บเอกสารอ้างอิงราคาตลาด: เช่น ใบเสนอราคาเงินสดปกติ หรือราคากลางรถมือสองประเภทเดียวกัน ไว้เป็นหลักฐานหากถูกตรวจสอบ
คำนวณกำไรขาดทุนจากส่วนต่างมูลค่าตามบัญชีกับราคาตีเทิร์น
สูตรคำนวณคือ กำไร(ขาดทุน)จากการจำหน่ายรถเก่า = มูลค่ายุติธรรมของรถเก่า (ไม่รวม VAT) − มูลค่าตามบัญชีสุทธิ (NBV) โดย NBV คือราคาทุนเดิมหักค่าเสื่อมราคาสะสม ลองดูตัวอย่างสมมติ:
บริษัทซื้อรถเก๋งราคา 1,200,000 บาท ใช้งานมา 3 ปี
ตัดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง 20% ต่อปี สะสมแล้ว 720,000 บาท เหลือ NBV 480,000 บาท เมื่อไปเทิร์นรถ ตัวแทนจำหน่ายเสนอราคารถใหม่ 1,700,000 บาท และตีเทิร์นรถเก่า 550,000 บาท (ไม่รวม
VAT ทั้งคู่) แต่ราคาเงินสดปกติของรถใหม่รุ่นเดียวกันอยู่ที่
1,600,000 บาท ตารางด้านล่างเทียบให้เห็นความต่างของผลลัพธ์:
| รายการ | ตัวเลขที่ตัวแทนจำหน่ายเสนอ | มูลค่ายุติธรรมที่ควรบันทึกบัญชี |
|---|---|---|
| ราคารถใหม่ (ไม่รวม VAT) | 1,700,000 บาท | 1,600,000 บาท (ราคาเงินสดปกติ) |
| มูลค่ารถเก่าที่ตีเทิร์น (ไม่รวม VAT) | 550,000 บาท | 450,000 บาท (คำนวณย้อนกลับจากส่วนต่างเงินสด) |
| กำไร/ขาดทุนจากการขายรถเก่า (เทียบ NBV 480,000 บาท) | กำไร 70,000 บาท | ขาดทุน 30,000 บาท |
จะเห็นว่าถ้าบันทึกตามตัวเลขที่เสนอมาตรง ๆ บริษัทจะบันทึกกำไรจากการขายรถเก่าเกินจริง ทำให้เสียภาษีเกินความจำเป็น
กำไรหรือขาดทุนที่คำนวณได้นี้ต้องนำไปรวมเป็นรายได้อื่นหรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี
(ภ.ง.ด.50) ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร และหากบันทึกราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ
เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจปรับปรุงมูลค่าใหม่ตามราคาตลาดได้เช่นกันตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
ประเด็น VAT ที่ต้องระวังเมื่อเทิร์นรถยนต์บริษัท
การเทิร์นรถไม่ได้เปลี่ยนหลักการ VAT ปกติของการซื้อขายรถยนต์ในนามบริษัท แต่มักถูกมองข้ามเพราะดูเหมือนธุรกรรมเดียว (อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ 7%
ซึ่งเป็นอัตราลดตามพระราชกฤษฎีกาที่ขยายเวลาบังคับใช้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
หากทำธุรกรรมหลังจากนั้นควรตรวจสอบอัตราล่าสุดจากกรมสรรพากรอีกครั้ง):
- ขายรถเก่าต้องเปิดใบกำกับภาษีและเรียกเก็บ VAT 7% เสมอ: แม้เป็นรถยนต์นั่งที่ตอนซื้อมาภาษีซื้อเป็นภาษีซื้อต้องห้าม แต่ตอนขาย (รวมถึงกรณีขายให้ตัวแทนจำหน่ายผ่านการเทิร์น) บริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีขายและนำส่ง VAT 7% จากมูลค่ารถเก่าเสมอ
- ซื้อรถใหม่ยังคงใช้กฎภาษีซื้อต้องห้ามตามปกติ: หากรถใหม่เป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ภาษีซื้อจากราคารถยังเป็นภาษีซื้อต้องห้าม นำมาเครดิตใน ภ.พ.30 ไม่ได้ ต้องนำไปรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่ายทางภาษีแทน
- ต้องมีเอกสารแยก 2 ฉบับ ไม่ใช่ตัวเลขสุทธิเดียว: บริษัทต้องออกใบกำกับภาษีขายของตนเองสำหรับการขายรถเก่าให้ตัวแทนจำหน่าย และเก็บใบกำกับภาษีซื้อรถใหม่จากตัวแทนจำหน่ายแยกกัน เพื่อนำไปลงรายงานภาษีขายและภาษีซื้อให้ถูกต้องในแบบ ภ.พ.30 ซึ่งต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือขยายเป็นวันที่ 23 หากยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต)
- เพดานค่าเสื่อมราคา 1,000,000 บาทยังคงใช้กับรถใหม่: หากรถใหม่เป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต ต้นทุนที่ใช้คำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษี (นับรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามซึ่งถือเป็นต้นทุนทรัพย์สินด้วย) ยังคงถูกจำกัดไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อคันเช่นเดิม ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ไม่ว่าจะซื้อด้วยเงินสดหรือผ่านการเทิร์นรถ ยกเว้นกรณีรถยนต์นั้นมีไว้ใช้ในกิจการให้เช่ารถยนต์โดยเฉพาะ ซึ่งหักค่าเสื่อมราคาจากต้นทุนเต็มจำนวนได้
ตัวอย่างบันทึกบัญชีและเอกสารที่ต้องเก็บ
จากตัวอย่างข้างต้น (มูลค่ายุติธรรมรถเก่า 450,000 บาท, NBV 480,000 บาท, ราคาทุนรถใหม่ 1,600,000 บาท) บริษัทควรบันทึกบัญชี ดังนี้
- บันทึกจำหน่ายรถเก่า: เดบิตค่าเสื่อมราคาสะสม-รถยนต์ 720,000 บาท เดบิตลูกหนี้ค่าขายรถยนต์ 481,500 บาท (450,000 + VAT 31,500) เดบิตขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ 30,000 บาท เครดิตรถยนต์ (ราคาทุนเดิม) 1,200,000 บาท เครดิตภาษีขาย 31,500 บาท
- บันทึกซื้อรถใหม่: เดบิตรถยนต์ (ราคาทุนใหม่รวมภาษีซื้อต้องห้าม) 1,712,000 บาท เครดิตเจ้าหนี้ค่าซื้อรถยนต์ 1,712,000 บาท
- หักกลบลูกหนี้-เจ้าหนี้รายเดียวกันและจ่ายส่วนต่างที่เหลือ: เดบิตเจ้าหนี้ค่าซื้อรถยนต์ 481,500 บาท เครดิตลูกหนี้ค่าขายรถยนต์ 481,500 บาท จากนั้นเดบิตเจ้าหนี้ค่าซื้อรถยนต์ส่วนที่เหลือ 1,230,500 บาท เครดิตเงินฝากธนาคาร 1,230,500 บาท
เอกสารที่ควรเก็บไว้ประกอบการบันทึกบัญชีและรับมือการตรวจสอบ ได้แก่ สัญญาหรือใบเสนอราคาที่แยกราคารถใหม่และมูลค่าตีเทิร์นเป็น 2 รายการ
ใบกำกับภาษีขายที่บริษัทออกให้ตัวแทนจำหน่ายสำหรับรถเก่า ใบกำกับภาษีซื้อรถใหม่จากตัวแทนจำหน่าย
เอกสารอ้างอิงราคาตลาดหรือราคาเงินสดปกติของรถรุ่นเดียวกัน และทะเบียนสินทรัพย์ถาวรที่ปรับปรุงตัดรถเก่าออกและเพิ่มรถใหม่พร้อมวันที่เริ่มคิดค่าเสื่อมราคาให้ครบถ้วน
โปรดทราบว่าตัวเลขในบทความนี้เป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายหลักการเท่านั้น
มูลค่ายุติธรรม อัตราค่าเสื่อมราคา และรายละเอียดทางภาษีของแต่ละกิจการอาจแตกต่างกัน ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของธุรกรรมแต่ละครั้ง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง เทิร์นรถยนต์บริษัทแลกคันใหม่ บันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เทิร์นรถเก่าแลกรถใหม่ ต้องเสีย VAT ไหม?
ต้องเสีย บริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บ VAT 7% จากมูลค่ารถเก่าที่ขาย (ตีเทิร์น) เสมอ
แม้เป็นรถยนต์นั่งที่ตอนซื้อมาภาษีซื้อเคยเป็นภาษีซื้อต้องห้ามก็ตาม ส่วนรถใหม่หากเป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง
ภาษีซื้อยังคงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามปกติ นำมาเครดิตใน ภ.พ.30 ไม่ได้ (อัตรา 7% เป็นอัตราลดที่มีผลถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ตามพระราชกฤษฎีกาปัจจุบัน
ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดหากทำธุรกรรมหลังจากนั้น)
ราคาตีเทิร์นที่ตัวแทนจำหน่ายเสนอสูงกว่าราคาตลาดจริง ต้องบันทึกบัญชีตามตัวเลขนั้นหรือไม่?
ไม่ควรบันทึกตามตัวเลขที่เสนอตรง ๆ เพราะตัวแทนจำหน่ายมักตั้งราคาตีเทิร์นสูงกว่าราคาตลาดจริง แล้วบวกราคารถใหม่ให้สูงขึ้นเท่ากันเพื่อให้ยอดเงินสดที่ต้องจ่ายเพิ่มเท่าเดิม
ตามมาตรฐานการบัญชีเรื่องการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ไม่เป็นตัวเงิน
ต้องบันทึกด้วยมูลค่ายุติธรรม โดยเทียบกับราคาเงินสดปกติของรถรุ่นเดียวกันแล้วคำนวณย้อนกลับ ไม่ใช่ตัวเลขสุทธิที่ตัวแทนจำหน่ายเสนอ ในทางกลับกัน
หากบริษัทบันทึกราคาซื้อขายทรัพย์สินต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ
เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจปรับมูลค่าใหม่ตามราคาตลาดได้เช่นกันตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร จึงควรใช้มูลค่ายุติธรรมที่มีหลักฐานอ้างอิงรองรับได้ทั้งสองด้าน
กำไรหรือขาดทุนจากการเทิร์นรถต้องนำไปเสียภาษีอย่างไร?
คำนวณจากมูลค่ายุติธรรมของรถเก่า (ไม่รวม VAT) ลบด้วยมูลค่าตามบัญชีสุทธิ (NBV) ผลต่างที่ได้เป็นกำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์
ต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิในการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.50 ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของมาตรา 65
แห่งประมวลรัษฎากร
ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้างสำหรับการเทิร์นรถยนต์บริษัท?
ควรเก็บสัญญาหรือใบเสนอราคาที่แยกราคารถใหม่เต็มและมูลค่าตีเทิร์นเป็น 2 รายการชัดเจน ใบกำกับภาษีขายที่บริษัทออกให้ตัวแทนจำหน่ายสำหรับรถเก่า ใบกำกับภาษีซื้อรถใหม่จากตัวแทนจำหน่าย
เอกสารอ้างอิงราคาตลาดหรือราคาเงินสดปกติของรถรุ่นเดียวกัน
และทะเบียนสินทรัพย์ถาวรที่ปรับปรุงให้ครบถ้วน
ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มวางระบบหรือมีระบบเดิมอยู่แล้วแต่ยังไม่นิ่ง คุณสามารถติดต่อขอคำแนะนำจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบัญชีของ A Plus Me ได้โดยตรง