จป. หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เป็นตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการบางประเภทและบางขนาดต้องจัดให้มี เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกจ้างในการทำงาน
หากไม่จัดให้มีตามที่กฎหมายกำหนดอาจถูกดำเนินคดีและปรับ
สารบัญบทความ
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า จป. เป็นตำแหน่งที่กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีในสถานประกอบการ เพื่อทำหน้าที่ดูแล ตรวจสอบ
และให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานแก่ลูกจ้าง เจ้าของธุรกิจ SME จำนวนมากไม่ทราบว่ากิจการของตนเข้าข่ายต้องมี จป. หรือไม่ และหากเข้าข่ายแล้วต้องมี จป. ระดับใดบ้าง
จป. คืออะไร มีกี่ระดับ
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานแบ่งออกเป็นหลายระดับตามบทบาทหน้าที่และคุณสมบัติ โดยทั่วไปที่พบบ่อยในสถานประกอบการมีดังนี้
- จป. หัวหน้างาน: เป็นหัวหน้างานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลความปลอดภัยของลูกน้องในหน่วยงานของตน ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด
- จป. บริหาร: เป็นผู้บริหารระดับหัวหน้าแผนกขึ้นไปที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยในภาพรวมของหน่วยงาน
- จป. เทคนิค: ทำหน้าที่ตรวจสอบและเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยเชิงเทคนิค เหมาะสำหรับสถานประกอบการขนาดกลาง
- จป. เทคนิคขั้นสูง: มีความรู้เชิงลึกด้านวิชาชีพความปลอดภัยมากขึ้น
- จป. วิชาชีพ: ต้องมีคุณวุฒิการศึกษาเฉพาะด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทำงานเต็มเวลาดูแลระบบความปลอดภัยของสถานประกอบการขนาดใหญ่หรือกิจการที่มีความเสี่ยงสูง
ธุรกิจแบบไหนต้องมี จป.
กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การต้องมี จป. โดยพิจารณาจากสองปัจจัยหลักคือ ประเภทกิจการ (ความเสี่ยงของงาน) และจำนวนลูกจ้างในสถานประกอบการ โดยทั่วไปกิจการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น
โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การผลิตที่มีเครื่องจักรหนัก
มักถูกกำหนดให้ต้องมี จป. ตั้งแต่จำนวนลูกจ้างที่น้อยกว่ากิจการประเภทอื่น ขณะที่กิจการประเภทพาณิชยกรรมหรือบริการทั่วไปอาจมีเกณฑ์จำนวนลูกจ้างขั้นต่ำที่สูงกว่า
เนื่องจากหลักเกณฑ์จำนวนลูกจ้างขั้นต่ำและระดับ จป. ที่ต้องจัดให้มีในแต่ละประเภทกิจการมีรายละเอียดค่อนข้างซับซ้อนและอาจมีการปรับปรุงกฎกระทรวงเป็นระยะ
ผู้ประกอบการควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.)
หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดโดยตรง เพื่อยืนยันว่ากิจการของตนเข้าเกณฑ์ต้องมี จป. ระดับใดตามจำนวนลูกจ้างและประเภทกิจการที่แท้จริง
หน้าที่หลักของ จป. ในสถานประกอบการ
- ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน
- วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกัน
- ตรวจสอบสถานที่ทำงาน เครื่องจักร และอุปกรณ์ให้ปลอดภัยอยู่เสมอ
- อบรมและให้ความรู้ด้านความปลอดภัยแก่ลูกจ้างในหน่วยงาน
- สอบสวนและรายงานอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ
- รวบรวมสถิติและวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
บทลงโทษหากไม่จัดให้มี จป. ตามที่กฎหมายกำหนด
หากสถานประกอบการที่เข้าเกณฑ์ต้องมี จป. แต่ไม่จัดให้มีตามที่กฎหมายกำหนด นายจ้างอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
โดยอัตราโทษที่แน่นอนขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการฝ่าฝืนและควรตรวจสอบรายละเอียดกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือที่ปรึกษากฎหมายแรงงานโดยตรง นอกจากนี้
หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในสถานประกอบการที่ไม่มี จป. ตามกฎหมาย
อาจส่งผลต่อความรับผิดทางแพ่งและอาญาของนายจ้างที่หนักขึ้นด้วย
การขึ้นทะเบียนและรายงานผลการดำเนินงานของ จป.
เมื่อแต่งตั้ง จป. เรียบร้อยแล้ว นายจ้างต้องแจ้งชื่อและรายละเอียดของ จป. ต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือสำนักงานในพื้นที่ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และควรให้ จป.
จัดทำรายงานผลการตรวจสอบความปลอดภัย รายงานการฝึกอบรม
และรายงานสถิติอุบัติเหตุอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าสถานประกอบการมีระบบดูแลความปลอดภัยที่ทำงานจริง ไม่ใช่เพียงแต่งตั้งชื่อไว้บนกระดาษ
หากมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แรงงานหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้น
เอกสารเหล่านี้จะเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบของนายจ้างในการดูแลความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกขนาดกลางแห่งหนึ่งมีลูกจ้างประมาณ 50 คน ทำงานกับเครื่องฉีดพลาสติกที่มีความร้อนสูงและมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ
เจ้าของกิจการเข้าใจว่าเพราะเป็นธุรกิจขนาดกลางจึงไม่จำเป็นต้องมี จป.
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่แรงงานเข้าตรวจสถานประกอบการ พบว่ากิจการประเภทนี้เข้าเกณฑ์ต้องมี จป. หัวหน้างานและ จป. เทคนิคตามจำนวนลูกจ้างและความเสี่ยงของงาน
ทำให้กิจการต้องเร่งจัดอบรมพนักงานเพื่อแต่งตั้งเป็น จป. ให้ทันตามกำหนดที่เจ้าหน้าที่แจ้ง
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบเกณฑ์ล่วงหน้าจะช่วยให้กิจการเตรียมพร้อมได้ทันเวลาโดยไม่ต้องเร่งรีบในนาทีสุดท้าย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจผิดว่าธุรกิจขนาดเล็กหรือกลางไม่ต้องมี จป. ทั้งที่จำนวนลูกจ้างหรือประเภทความเสี่ยงของงานเข้าเกณฑ์แล้ว
- แต่งตั้ง จป. โดยไม่ผ่านการอบรมหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด ทำให้การแต่งตั้งไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
- ไม่จัดทำเอกสารรายงานผลการดำเนินงานของ จป. เก็บไว้เป็นหลักฐาน
- ไม่ปรับปรุงจำนวนหรือระดับ จป. เมื่อจำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้นจนเกินเกณฑ์เดิม
- ไม่แจ้งขึ้นทะเบียน จป. กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตามระยะเวลาที่กำหนด
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
เจ้าของธุรกิจควรตรวจสอบประเภทกิจการและจำนวนลูกจ้างของตนเทียบกับหลักเกณฑ์ปัจจุบันของกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน
โดยติดต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพื่อยืนยันว่าต้องมี จป. ระดับใดบ้าง
หากเข้าเกณฑ์ ควรจัดส่งพนักงานที่เหมาะสมเข้าอบรมหลักสูตร จป. ตามระดับที่กำหนดโดยเร็ว และจัดทำเอกสารการแต่งตั้งพร้อมรายงานผลการปฏิบัติงานของ จป.
ให้ครบถ้วนเพื่อพร้อมรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แรงงานได้ตลอดเวลา
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| จป. คืออะไร มีกี่ระดับ | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ธุรกิจแบบไหนต้องมี จป. | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| หน้าที่หลักของ จป. ในสถานประกอบการ | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
จป. คืออะไร
จป. คือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างบางประเภทและบางขนาดต้องจัดให้มี เพื่อดูแลและตรวจสอบความปลอดภัยของลูกจ้างในสถานประกอบการ
ธุรกิจของฉันต้องมี จป. หรือไม่
ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและจำนวนลูกจ้าง กิจการที่มีความเสี่ยงสูงมักเข้าเกณฑ์ตั้งแต่จำนวนลูกจ้างน้อยกว่ากิจการทั่วไป ควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อความชัดเจน
จป. มีกี่ระดับ แตกต่างกันอย่างไร
โดยทั่วไปมี จป. หัวหน้างาน จป. บริหาร จป. เทคนิค จป. เทคนิคขั้นสูง และ จป. วิชาชีพ แต่ละระดับมีคุณสมบัติและขอบเขตหน้าที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดและความเสี่ยงของกิจการ
ถ้าไม่จัดให้มี จป. ตามที่กฎหมายกำหนดจะเกิดอะไรขึ้น
นายจ้างอาจมีความผิดตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งมีทั้งโทษปรับและจำคุกตามความร้ายแรง ควรตรวจสอบรายละเอียดโทษที่แน่นอนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
พนักงานที่จะเป็น จป. ต้องผ่านการอบรมหรือไม่
ต้องผ่าน ทุกระดับของ จป. กฎหมายกำหนดให้ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะที่หน่วยงานรับรอง จึงจะแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ จป. ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
จำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้นต้องปรับระดับ จป. หรือไม่
ควรตรวจสอบ เพราะเมื่อจำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้นจนเกินเกณฑ์เดิม อาจต้องเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนระดับ จป. ให้สอดคล้องกับขนาดกิจการที่เปลี่ยนแปลงไป
ต้องแจ้งขึ้นทะเบียน จป. กับหน่วยงานใด
ต้องแจ้งกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือสำนักงานในพื้นที่ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การแต่งตั้ง จป. มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
สำหรับกิจการที่ต้องปิดงบย้อนหลังหรือขอคืนภาษี สามารถดูรายละเอียดบริการเสริมของ A Plus Me เพื่อประเมินขอบเขตงานเบื้องต้น