ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ผลิตสินค้าในปริมาณมากแบบต่อเนื่อง เช่น โรงงานน้ำดื่ม โรงงานขนม หรือผู้ผลิตซอสปรุงรส มักเผชิญปัญหาในการคำนวณต้นทุนต่อหน่วยที่แม่นยำ เพราะกระบวนการผลิตไม่ได้แยกเป็นล็อตชัดเจนเหมือน Job Order Costing ระบบ Process Costing จึงเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับธุรกิจประเภทนี้
Process Costing คืออะไร และแตกต่างจาก Job Order Costing อย่างไร
Process Costing หรือการบัญชีต้นทุนตามกระบวนการ เป็นระบบการคำนวณต้นทุนที่ใช้กับธุรกิจที่ผลิตสินค้าแบบต่อเนื่อง (Mass Production) โดยสินค้าทุกหน่วยมีกระบวนการผลิตเหมือนกันทุกประการ เช่น โรงงานน้ำดื่มที่บรรจุน้ำลงขวดทีละหลายพันขวดต่อวัน หรือโรงงานผลิตบิสกิตที่วิ่งสายพานต่อเนื่อง
ในขณะที่ Job Order Costing ติดตามต้นทุนแยกตาม Work Order แต่ละใบ Process Costing จะสะสมต้นทุนทั้งหมดในแต่ละแผนกการผลิต (Department) แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยที่ผลิตได้เพื่อคำนวณต้นทุนต่อหน่วย
ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มใดที่เหมาะกับ Process Costing
- โรงงานน้ำดื่มและเครื่องดื่มบรรจุขวด
- โรงงานผลิตขนมปัง บิสกิต และขนมอบ
- ผู้ผลิตซอส น้ำจิ้ม เครื่องปรุงรส
- โรงงานแปรรูปผักและผลไม้
- ผู้ผลิตนมและผลิตภัณฑ์นม
- โรงงานผลิตกาแฟสำเร็จรูปหรือชาพร้อมดื่ม
แนวคิดหลักของ Process Costing: Equivalent Units คืออะไร
ปัญหาสำคัญของ Process Costing คือในช่วงปลายงวด จะมีสินค้าที่ยังผลิตไม่เสร็จ (Work In Process หรือ WIP) อยู่ในสายการผลิต ซึ่งไม่สามารถนับเป็น 1 หน่วยเต็มได้ จึงต้องแปลงเป็น Equivalent Units หรือหน่วยเทียบเท่าที่สมบูรณ์
ตัวอย่าง: หากมีสินค้า WIP 1,000 หน่วย และผ่านกระบวนการผลิตไปแล้ว 60% หมายความว่า Equivalent Units = 1,000 x 60% = 600 หน่วยสมบูรณ์
โดยทั่วไปต้นทุนการผลิตแบ่งเป็น 2 ส่วน
- วัตถุดิบ (Direct Material): มักถูกใส่เข้าสายการผลิตตั้งแต่ต้น ดังนั้น WIP มักถือว่าสมบูรณ์ 100% ในส่วนวัตถุดิบ
- ค่าแปรสภาพ (Conversion Cost) ซึ่งรวมแรงงานทางตรงและค่าใช้จ่ายการผลิต: คำนวณตามสัดส่วนที่ผลิตเสร็จจริง
ขั้นตอนการคำนวณ Process Costing แบบ Weighted Average Method
วิธี Weighted Average เป็นวิธีที่นิยมใช้ใน SME เพราะคำนวณง่ายกว่า FIFO Method ขั้นตอนมีดังนี้
| ขั้นตอน | รายละเอียด |
|---|---|
| 1. คำนวณ Total Units to Account For | WIP ต้นงวด + หน่วยที่เริ่มผลิตในงวด |
| 2. คำนวณ Equivalent Units | หน่วยสำเร็จ + (WIP ปลายงวด x % สมบูรณ์) |
| 3. รวมต้นทุนทั้งหมด | ต้นทุนใน WIP ต้นงวด + ต้นทุนที่เพิ่มในงวด |
| 4. คำนวณต้นทุนต่อ Equivalent Unit | ต้นทุนรวม / Equivalent Units |
| 5. กระจายต้นทุน | ต้นทุนงานเสร็จ + ต้นทุน WIP ปลายงวด |
ตัวอย่างจริง: โรงงานน้ำผลไม้ SME
สมมติว่าโรงงานน้ำผลไม้ขนาดเล็กมีข้อมูลประจำเดือนดังนี้
- WIP ต้นเดือน: 500 ลัง (สมบูรณ์ 40%)
- เริ่มผลิตในเดือน: 5,000 ลัง
- สินค้าสำเร็จในเดือน: 4,800 ลัง
- WIP ปลายเดือน: 700 ลัง (สมบูรณ์ 60%)
การคำนวณ Equivalent Units (วิธี Weighted Average)
- Equivalent Units วัตถุดิบ = 4,800 + (700 x 100%) = 5,500 หน่วย
- Equivalent Units ค่าแปรสภาพ = 4,800 + (700 x 60%) = 5,220 หน่วย
หากต้นทุนวัตถุดิบรวม 550,000 บาท และค่าแปรสภาพรวม 261,000 บาท
- ต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วย = 550,000 / 5,500 = 100 บาท/ลัง
- ต้นทุนค่าแปรสภาพต่อหน่วย = 261,000 / 5,220 = 50 บาท/ลัง
- ต้นทุนรวมต่อลัง = 150 บาท
ความสำคัญของการควบคุมต้นทุนใน SME อาหารและเครื่องดื่ม
เมื่อทราบต้นทุนต่อหน่วยที่แม่นยำแล้ว SME สามารถ
- ตั้งราคาขายที่มีกำไรเพียงพอ โดยบวก Markup ที่ต้องการเข้าไป
- เปรียบเทียบต้นทุนจริงกับต้นทุนมาตรฐาน (Standard Cost) เพื่อหาจุดที่สูญเสีย
- วิเคราะห์ว่าควรผลิตสินค้าเองหรือจ้างผลิต (Make or Buy Decision)
- คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถูกต้อง เพราะต้นทุนสินค้าที่ขายส่งผลต่อกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี
ข้อควรระวังสำหรับ SME ที่ใช้ Process Costing
- ต้องวัดระดับความสมบูรณ์ของ WIP ปลายงวดให้แม่นยำ หากประมาณผิดจะทำให้ต้นทุนคลาดเคลื่อน
- ควรแยก Department ตามกระบวนการจริง เช่น แผนกผสม แผนกบรรจุ และแผนกตรวจสอบคุณภาพ
- หากมีสินค้าเสีย (Spoilage) ต้องพิจารณาว่าเป็น Normal Spoilage ที่รวมในต้นทุนหรือ Abnormal Spoilage ที่บันทึกแยก
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง Process Costing สำหรับ SME อาหารและเครื่องดื่ม: คำนวณต้นทุนการผลิตแบบต่อเนื่องให้ถูกต้อง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Process Costing เหมาะกับธุรกิจอาหารที่ผลิตหลายสูตรในสายเดียวกันหรือไม่?
หากผลิตสินค้าหลายชนิดในสายการผลิตเดียวกันและต้นทุนแยกกันได้ยาก อาจต้องใช้ Operation Costing ซึ่งผสมระหว่าง Process Costing และ Job Order Costing โดยใช้ Process Costing สำหรับต้นทุนกระบวนการที่ใช้ร่วมกัน แล้วจึงแยกต้นทุนวัตถุดิบเฉพาะแต่ละสูตรออกจากกัน
ต้องนับ WIP ปลายงวดทุกเดือนหรือไม่?
ใช่ เพราะหาก WIP ปลายงวดไม่ถูกต้อง จะทำให้ต้นทุนสินค้าที่ขาย (COGS) ในงบกำไรขาดทุนคลาดเคลื่อน ส่งผลต่อกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระให้กรมสรรพากร โดยปกติแนะนำให้นับ WIP ทุกสิ้นเดือนหรืออย่างน้อยทุกสิ้นไตรมาส
วิธี Weighted Average กับ FIFO Method แตกต่างกันอย่างไร ควรเลือกใช้แบบไหน?
Weighted Average นำต้นทุน WIP ต้นงวดมารวมกับต้นทุนปัจจุบันแล้วหารเฉลี่ย จึงคำนวณง่ายกว่า เหมาะกับ SME ส่วน FIFO แยกต้นทุน WIP ต้นงวดออกจากการผลิตในงวดปัจจุบัน ทำให้เห็นแนวโน้มต้นทุนชัดกว่า แต่คำนวณซับซ้อนกว่า SME ส่วนใหญ่เลือกใช้ Weighted Average เพราะจัดการได้ง่าย
ต้นทุนค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรควรรวมใน Process Costing อย่างไร?
ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรจัดเป็นส่วนหนึ่งของ Manufacturing Overhead ซึ่งรวมอยู่ใน Conversion Cost ต้องคำนวณอัตราการจ่ายโสหุ้ย (Overhead Rate) ล่วงหน้า เช่น บาทต่อชั่วโมงเครื่องจักร แล้วจึงปันส่วนเข้าแต่ละหน่วยผลิตตามจำนวนชั่วโมงที่ใช้จริง
SME ขนาดเล็กที่ไม่มีนักบัญชีต้นทุนจะเริ่มทำ Process Costing ได้อย่างไร?
เริ่มจากการรวบรวมต้นทุนวัตถุดิบจากใบสั่งซื้อ ค่าแรงจากบัตรลงเวลา และค่าใช้จ่ายการผลิตจากบิลค่าสาธารณูปโภคและค่าซ่อมบำรุง จากนั้นสร้าง Template ใน Excel เพื่อคำนวณ Equivalent Units และต้นทุนต่อหน่วยทุกเดือน หากต้องการความช่วยเหลือสามารถปรึกษาสำนักงานบัญชีที่ชำนาญด้านธุรกิจการผลิต
Process Costing ส่งผลต่อการคำนวณภาษีของธุรกิจอย่างไร?
ต้นทุนการผลิตที่คำนวณถูกต้องจาก Process Costing ส่งผลโดยตรงต่อมูลค่า COGS ที่หักออกจากรายได้เพื่อคำนวณกำไรสุทธิสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล SME ที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาทเสียภาษีในอัตรา 0% และ 300,001-3,000,000 บาทเสียที่ 15% ตามที่กรมสรรพากรกำหนด