จป. หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เป็นตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการบางประเภทและบางขนาดต้องจัดให้มี เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกจ้างในการทำงาน

หากไม่จัดให้มีตามที่กฎหมายกำหนดอาจถูกดำเนินคดีและปรับ

สารบัญบทความ
  1. จป. คืออะไร มีกี่ระดับ
  2. ธุรกิจแบบไหนต้องมี จป.
  3. หน้าที่หลักของ จป. ในสถานประกอบการ
  4. บทลงโทษหากไม่จัดให้มี จป. ตามที่กฎหมายกำหนด
  5. การขึ้นทะเบียนและรายงานผลการดำเนินงานของ จป.
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า จป. เป็นตำแหน่งที่กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีในสถานประกอบการ เพื่อทำหน้าที่ดูแล ตรวจสอบ

และให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานแก่ลูกจ้าง เจ้าของธุรกิจ SME จำนวนมากไม่ทราบว่ากิจการของตนเข้าข่ายต้องมี จป. หรือไม่ และหากเข้าข่ายแล้วต้องมี จป. ระดับใดบ้าง

จป. คืออะไร มีกี่ระดับ

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานแบ่งออกเป็นหลายระดับตามบทบาทหน้าที่และคุณสมบัติ โดยทั่วไปที่พบบ่อยในสถานประกอบการมีดังนี้

  • จป. หัวหน้างาน: เป็นหัวหน้างานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลความปลอดภัยของลูกน้องในหน่วยงานของตน ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด
  • จป. บริหาร: เป็นผู้บริหารระดับหัวหน้าแผนกขึ้นไปที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยในภาพรวมของหน่วยงาน
  • จป. เทคนิค: ทำหน้าที่ตรวจสอบและเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยเชิงเทคนิค เหมาะสำหรับสถานประกอบการขนาดกลาง
  • จป. เทคนิคขั้นสูง: มีความรู้เชิงลึกด้านวิชาชีพความปลอดภัยมากขึ้น
  • จป. วิชาชีพ: ต้องมีคุณวุฒิการศึกษาเฉพาะด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทำงานเต็มเวลาดูแลระบบความปลอดภัยของสถานประกอบการขนาดใหญ่หรือกิจการที่มีความเสี่ยงสูง

ธุรกิจแบบไหนต้องมี จป.

กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การต้องมี จป. โดยพิจารณาจากสองปัจจัยหลักคือ ประเภทกิจการ (ความเสี่ยงของงาน) และจำนวนลูกจ้างในสถานประกอบการ โดยทั่วไปกิจการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น

โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การผลิตที่มีเครื่องจักรหนัก

มักถูกกำหนดให้ต้องมี จป. ตั้งแต่จำนวนลูกจ้างที่น้อยกว่ากิจการประเภทอื่น ขณะที่กิจการประเภทพาณิชยกรรมหรือบริการทั่วไปอาจมีเกณฑ์จำนวนลูกจ้างขั้นต่ำที่สูงกว่า

เนื่องจากหลักเกณฑ์จำนวนลูกจ้างขั้นต่ำและระดับ จป. ที่ต้องจัดให้มีในแต่ละประเภทกิจการมีรายละเอียดค่อนข้างซับซ้อนและอาจมีการปรับปรุงกฎกระทรวงเป็นระยะ

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.)

หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดโดยตรง เพื่อยืนยันว่ากิจการของตนเข้าเกณฑ์ต้องมี จป. ระดับใดตามจำนวนลูกจ้างและประเภทกิจการที่แท้จริง

หน้าที่หลักของ จป. ในสถานประกอบการ

  • ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน
  • วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกัน
  • ตรวจสอบสถานที่ทำงาน เครื่องจักร และอุปกรณ์ให้ปลอดภัยอยู่เสมอ
  • อบรมและให้ความรู้ด้านความปลอดภัยแก่ลูกจ้างในหน่วยงาน
  • สอบสวนและรายงานอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ
  • รวบรวมสถิติและวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

บทลงโทษหากไม่จัดให้มี จป. ตามที่กฎหมายกำหนด

หากสถานประกอบการที่เข้าเกณฑ์ต้องมี จป. แต่ไม่จัดให้มีตามที่กฎหมายกำหนด นายจ้างอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ

โดยอัตราโทษที่แน่นอนขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการฝ่าฝืนและควรตรวจสอบรายละเอียดกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือที่ปรึกษากฎหมายแรงงานโดยตรง นอกจากนี้

หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในสถานประกอบการที่ไม่มี จป. ตามกฎหมาย

อาจส่งผลต่อความรับผิดทางแพ่งและอาญาของนายจ้างที่หนักขึ้นด้วย

การขึ้นทะเบียนและรายงานผลการดำเนินงานของ จป.

เมื่อแต่งตั้ง จป. เรียบร้อยแล้ว นายจ้างต้องแจ้งชื่อและรายละเอียดของ จป. ต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือสำนักงานในพื้นที่ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และควรให้ จป.

จัดทำรายงานผลการตรวจสอบความปลอดภัย รายงานการฝึกอบรม

และรายงานสถิติอุบัติเหตุอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าสถานประกอบการมีระบบดูแลความปลอดภัยที่ทำงานจริง ไม่ใช่เพียงแต่งตั้งชื่อไว้บนกระดาษ

หากมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แรงงานหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้น

เอกสารเหล่านี้จะเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบของนายจ้างในการดูแลความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกขนาดกลางแห่งหนึ่งมีลูกจ้างประมาณ 50 คน ทำงานกับเครื่องฉีดพลาสติกที่มีความร้อนสูงและมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ

เจ้าของกิจการเข้าใจว่าเพราะเป็นธุรกิจขนาดกลางจึงไม่จำเป็นต้องมี จป.

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่แรงงานเข้าตรวจสถานประกอบการ พบว่ากิจการประเภทนี้เข้าเกณฑ์ต้องมี จป. หัวหน้างานและ จป. เทคนิคตามจำนวนลูกจ้างและความเสี่ยงของงาน

ทำให้กิจการต้องเร่งจัดอบรมพนักงานเพื่อแต่งตั้งเป็น จป. ให้ทันตามกำหนดที่เจ้าหน้าที่แจ้ง

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบเกณฑ์ล่วงหน้าจะช่วยให้กิจการเตรียมพร้อมได้ทันเวลาโดยไม่ต้องเร่งรีบในนาทีสุดท้าย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจผิดว่าธุรกิจขนาดเล็กหรือกลางไม่ต้องมี จป. ทั้งที่จำนวนลูกจ้างหรือประเภทความเสี่ยงของงานเข้าเกณฑ์แล้ว
  • แต่งตั้ง จป. โดยไม่ผ่านการอบรมหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด ทำให้การแต่งตั้งไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
  • ไม่จัดทำเอกสารรายงานผลการดำเนินงานของ จป. เก็บไว้เป็นหลักฐาน
  • ไม่ปรับปรุงจำนวนหรือระดับ จป. เมื่อจำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้นจนเกินเกณฑ์เดิม
  • ไม่แจ้งขึ้นทะเบียน จป. กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตามระยะเวลาที่กำหนด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของธุรกิจควรตรวจสอบประเภทกิจการและจำนวนลูกจ้างของตนเทียบกับหลักเกณฑ์ปัจจุบันของกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน

โดยติดต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพื่อยืนยันว่าต้องมี จป. ระดับใดบ้าง

หากเข้าเกณฑ์ ควรจัดส่งพนักงานที่เหมาะสมเข้าอบรมหลักสูตร จป. ตามระดับที่กำหนดโดยเร็ว และจัดทำเอกสารการแต่งตั้งพร้อมรายงานผลการปฏิบัติงานของ จป.

ให้ครบถ้วนเพื่อพร้อมรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แรงงานได้ตลอดเวลา

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
จป. คืออะไร มีกี่ระดับตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ธุรกิจแบบไหนต้องมี จป.ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
หน้าที่หลักของ จป. ในสถานประกอบการตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

จป. คืออะไร

จป. คือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างบางประเภทและบางขนาดต้องจัดให้มี เพื่อดูแลและตรวจสอบความปลอดภัยของลูกจ้างในสถานประกอบการ

ธุรกิจของฉันต้องมี จป. หรือไม่

ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและจำนวนลูกจ้าง กิจการที่มีความเสี่ยงสูงมักเข้าเกณฑ์ตั้งแต่จำนวนลูกจ้างน้อยกว่ากิจการทั่วไป ควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อความชัดเจน

จป. มีกี่ระดับ แตกต่างกันอย่างไร

โดยทั่วไปมี จป. หัวหน้างาน จป. บริหาร จป. เทคนิค จป. เทคนิคขั้นสูง และ จป. วิชาชีพ แต่ละระดับมีคุณสมบัติและขอบเขตหน้าที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดและความเสี่ยงของกิจการ

ถ้าไม่จัดให้มี จป. ตามที่กฎหมายกำหนดจะเกิดอะไรขึ้น

นายจ้างอาจมีความผิดตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งมีทั้งโทษปรับและจำคุกตามความร้ายแรง ควรตรวจสอบรายละเอียดโทษที่แน่นอนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

พนักงานที่จะเป็น จป. ต้องผ่านการอบรมหรือไม่

ต้องผ่าน ทุกระดับของ จป. กฎหมายกำหนดให้ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะที่หน่วยงานรับรอง จึงจะแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ จป. ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

จำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้นต้องปรับระดับ จป. หรือไม่

ควรตรวจสอบ เพราะเมื่อจำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้นจนเกินเกณฑ์เดิม อาจต้องเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนระดับ จป. ให้สอดคล้องกับขนาดกิจการที่เปลี่ยนแปลงไป

ต้องแจ้งขึ้นทะเบียน จป. กับหน่วยงานใด

ต้องแจ้งกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือสำนักงานในพื้นที่ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การแต่งตั้ง จป. มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

สำหรับกิจการที่ต้องปิดงบย้อนหลังหรือขอคืนภาษี สามารถดูรายละเอียดบริการเสริมของ A Plus Me เพื่อประเมินขอบเขตงานเบื้องต้น