คนที่รับฝากเลี้ยงสัตว์ที่บ้านหรือรับพาสุนัขเดินเล่นเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก มีรายได้ที่ต้องนำไปยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับฟรีแลนซ์ทั่วไป

โดยต้องเข้าใจว่ารายได้ประเภทนี้จัดอยู่ในหมวดใด หักค่าใช้จ่ายได้อย่างไร

และเมื่อรายได้สูงถึงระดับหนึ่งอาจต้องพิจารณาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

สารบัญบทความ
  1. รายได้จากการรับฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจัดอยู่ในหมวดใด
  2. การหักค่าใช้จ่ายสำหรับฟรีแลนซ์รับฝากเลี้ยงสัตว์
  3. เอกสารที่ควรเก็บไว้เป็นหลักฐาน
  4. เมื่อรายได้สูงขึ้น ต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติม
  5. การรับงานผ่านแพลตฟอร์มตัวกลางมีผลต่อภาษีอย่างไร
  6. ตารางสรุปการยื่นภาษีสำหรับฟรีแลนซ์รับฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยง
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

รายได้จากการรับฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจัดอยู่ในหมวดใด

ผู้ที่รับฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่บ้านตนเอง หรือรับพาสุนัขและแมวไปเดินเล่นออกกำลังกายเป็นรายได้เสริมหรือรายได้หลัก

จัดเป็นบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้จากการรับจ้างทำงานหรือประกอบธุรกิจส่วนตัว

ซึ่งต้องนำไปรวมยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91 แล้วแต่กรณี) ทุกปี

ประเด็นที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่ารายได้จากงานอดิเรกหรืองานเสริมที่รับผ่านโซเชียลมีเดียไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งไม่ถูกต้อง

เพราะกฎหมายภาษีถือว่าเงินได้ทุกบาทที่ได้รับจากการให้บริการต้องนำมารวมคำนวณภาษี ไม่ว่าจะรับเงินผ่านการโอนธนาคาร

แอปพลิเคชัน หรือเงินสดก็ตาม

การหักค่าใช้จ่ายสำหรับฟรีแลนซ์รับฝากเลี้ยงสัตว์

ผู้มีเงินได้ประเภทนี้สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้สองแนวทางตามที่กฎหมายกำหนด คือ

  • หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา: หักในอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีค่าใช้จ่ายจริงต่ำหรือไม่สะดวกเก็บเอกสาร
  • หักค่าใช้จ่ายตามจริง: ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ เช่น ค่าอาหารสัตว์ ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการดูแล ค่าทำความสะอาดสถานที่ ค่าประกันภัยความเสียหาย และค่าเดินทางไปรับ-ส่งสัตว์เลี้ยง

การเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายควรพิจารณาจากลักษณะการดำเนินงานจริง หากมีค่าใช้จ่ายสูงและมีหลักฐานครบถ้วน การหักตามจริงอาจได้ประโยชน์มากกว่า

แต่ต้องเก็บใบเสร็จและเอกสารประกอบทุกรายการอย่างเป็นระบบ เพื่อพร้อมชี้แจงหากถูกตรวจสอบ

ทั้งนี้ อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่แน่นอนและประเภทเงินได้ที่ถูกต้องตามมาตราภาษีอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะงาน ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบทุกปี

เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด

เอกสารที่ควรเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ฟรีแลนซ์รับฝากเลี้ยงสัตว์ควรจัดระบบเก็บเอกสารตั้งแต่เริ่มรับงาน เพื่อให้ยื่นภาษีได้ถูกต้องและพร้อมชี้แจงกรณีถูกสอบถาม ได้แก่

  • บันทึกรายรับแต่ละครั้งพร้อมวันที่ ชื่อลูกค้า และช่องทางรับเงิน
  • ใบเสร็จหรือหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสัตว์เลี้ยง เช่น ค่าอาหาร ค่ายา ค่าอุปกรณ์
  • สัญญาหรือข้อตกลงกับเจ้าของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะกรณีรับฝากเลี้ยงระยะยาวหรือมีมูลค่าสูง
  • หลักฐานการโอนเงินหรือใบแจ้งยอดจากแอปพลิเคชันที่ใช้รับงาน หากรับงานผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง

เมื่อรายได้สูงขึ้น ต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติม

หากฟรีแลนซ์รับฝากเลี้ยงสัตว์มีรายได้เพิ่มขึ้นจนเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันกับกรมสรรพากร) จะมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT

จากลูกค้าตามอัตราที่กำหนด

นอกจากนี้ผู้ที่มีรายได้สม่ำเสมอและเริ่มมีขนาดกิจการใหญ่ขึ้น เช่น มีการจ้างพนักงานช่วยดูแลสัตว์เลี้ยง หรือขยายเป็นสถานที่รับฝากเลี้ยงถาวร

ควรพิจารณาว่าจะยังคงดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาต่อไป

หรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อประโยชน์ด้านภาษีและความน่าเชื่อถือในระยะยาว

การตัดสินใจนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเปรียบเทียบภาระภาษีระหว่างการเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้เหมาะกับขนาดรายได้และแผนขยายธุรกิจของตนเอง

การรับงานผ่านแพลตฟอร์มตัวกลางมีผลต่อภาษีอย่างไร

ปัจจุบันฟรีแลนซ์รับฝากเลี้ยงสัตว์จำนวนมากรับงานผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มตัวกลางที่จับคู่เจ้าของสัตว์เลี้ยงกับผู้รับฝากเลี้ยง

ซึ่งแพลตฟอร์มมักหักค่าธรรมเนียมการใช้บริการก่อนโอนเงินส่วนที่เหลือให้ผู้รับฝากเลี้ยง

ประเด็นสำคัญคือรายได้ที่ต้องนำไปยื่นภาษีคือ ยอดเต็มที่ลูกค้าจ่ายจริง ไม่ใช่เฉพาะยอดสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

ส่วนค่าธรรมเนียมที่ถูกหักไปสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้

หากมีหลักฐานใบสรุปยอดจากแพลตฟอร์มชัดเจน ผู้รับฝากเลี้ยงจึงควรดาวน์โหลดหรือขอใบสรุปรายรับ-ค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มเก็บไว้ทุกเดือน

เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีประจำปีให้ถูกต้องครบถ้วน

ตารางสรุปการยื่นภาษีสำหรับฟรีแลนซ์รับฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยง

ประเด็นสิ่งที่ต้องทำ
รายได้จากการรับฝากเลี้ยง/พาเดินเล่นนำมารวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี
วิธีหักค่าใช้จ่ายเลือกหักแบบเหมาหรือหักตามจริงตามหลักฐานที่มี ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญ
เอกสารที่ควรเก็บบันทึกรายรับ ใบเสร็จค่าใช้จ่าย สัญญากับลูกค้า และหลักฐานการโอนเงิน
รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT ตามเกณฑ์ที่กำหนด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดว่ารายได้เสริมจากงานอดิเรกไม่ต้องเสียภาษี: ทำให้ไม่ยื่นแบบภาษีและเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
  • ไม่บันทึกรายรับแต่ละครั้งอย่างเป็นระบบ: ทำให้ประเมินรายได้รวมทั้งปีผิดพลาดตอนยื่นภาษี
  • เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายไม่ครบถ้วนแต่เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง: ไม่สามารถพิสูจน์ค่าใช้จ่ายได้หากถูกตรวจสอบ
  • ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมเพื่อดูเกณฑ์การจด VAT: เสี่ยงพลาดกำหนดเวลาจดทะเบียนเมื่อรายได้เติบโตเร็ว

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติผู้รับฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่บ้านตนเองมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 15,000 บาท จากการรับฝากเลี้ยงและพาสุนัขเดินเล่นให้ลูกค้าประจำหลายราย รวมรายได้ทั้งปีประมาณ 180,000 บาท

ผู้นี้ต้องนำรายได้ทั้งหมดไปยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

โดยเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับตนเอง หากมีค่าใช้จ่ายจริงสูง เช่น ค่าอาหารสัตว์และค่าอุปกรณ์ดูแลรวมกันหลายหมื่นบาทต่อปี ควรพิจารณาเก็บหลักฐานเพื่อหักค่าใช้จ่ายตามจริง

แต่ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเลือกวิธีที่คุ้มค่าที่สุด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ฟรีแลนซ์รับฝากเลี้ยงและพาสัตว์เลี้ยงเดินเล่นควรบันทึกรายรับทุกครั้งอย่างเป็นระบบ เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพให้ครบถ้วน

ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปีตามกำหนดเวลา

และติดตามยอดรายได้สะสมเพื่อประเมินว่าต้องจดทะเบียน VAT เมื่อใด หากไม่มั่นใจเรื่องวิธีหักค่าใช้จ่ายหรือประเภทเงินได้ที่ถูกต้อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนยื่นแบบในแต่ละปี

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รายได้จากการรับฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยงต้องยื่นภาษีหรือไม่?

ต้องยื่นภาษี เพราะกฎหมายถือว่าเงินได้ทุกบาทจากการให้บริการต้องนำมารวมคำนวณและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี ไม่ว่าจะเป็นรายได้เสริมหรือรายได้หลักก็ตาม

ฟรีแลนซ์รับฝากเลี้ยงสัตว์หักค่าใช้จ่ายได้อย่างไร?

สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือหักตามจริงหากมีหลักฐานค่าใช้จ่ายครบถ้วน ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้างสำหรับการรับฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยง?

ควรบันทึกรายรับแต่ละครั้งพร้อมวันที่และช่องทางรับเงิน เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง สัญญากับลูกค้า และหลักฐานการโอนเงินหรือใบแจ้งยอดจากแอปพลิเคชันที่ใช้รับงาน

รายได้จากการพาสุนัขเดินเล่นต้องยื่นแบบภาษีตัวไหน?

โดยทั่วไปใช้แบบ ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91 แล้วแต่ประเภทเงินได้ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าเงินได้ของตนเข้าข่ายประเภทใดเพื่อยื่นแบบให้ถูกต้อง

รับฝากเลี้ยงสัตว์เลี้ยงต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่?

หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันกับกรมสรรพากรและติดตามยอดรายได้สะสมทุกเดือน

รายได้จากงานอดิเรกที่รับผ่านโซเชียลมีเดียต้องเสียภาษีหรือไม่?

ต้องเสียภาษี เพราะกฎหมายไม่ได้แยกว่าเป็นงานอดิเรกหรืองานหลัก หากมีเงินได้จากการให้บริการก็ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับรายได้ประเภทอื่น

เมื่อรายได้จากการรับฝากเลี้ยงสัตว์เติบโตมาก ควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่?

ควรพิจารณาเมื่อรายได้สูงขึ้นมากหรือมีการขยายกิจการ เช่น จ้างพนักงานหรือเปิดสถานที่ถาวร

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเปรียบเทียบภาระภาษีระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้เหมาะกับแผนธุรกิจ

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน