บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่เพิ่งได้รับหมายเรียกจากกรมสรรพากรให้ไปไต่สวนหรือให้ถ้อยคำ แต่ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอย่างเป็นทางการ

คุณจะเข้าใจว่าขั้นตอนไต่สวนตามประมวลรัษฎากรมาตรา 19 ถึงมาตรา 23 คืออะไร

มีสิทธิและหน้าที่อะไรบ้างที่ต้องรู้ก่อนถึงวันนัด และควรเตรียมเอกสารกับคำชี้แจงอย่างไรให้มีน้ำหนัก เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะโต้แย้งตัวเลขกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง

ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกสรุปเป็นหนังสือแจ้งประเมินและต้องเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ที่เป็นทางการแทน

สารบัญบทความ
  1. ก่อนหนังสือแจ้งประเมินจะออก เกิดอะไรขึ้นบ้าง
  2. หมายเรียกตามมาตรา 19-23 คืออะไร มีสิทธิและหน้าที่อะไรบ้าง
  3. ขั้นตอนไต่สวน โอกาสสุดท้ายในการชี้แจงและโต้แย้งตัวเลข
  4. เตรียมตัวอย่างไรให้การชี้แจงมีน้ำหนัก
  5. ถ้าชี้แจงไม่สำเร็จ ขั้นตอนถัดไปคืออะไร
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ก่อนหนังสือแจ้งประเมินจะออก เกิดอะไรขึ้นบ้าง

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเรื่องภาษีย้อนหลังจะเริ่มนับหนึ่งก็ต่อเมื่อได้รับ "หนังสือแจ้งการประเมินภาษี" อย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริง

ก่อนตัวเลขจะถูกสรุปและออกเป็นหนังสือแจ้งประเมิน

เจ้าพนักงานประเมินโดยหลักทั่วไปต้องผ่านขั้นตอน "ไต่สวน" หรือเรียกให้ผู้เสียภาษีมาให้ถ้อยคำก่อนแทบทุกกรณี เมื่อพบข้อมูลผิดปกติ เช่น

ยอดขายในแบบภาษีต่ำกว่าข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่สถาบันการเงินรายงาน

หรือรายจ่ายที่นำมาหักสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะออก "หมายเรียก" ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 19 (หรือมาตรา 23 หากเป็นกรณีไม่ยื่นแบบเลย)

ให้นำบัญชีและเอกสารมาแสดงในวันนัด ขั้นตอนไต่สวนนี้คือช่วงที่ตัวเลขยัง

"ไม่ถูกล็อก" เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะชี้แจงหรือโต้แย้งกับเจ้าหน้าที่โดยตรง

ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกสรุปเป็นหนังสือแจ้งการประเมินซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการอุทธรณ์ที่เป็นทางการและใช้เวลานานกว่ามาก

หมายเรียกตามมาตรา 19-23 คืออะไร มีสิทธิและหน้าที่อะไรบ้าง

กฎหมายวางกรอบการออกหมายเรียกไว้ชัดเจนเพื่อคุ้มครองทั้งสองฝ่าย ผู้ประกอบการจึงควรเข้าใจสาระสำคัญดังนี้

  • มาตรา 19 ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการมาไต่สวน เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ายื่นแบบไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันนัด ตามหลักทั่วไปต้องออกหมายเรียกภายใน 2 ปีนับแต่วันยื่นรายการ แต่หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าจงใจหลีกเลี่ยงภาษี อธิบดีกรมสรรพากรอาจพิจารณาอนุมัติขยายเวลาออกหมายเรียกได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันยื่นรายการ ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบวันที่ในหมายเรียกเทียบกับวันที่ยื่นแบบปีนั้นเสมอ
  • มาตรา 21 เป็นข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด หากผู้ได้รับหมายเรียกไม่ไปตามนัด ไม่นำเอกสารมาแสดง หรือไม่ตอบคำถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินภาษีตามที่เห็นสมควรได้เองทันที และถือเป็นที่สุด ผู้เสียภาษี "จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านไม่ได้อีก" จึงไม่ควรเพิกเฉยต่อหมายเรียกไม่ว่ากรณีใด
  • มาตรา 23 เป็นบทบัญญัติคู่ขนานกับมาตรา 19 แต่ใช้กับกรณี "ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี" เลย ไม่ใช่กรณียื่นแบบแล้วแต่ตัวเลขผิดปกติ กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมิน (หรืออำเภอ แล้วแต่กรณี) ออกหมายเรียกตัวผู้ไม่ยื่นแบบมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานที่เกี่ยวข้องกับกรณีนั้นให้นำบัญชีหรือหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมได้เช่นกัน โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันเช่นเดียวกับมาตรา 19 กิจการที่มีรายได้บางประเภทหรือบางปีที่ยังไม่เคยยื่นแบบให้ครบถ้วน จึงควรตรวจสอบและยื่นแบบให้ถูกต้องก่อนที่จะถูกออกหมายเรียกในลักษณะนี้

ในทางปฏิบัติ หมายเรียกหนึ่งฉบับมักครอบคลุมหลายประเภทภาษีพร้อมกัน เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50/51) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ในรอบปีบัญชีเดียวกัน

เพราะเจ้าหน้าที่มักตรวจรายได้และรายจ่ายทั้งระบบไปพร้อมกัน

ขั้นตอนไต่สวน โอกาสสุดท้ายในการชี้แจงและโต้แย้งตัวเลข

"การเจรจา" ในขั้นตอนนี้ไม่ได้หมายถึงการขอต่อรองลดภาษีที่ต้องเสียจริงแบบไม่มีเหตุผลรองรับ

แต่คือการชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยเอกสารและหลักฐานทางบัญชีให้เจ้าหน้าที่เข้าใจตรงกับความเป็นจริงของธุรกิจ เช่น นำเสนอเอกสารที่เจ้าหน้าที่อาจยังไม่เคยเห็น

อธิบายรายการที่ดูผิดปกติ (เช่น เงินโอนเข้าบัญชีบริษัทที่แท้จริงเป็นเงินให้กู้ยืมจากกรรมการ ไม่ใช่รายได้จากการขาย) หรือชี้แจงเหตุผลทางธุรกิจของค่าใช้จ่ายที่ดูสูงผิดปกติ

หากเอกสารยังไม่ครบในวันนัด

ควรทำหนังสือขอขยายเวลาเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเหตุผล แทนที่จะปล่อยให้เลยกำหนดโดยไม่แจ้งใด ๆ

ประเด็นขั้นตอนไต่สวน (ก่อนแจ้งประเมิน)ขั้นตอนอุทธรณ์ (หลังแจ้งประเมิน)
สถานะตัวเลขภาษียังไม่สรุปเป็นทางการ เปิดช่องชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงสรุปเป็นตัวเลขทางการแล้ว ต้องคัดค้านผ่านคณะกรรมการ
ผู้พิจารณาเจ้าหน้าที่ผู้ทำการไต่สวนโดยตรงคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
กรอบเวลาตามวันนัดในหมายเรียก ยืดหยุ่นได้หากมีเหตุผลต้องยื่นภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งประเมิน

เตรียมตัวอย่างไรให้การชี้แจงมีน้ำหนัก

ความสำเร็จของการชี้แจงขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสารและความชัดเจนของคำอธิบายเป็นหลัก ก่อนถึงวันนัดควรเตรียมสิ่งต่อไปนี้ให้ครบ

  • อ่านหมายเรียกให้ละเอียดว่าเจ้าหน้าที่ขอเอกสารและประเด็นใดบ้าง แล้วจัดเตรียมเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องให้ครบก่อนวันนัด
  • ทำหนังสือมอบอำนาจอย่างถูกต้อง หากจะให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีไปให้ถ้อยคำแทนหรือร่วมชี้แจงด้วย เพื่อให้การสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ตรงประเด็น
  • สรุปคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรแนบไปพร้อมเอกสารหลักฐาน แทนการอธิบายด้วยวาจาอย่างเดียว เพื่อให้มีร่องรอยตรวจสอบได้ในภายหลัง
  • หากตรวจพบว่ายื่นแบบผิดพลาดจริง ควรพิจารณายื่นแบบเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้องระหว่างขั้นตอนนี้ ซึ่งตามหลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับที่กรมสรรพากรกำหนด มักได้รับการพิจารณาผ่อนปรนกว่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่สรุปประเมินเองโดยไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งนี้การงดหรือลดเบี้ยปรับยังเป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานตามข้อเท็จจริงแต่ละกรณี จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจยื่นแบบเพิ่มเติม

ถ้าชี้แจงไม่สำเร็จ ขั้นตอนถัดไปคืออะไร

เมื่อการไต่สวนเสร็จสิ้นและเจ้าหน้าที่ยังยืนยันตัวเลขเดิมหรือปรับลดได้เพียงบางส่วน ขั้นตอนถัดไปคือการออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอย่างเป็นทางการ

ซึ่งเป็นจุดที่สิทธิเจรจาแบบไม่เป็นทางการสิ้นสุดลง

และต้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันแทน ธุรกิจที่มีระบบเอกสารและบัญชีที่เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น

มักตอบหมายเรียกได้เร็วและมีโอกาสจบเรื่องได้ตั้งแต่ขั้นตอนไต่สวน โดยไม่ต้องไปถึงขั้นอุทธรณ์ที่ใช้เวลานานกว่ามาก

การมีสำนักงานบัญชีดูแลบัญชีรายเดือนอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเกราะป้องกันที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง เจรจาก่อนสรรพากรออกหนังสือแจ้งประเมินภาษี ทำได้จริงหรือไม่ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หมายเรียกตามมาตรา 19 กับมาตรา 23 ต่างกันอย่างไร

มาตรา 19 ใช้กับกรณีที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแล้ว แต่เจ้าพนักงานมีเหตุอันควรเชื่อว่ายื่นรายการไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ ส่วนมาตรา 23 ใช้กับกรณีที่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเลย

โดยให้อำนาจเจ้าพนักงานออกหมายเรียกทั้งตัวผู้ไม่ยื่นแบบและพยานที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนและนำบัญชีหรือหลักฐานมาแสดง ทั้งสองมาตรากำหนดให้ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันเช่นเดียวกัน

ถ้าไม่ไปตามหมายเรียกของสรรพากรจะเกิดอะไรขึ้น

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีตามที่เห็นสมควรได้เองทันทีตามมาตรา 21 และผลการประเมินนั้นถือเป็นที่สุด ผู้เสียภาษีจะไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านอีก

จึงไม่ควรเพิกเฉยต่อหมายเรียกไม่ว่ากรณีใด

ในขั้นตอนไต่สวนให้ผู้อื่นไปชี้แจงแทนได้หรือไม่

ได้ โดยต้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้ทำบัญชี ที่ปรึกษาภาษี หรือทนายความไปให้ถ้อยคำและนำส่งเอกสารแทน

แต่ควรเตรียมข้อมูลและหลักฐานให้ผู้รับมอบอำนาจเข้าใจข้อเท็จจริงของกิจการอย่างครบถ้วนก่อนวันนัด

ยื่นแบบเพิ่มเติมระหว่างขั้นตอนไต่สวนช่วยอะไรได้บ้าง

หากตรวจพบว่ายื่นแบบผิดพลาดจริง การยื่นแบบเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้องเองก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสรุปผลและออกหนังสือแจ้งประเมิน

มักได้รับการพิจารณาลดเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดมากกว่าปล่อยให้ถูกประเมินโดยไม่ให้ความร่วมมือ

ทั้งนี้การงดหรือลดเบี้ยปรับยังเป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานตามข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น