ฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัส (Petting Zoo) มีรายได้หลักจากค่าตั๋วเข้าชมและค่าอาหารสัตว์ที่ขายให้นักท่องเที่ยว ต้องขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสัตว์และสถานที่ท่องเที่ยว

พร้อมบันทึกต้นทุนสัตว์และค่าอาหารสัตว์ให้ถูกต้องเพื่อคำนวณภาษีเงินได้

ฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัสหรือ Petting Zoo เป็นธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ผสมผสานระหว่างการเลี้ยงสัตว์และการให้บริการนักท่องเที่ยว มีรายได้หลักจากค่าตั๋วเข้าชม

ค่าอาหารสัตว์ที่ขายให้นักท่องเที่ยวป้อนสัตว์

และอาจมีรายได้เสริมจากร้านขายของที่ระลึกหรือร้านอาหารในพื้นที่ ผู้ประกอบการต้องทั้งขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสัตว์และสถานที่ท่องเที่ยว

พร้อมวางระบบบัญชีที่บันทึกต้นทุนสัตว์มีชีวิตให้ถูกต้องตามหลักการบัญชี

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างรายได้ของฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัส
  2. ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัส
  3. การบันทึกบัญชีต้นทุนสัตว์มีชีวิต (Biological Asset)
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่มและการยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร
  5. ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

โครงสร้างรายได้ของฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัส

รายได้หลักของฟาร์ม Petting Zoo แบ่งเป็น (1) ค่าตั๋วเข้าชมฟาร์ม ซึ่งมักคิดตามจำนวนคนหรือแพ็กเกจครอบครัว (2) ค่าอาหารสัตว์ที่ขายเป็นถ้วยหรือถุงให้นักท่องเที่ยวซื้อไปป้อนสัตว์

ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าแยกจากค่าตั๋ว และ (3)

รายได้เสริมจากร้านขายของที่ระลึก คาเฟ่ หรือกิจกรรมพิเศษ เช่น ขี่ม้าหรือถ่ายรูปกับสัตว์ ผู้ประกอบการควรแยกบันทึกรายได้แต่ละประเภทในระบบขายหน้าร้าน (POS)

เพื่อวิเคราะห์ว่าส่วนใดสร้างรายได้และกำไรมากที่สุด

ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัส

ธุรกิจฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัสอาจต้องขอใบอนุญาตหลายฉบับขึ้นกับประเภทสัตว์ที่เลี้ยงและลักษณะกิจการ เช่น ใบอนุญาตหรือการขึ้นทะเบียนฟาร์มเลี้ยงสัตว์กับกรมปศุสัตว์

(โดยเฉพาะหากมีสัตว์บางชนิดที่กฎหมายกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียน)

ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เนื่องจากมีการเลี้ยงสัตว์และอาจมีกลิ่นหรือของเสีย) และหากมีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ต่างถิ่นบางชนิด

อาจต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า

และพันธุ์พืช ผู้ประกอบการควรตรวจสอบรายชื่อสัตว์ที่ต้องการเลี้ยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเปิดกิจการ เพราะข้อกำหนดอาจเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันตามชนิดสัตว์

หน่วยงานที่ควรติดต่อก่อนเปิดฟาร์ม

  • กรมปศุสัตว์ (เรื่องขึ้นทะเบียนฟาร์มและสุขภาพสัตว์)
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ใบอนุญาตกิจการอันตรายต่อสุขภาพ)
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (กรณีมีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ต่างถิ่น)
  • สำนักงานเขต/อำเภอ (ใบอนุญาตสถานที่ท่องเที่ยวหรือการใช้ที่ดิน)

การบันทึกบัญชีต้นทุนสัตว์มีชีวิต (Biological Asset)

สัตว์ที่ฟาร์มเลี้ยงไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวสัมผัสถือเป็นสินทรัพย์ชีวภาพ (Biological Asset) ในทางบัญชี ผู้ประกอบการควรบันทึกต้นทุนการได้มาซึ่งสัตว์ (ราคาซื้อ ค่าขนส่ง

ค่าตรวจสุขภาพเบื้องต้น) แยกจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูรายวัน เช่น

ค่าอาหารสัตว์ ค่ายาและวัคซีน ค่าทำความสะอาดคอกและกรง สัตว์บางชนิดอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามอายุ (เช่น ม้าฝึกใหม่)

ในขณะที่บางชนิดมีมูลค่าลดลงตามอายุหรือความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

ผู้ประกอบการควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเรื่องแนวทางการวัดมูลค่าสัตว์แต่ละกลุ่มให้เหมาะสมกับลักษณะกิจการ

ภาษีมูลค่าเพิ่มและการยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร

รายได้ค่าตั๋วเข้าชมฟาร์มถือเป็นการให้บริการ ต้องเสีย VAT ตามอัตราปกติหากฟาร์มจดทะเบียน VAT แล้ว ส่วนรายได้จากการขายอาหารสัตว์ให้นักท่องเที่ยวป้อนสัตว์

ถือเป็นการขายสินค้าซึ่งโดยทั่วไปต้องเสีย VAT เช่นกัน อย่างไรก็ตาม

การขายผลิตผลทางการเกษตรบางประเภทของฟาร์มเอง (เช่น พืชผักที่ปลูกเอง) อาจเข้าข่ายได้รับยกเว้น VAT ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ซึ่งควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าผลิตภัณฑ์แต่ละรายการของฟาร์มเข้าเงื่อนไขยกเว้นหรือไม่

เพราะการยกเว้น VAT มีเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงตามประเภทสินค้าและสถานะผู้ขาย

ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น

สมมติฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัสแห่งหนึ่งมีรายได้ต่อเดือนจากค่าตั๋ว 300,000 บาท และค่าอาหารสัตว์ 80,000 บาท รวม 380,000 บาท ต้นทุนหลักคือค่าอาหารสัตว์สำหรับเลี้ยงดูสัตว์ในฟาร์ม

ค่ายาและวัคซีน ค่าพนักงานดูแลสัตว์ และค่าเสื่อมของคอกและอุปกรณ์

หากฟาร์มจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี อาจเข้าเงื่อนไขได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรส่วนแรก

300,000 บาท และเสียภาษีในอัตรา 15% สำหรับกำไรส่วนที่เกิน

300,000 ถึง 3,000,000 บาท (ควรตรวจสอบเงื่อนไขและอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นแบบจริง)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เปิดกิจการโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนฟาร์มเลี้ยงสัตว์หรือขอใบอนุญาตกิจการอันตรายต่อสุขภาพให้ครบก่อน
  • ไม่แยกบันทึกต้นทุนสัตว์ที่ซื้อมาใหม่กับค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูรายวัน ทำให้ต้นทุนต่อตัวสัตว์ไม่ชัดเจน
  • ไม่แยกรายได้ค่าตั๋วกับค่าอาหารสัตว์ในระบบขายหน้าร้าน ทำให้วิเคราะห์กำไรแต่ละส่วนไม่ได้
  • สันนิษฐานเองว่าสินค้าทุกอย่างในฟาร์มได้รับยกเว้น VAT โดยไม่ตรวจสอบเงื่อนไขจริงกับกรมสรรพากร
  • ไม่มีบันทึกสุขภาพและประวัติสัตว์แต่ละตัว ทำให้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ชีวภาพยาก

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบรายชื่อสัตว์ที่ต้องการเลี้ยงกับกรมปศุสัตว์และหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเปิดกิจการ วางระบบบัญชีแยกต้นทุนสัตว์มีชีวิตกับค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูรายวัน

และแยกรายได้ค่าตั๋วกับค่าอาหารสัตว์ให้ชัดเจน หากไม่แน่ใจเรื่องเงื่อนไขยกเว้น

VAT ของผลิตภัณฑ์เกษตรในฟาร์มหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสำนักงานบัญชีก่อนวางแผนภาษีประจำปี

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
โครงสร้างรายได้ของฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัสตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัสตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
การบันทึกบัญชีต้นทุนสัตว์มีชีวิต (Biological Asset)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัสต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง

โดยทั่วไปต้องขึ้นทะเบียนฟาร์มกับกรมปศุสัตว์ ขอใบอนุญาตกิจการอันตรายต่อสุขภาพจากท้องถิ่น และหากมีสัตว์ป่าคุ้มครองต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมจากกรมอุทยานแห่งชาติ

รายได้ค่าตั๋วเข้าชมฟาร์มต้องเสีย VAT ไหม

ถือเป็นการให้บริการ ต้องเสีย VAT ตามอัตราปกติหากฟาร์มจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

ค่าอาหารสัตว์ที่ขายให้นักท่องเที่ยวป้อนสัตว์คิดภาษีอย่างไร

ถือเป็นการขายสินค้า โดยทั่วไปต้องเสีย VAT เช่นกัน ควรแยกบันทึกจากรายได้ค่าตั๋วในระบบขายหน้าร้าน

สัตว์ในฟาร์มควรบันทึกบัญชีอย่างไร

ควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ชีวภาพ แยกต้นทุนการได้มาซึ่งสัตว์ออกจากค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูรายวัน เช่น ค่าอาหารและค่ายา

ผลิตผลทางการเกษตรของฟาร์มได้รับยกเว้น VAT ทั้งหมดหรือไม่

ไม่ใช่ทั้งหมด การยกเว้น VAT มีเงื่อนไขเฉพาะตามประเภทสินค้าและสถานะผู้ขาย ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ฟาร์มสัตว์เลี้ยงสัมผัสที่เป็นนิติบุคคลได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไหม

หากเข้าเงื่อนไข SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) อาจได้รับยกเว้นกำไรส่วนแรก 300,000 บาท ควรตรวจสอบเงื่อนไขปัจจุบันกับผู้เชี่ยวชาญ

ทำไมต้องแยกบันทึกต้นทุนสัตว์แต่ละตัว

เพื่อให้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ชีวภาพและวางแผนซื้อ-ขายสัตว์ได้แม่นยำ รวมถึงช่วยคำนวณต้นทุนต่อตัวสัตว์เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าของกิจการ

นอกจากการติดตามตัวเลขด้วยตัวเองแล้ว การให้ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีของ A Plus Me เข้ามาช่วยตรวจงบการเงินและความเสี่ยงด้านภาษีก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้มั่นใจขึ้น