ฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ในไทยจำนวนมากลงทุนสร้างระบบผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) จากมูลสัตว์และของเสียในฟาร์มเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือขายเข้าระบบ

นอกจากช่วยลดต้นทุนพลังงานและบำบัดของเสียแล้ว ยังมีประเด็นภาษีเงินได้ VAT

และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เจ้าของฟาร์มต้องเข้าใจ เพื่อวางแผนบัญชีและภาษีของธุรกิจผลิตไฟฟ้าควบคู่กับธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์หลักให้ถูกต้อง

โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากฟาร์มปศุสัตว์เป็นการนำมูลสัตว์และน้ำเสียจากฟาร์มมาผ่านกระบวนการหมักแบบไม่ใช้ออกซิเจนเพื่อผลิตก๊าซมีเทน แล้วนำไปใช้เดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

นอกจากจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและกลิ่นจากฟาร์มแล้ว

ยังสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายไฟฟ้าหรือลดต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ฟาร์มใช้เอง อย่างไรก็ตาม เมื่อฟาร์มปศุสัตว์ขยายกิจการมาทำธุรกิจผลิตไฟฟ้าควบคู่กัน

จะเกิดประเด็นภาษีที่ต้องพิจารณาแยกจากธุรกิจฟาร์มหลัก

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างธุรกิจ 2 ส่วนที่ต้องแยกให้ชัดเจน
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับโครงการก๊าซชีวภาพจากฟาร์ม
  3. ภาษีเงินได้นิติบุคคลและ VAT จากการขายไฟฟ้า
  4. การบันทึกบัญชีระบบผลิตก๊าซชีวภาพและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ตารางสรุปประเด็นภาษีของโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากฟาร์ม
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

โครงสร้างธุรกิจ 2 ส่วนที่ต้องแยกให้ชัดเจน

เมื่อฟาร์มปศุสัตว์ลงทุนระบบผลิตก๊าซชีวภาพและขายไฟฟ้า กิจการจะมีรายได้ 2 ลักษณะที่มีสถานะภาษีต่างกัน คือรายได้จากธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์ปกติ เช่น ขายสุกร ขายไก่

หรือขายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ และรายได้จากการขายไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซชีวภาพ

ซึ่งถือเป็นการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแยกต่างหาก การแยกบัญชีรายได้และต้นทุนของทั้งสองธุรกิจให้ชัดเจนมีความสำคัญมาก

เพราะสิทธิประโยชน์ทางภาษีและอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องอาจแตกต่างกัน

โดยเฉพาะหากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI

สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับโครงการก๊าซชีวภาพจากฟาร์ม

โครงการผลิตพลังงานจากของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ เช่น ก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ มักเข้าข่ายกิจการพลังงานหมุนเวียนหรือกิจการด้านสิ่งแวดล้อมที่หน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุน

ทั้งจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ซึ่งอาจให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามระยะเวลาที่กำหนดในบัตรส่งเสริม รวมถึงสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรระบบผลิตก๊าซชีวภาพ

นอกจากนี้ยังอาจมีมาตรการสนับสนุนอื่นจากหน่วยงานพลังงาน เช่น ราคารับซื้อไฟฟ้าพิเศษสำหรับพลังงานหมุนเวียน

เนื่องจากเงื่อนไขและอัตราสิทธิประโยชน์เหล่านี้มีการปรับปรุงตามนโยบายภาครัฐอยู่เสมอ เจ้าของฟาร์มที่สนใจลงทุนระบบก๊าซชีวภาพควรตรวจสอบประกาศล่าสุดกับ BOI

และหน่วยงานพลังงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนตัดสินใจลงทุน

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและ VAT จากการขายไฟฟ้า

รายได้จากการขายไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซชีวภาพถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หากฟาร์มเป็น SME

ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี

จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไร 300,000 บาทแรก อัตรา 15% สำหรับกำไรส่วน 300,001-3,000,000 บาท และอัตรา 20% สำหรับส่วนที่เกิน แต่หากได้รับสิทธิ BOI สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้า

กำไรในส่วนที่ได้รับสิทธิจะได้รับยกเว้นภาษีตามระยะเวลาที่ระบุในบัตรส่งเสริม ในด้าน VAT

การขายไฟฟ้าเข้าระบบหรือขายให้บุคคลอื่นถือเป็นการขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราปกติ

(ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ในปีที่ยื่นภาษีกับกรมสรรพากร) หากฟาร์มผลิตไฟฟ้าใช้เองทั้งหมดโดยไม่มีการขาย จะไม่เกิดรายได้และ VAT จากส่วนนี้

แต่จะได้ประโยชน์เป็นการประหยัดค่าไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากภายนอก

ซึ่งควรบันทึกบัญชีเป็นการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของฟาร์ม ไม่ใช่รายได้

การบันทึกบัญชีระบบผลิตก๊าซชีวภาพและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากฟาร์มปศุสัตว์ประกอบด้วยสินทรัพย์หลายส่วนที่ควรบันทึกบัญชีแยกประเภทตามลักษณะการใช้งาน ได้แก่

  • บ่อหมักก๊าซชีวภาพ (Biogas Digester) เป็นสิ่งปลูกสร้างเฉพาะทางที่ใช้บำบัดและหมักของเสีย ควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน
  • เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ที่ใช้ก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิง ควรบันทึกแยกจากบ่อหมักเนื่องจากมีอายุการใช้งานและการบำรุงรักษาที่แตกต่างกัน
  • ระบบท่อส่งก๊าซและอุปกรณ์ควบคุม ซึ่งต้องมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาตามมาตรฐานความปลอดภัย
  • ระบบบำบัดน้ำเสียหลังการหมัก ที่อาจต้องใช้ร่วมกับระบบก๊าซชีวภาพเพื่อให้น้ำทิ้งได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการเดินระบบ เช่น ค่าไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการหมัก ค่าบำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และค่าตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเสีย

ควรบันทึกเป็นต้นทุนของกิจกรรมผลิตไฟฟ้าแยกจากต้นทุนฟาร์มปศุสัตว์ปกติ

เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลตอบแทนของการลงทุนระบบก๊าซชีวภาพได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติฟาร์มสุกรแห่งหนึ่งลงทุนระบบผลิตก๊าซชีวภาพมูลค่า 25,000,000 บาท เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในฟาร์มและขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบ ในปีแรกฟาร์มประหยัดค่าไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากภายนอกได้

1,800,000 บาท และมีรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน 900,000 บาท

ฟาร์มควรบันทึกส่วนที่ประหยัดค่าไฟฟ้าเป็นการลดต้นทุนค่าสาธารณูปโภคของธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์ และบันทึกรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินเป็นรายได้แยกต่างหากจากธุรกิจผลิตไฟฟ้า

พร้อมออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บ VAT จากยอดขายไฟฟ้าตามอัตราที่บังคับใช้

หากฟาร์มได้ยื่นขอรับการส่งเสริม BOI สำหรับโครงการนี้และได้รับอนุมัติ ควรตรวจสอบว่ากำไรจากส่วนขายไฟฟ้าเข้าเงื่อนไขได้รับยกเว้นภาษีตามบัตรส่งเสริมหรือไม่

และแยกบัญชีให้ชัดเจนเพื่อการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่แยกบัญชีรายได้และต้นทุนระหว่างธุรกิจฟาร์มกับธุรกิจผลิตไฟฟ้า — ทำให้วิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุนระบบก๊าซชีวภาพไม่ได้ และคำนวณภาษีตามสิทธิ BOI ผิดพลาด
  • บันทึกค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้เป็นรายได้แทนที่จะเป็นการลดต้นทุน — ทำให้งบการเงินแสดงรายได้เกินจริง
  • ไม่แยกค่าเสื่อมราคาบ่อหมักกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า — ทำให้คำนวณต้นทุนต่อหน่วยไฟฟ้าคลาดเคลื่อน
  • ไม่ตรวจสอบมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของน้ำทิ้งหลังการหมัก — เสี่ยงถูกหน่วยงานสิ่งแวดล้อมสั่งปรับปรุงหรือระงับการดำเนินการ
  • ไม่ยื่นขอสิทธิ BOI ก่อนเริ่มลงทุนเครื่องจักร — อาจทำให้ไม่สามารถขอยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่นำเข้ามาก่อนได้รับบัตรส่งเสริม

ตารางสรุปประเด็นภาษีของโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากฟาร์ม

รายการสถานะภาษีข้อควรระวัง
ไฟฟ้าที่ผลิตใช้เองในฟาร์มลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ไม่ใช่รายได้บันทึกแยกจากต้นทุนฟาร์มปกติเพื่อวิเคราะห์ผลตอบแทน
ไฟฟ้าที่ขายส่วนเกินรายได้จากการขายสินค้า ต้องเสีย VATแยกบัญชีจากรายได้ฟาร์มปศุสัตว์หลัก
สิทธิ BOI (หากได้รับ)ยกเว้นภาษีเงินได้ตามบัตรส่งเสริมต้องแยกกำไรส่วนที่ได้รับสิทธิให้ชัดเจน
เครื่องจักรระบบก๊าซชีวภาพอาจได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตาม BOIต้องยื่นขอสิทธิก่อนนำเข้าเครื่องจักร

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ที่ลงทุนหรือกำลังพิจารณาระบบผลิตก๊าซชีวภาพควรแยกบัญชีรายได้และต้นทุนระหว่างธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ BOI

และมาตรการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนล่าสุดก่อนลงทุนเครื่องจักร

วางระบบบัญชีสินทรัพย์ที่แยกบ่อหมัก เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และระบบบำบัดน้ำเสียตามอายุการใช้งานจริง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อวางแผนการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลและ VAT

ให้สอดคล้องกับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ใช้เองในฟาร์มต้องเสียภาษีหรือไม่

ไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่เป็นการประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ฟาร์มต้องซื้อจากภายนอก ควรบันทึกบัญชีเป็นการลดต้นทุนค่าสาธารณูปโภคของธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์

ขายไฟฟ้าส่วนเกินจากระบบก๊าซชีวภาพต้องเสีย VAT หรือไม่

ต้องเสีย เนื่องจากการขายไฟฟ้าถือเป็นการขายสินค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราปกติและออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อ

โครงการก๊าซชีวภาพจากฟาร์มขอสิทธิ BOI ได้หรือไม่

อาจเข้าข่ายกิจการพลังงานหมุนเวียนหรือด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการส่งเสริม แต่ควรตรวจสอบประกาศส่งเสริมล่าสุดและเงื่อนไขเฉพาะกับสำนักงาน BOI ก่อนตัดสินใจลงทุน

ทำไมต้องแยกบัญชีธุรกิจฟาร์มกับธุรกิจผลิตไฟฟ้า

เพราะสิทธิประโยชน์ทางภาษีและอัตราภาษีของทั้งสองธุรกิจอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะหากธุรกิจผลิตไฟฟ้าได้รับสิทธิ BOI การแยกบัญชีช่วยให้คำนวณภาษีและวิเคราะห์ผลตอบแทนได้ถูกต้อง

บ่อหมักก๊าซชีวภาพกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าคิดค่าเสื่อมราคาเหมือนกันหรือไม่

ไม่ควรเหมือนกัน เนื่องจากมีลักษณะการใช้งานและอายุการใช้งานต่างกัน ควรแยกบัญชีและกำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทสินทรัพย์

ฟาร์มขนาดเล็กที่ลงทุนก๊าซชีวภาพได้สิทธิลดหย่อนภาษี SME หรือไม่

หากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับยกเว้นภาษีในกำไร 300,000 บาทแรกตามเงื่อนไข SME ทั่วไป

ต้องยื่นขอสิทธิ BOI ก่อนหรือหลังนำเข้าเครื่องจักรระบบก๊าซชีวภาพ

ควรยื่นขอสิทธิ BOI ก่อนนำเข้าเครื่องจักร เนื่องจากสิทธิยกเว้นอากรขาเข้ามักมีผลเฉพาะเครื่องจักรที่นำเข้าภายหลังได้รับอนุมัติบัตรส่งเสริมตามเงื่อนไขที่กำหนด

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me

เพิ่มเติมได้