ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคลอิสระที่รับค่าธรรมเนียมจากการให้คำปรึกษาโดยตรง (Fee-based) แทนการรับค่าคอมมิชชั่นจากผลิตภัณฑ์การเงิน มีรายได้ที่เข้าข่ายเงินได้ประเภทที่ 6

หรือประเภทที่ 8 แล้วแต่ลักษณะงาน

และต้องบริหารภาษีทั้งจากค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. ที่ปรึกษาการเงินอิสระแบบ Fee-based คืออะไร
  2. ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาเข้าข่ายเงินได้ประเภทไหน
  3. การหักค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาการเงิน
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากค่าธรรมเนียมที่ปรึกษา
  5. ตัวอย่างสถานการณ์การคำนวณภาษี
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ความเสี่ยงเฉพาะของอาชีพที่ปรึกษาการเงิน
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

ที่ปรึกษาการเงินอิสระแบบ Fee-based คืออะไร

ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล (Personal Financial Advisor) แบบ Fee-based คือผู้ให้บริการวางแผนการเงินที่เก็บค่าธรรมเนียมโดยตรงจากลูกค้า เช่น ค่าบริการวางแผนการเงินรายครั้ง

ค่าบริการรายปีสำหรับติดตามพอร์ตการลงทุน หรือค่าที่ปรึกษาแบบชั่วโมง

แทนที่จะรับรายได้หลักจากค่าคอมมิชชั่นในการขายผลิตภัณฑ์ประกันหรือกองทุนรวม ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในไทย

เพราะช่วยลดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างที่ปรึกษากับลูกค้า

ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ต้องมีใบอนุญาตหรือการขึ้นทะเบียนที่เกี่ยวข้องตามที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด เช่น ผู้วางแผนการเงิน (CFP) หรือใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน

ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับภาระภาษี

แต่มีผลต่อลักษณะรายได้ที่ได้รับและการจัดประเภทเงินได้เพื่อเสียภาษี

ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาเข้าข่ายเงินได้ประเภทไหน

การจัดประเภทเงินได้ของที่ปรึกษาการเงินอิสระขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์กับผู้ว่าจ้างและรูปแบบการให้บริการ โดยทั่วไปมีความเป็นไปได้หลายกรณี

  • เงินได้ประเภทที่ 6 (วิชาชีพอิสระ): หากงานที่ปรึกษาการเงินเข้าข่ายวิชาชีพอิสระตามที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ (เช่น วิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองเป็นการเฉพาะ) จะได้สิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาในอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับวิชาชีพนั้น
  • เงินได้ประเภทที่ 8 (รับจ้างทำของ/บริการทั่วไป): หากที่ปรึกษาการเงินให้บริการในลักษณะรับจ้างทำงานเป็นครั้งคราวหรือเป็นโครงการ มักเข้าข่ายเงินได้ประเภทนี้

เนื่องจากวิชาชีพที่ปรึกษาการเงินในไทยยังมีความหลากหลายด้านการกำกับดูแล การจัดประเภทเงินได้ที่ถูกต้องควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเป็นรายกรณี โดยพิจารณาจากใบอนุญาตที่ถืออยู่

ลักษณะสัญญาว่าจ้าง และรูปแบบการให้บริการจริง

การหักค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาการเงิน

ที่ปรึกษาการเงินอิสระมีต้นทุนการประกอบวิชาชีพที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตหรือใบรับรองวิชาชีพ ค่าอบรมต่อเนื่องเพื่อรักษาคุณสมบัติ

ค่าสมาชิกฐานข้อมูลการลงทุนหรือซอฟต์แวร์วางแผนการเงิน ค่าเดินทางพบลูกค้า

และค่าเช่าพื้นที่สำนักงานหากมี หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทุกรายการอย่างเป็นระบบ

แต่หากค่าใช้จ่ายจริงต่ำกว่าอัตราเหมาที่กฎหมายกำหนดสำหรับประเภทเงินได้นั้น การเลือกหักแบบเหมาอาจประหยัดภาษีได้มากกว่า

ควรเปรียบเทียบทั้งสองวิธีทุกปีก่อนตัดสินใจ

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากค่าธรรมเนียมที่ปรึกษา

เมื่อบริษัทหรือนิติบุคคลว่าจ้างที่ปรึกษาการเงินอิสระให้บริการ ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าธรรมเนียมก่อนจ่ายเงิน อัตราภาษีหัก ณ

ที่จ่ายที่แน่นอนขึ้นอยู่กับการจัดประเภทเงินได้ว่าเป็นวิชาชีพอิสระหรือค่าจ้างทำของทั่วไป

ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนทุกครั้ง ที่ปรึกษาการเงินควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ

ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างทุกรายเพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี

สำหรับกรณีที่ลูกค้าเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย (เช่น ลูกค้ารายย่อยที่จ้างวางแผนการเงินส่วนตัว)

ที่ปรึกษาการเงินจะได้รับค่าธรรมเนียมเต็มจำนวนโดยไม่มีการหักภาษี

แต่ยังคงมีหน้าที่นำรายได้ทั้งหมดมารวมคำนวณและยื่นภาษีด้วยตนเองเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างสถานการณ์การคำนวณภาษี

สมมติที่ปรึกษาการเงินอิสระรายหนึ่งมีรายได้จากค่าธรรมเนียมวางแผนการเงินตลอดปี รวม 1,200,000 บาท แบ่งเป็นรายได้จากบริษัทนิติบุคคลที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว 700,000 บาท

และรายได้จากลูกค้าบุคคลธรรมดาที่ไม่มีการหักภาษี 500,000 บาท

ที่ปรึกษาต้องนำรายได้ทั้งหมด 1,200,000 บาท มารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิ แล้วนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ 700,000

บาทมาใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่คำนวณได้

ส่วนต่างที่เหลือคือภาษีที่ต้องชำระเพิ่มหรือได้รับคืน ตัวเลขที่แน่นอนควรคำนวณโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตามอัตราและเงื่อนไขที่บังคับใช้จริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่นำรายได้จากลูกค้าบุคคลธรรมดาที่ไม่ถูกหักภาษีมารวมยื่น: เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพราะคิดว่าเมื่อไม่มีหลักฐานหัก ณ ที่จ่ายก็ไม่ต้องแจ้งรายได้ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
  • สับสนระหว่างรายได้จากค่าธรรมเนียมที่ปรึกษากับค่าคอมมิชชั่นผลิตภัณฑ์การเงิน: หากมีรายได้ทั้งสองประเภท ต้องแยกพิจารณาประเภทเงินได้และภาระภาษีที่แตกต่างกัน
  • ไม่เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายด้านวิชาชีพ: เช่น ค่าต่ออายุใบอนุญาตหรือค่าอบรมต่อเนื่อง ทำให้เสียโอกาสหักค่าใช้จ่ายตามจริงในปีที่มีต้นทุนสูง
  • ไม่ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคล: ทำให้ไม่สามารถนำเครดิตภาษีมาหักได้ครบถ้วน
  • ไม่ติดตามเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม: หากรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องพิจารณาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย

ความเสี่ยงเฉพาะของอาชีพที่ปรึกษาการเงิน

นอกจากภาระภาษีทั่วไปแล้ว ที่ปรึกษาการเงินอิสระควรตระหนักว่าการรับค่าธรรมเนียมแบบ Fee-based

อาจถูกจับตามองจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการให้คำแนะนำด้านการลงทุนหรือประกันภัย

หากที่ปรึกษาให้คำแนะนำที่เข้าข่ายต้องมีใบอนุญาตเฉพาะแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง อาจมีความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายวิชาชีพและมีผลพวงต่อการพิจารณาประเภทเงินได้ทางภาษีด้วยเช่นกัน

จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบอนุญาตหรือการขึ้นทะเบียนที่ถืออยู่ครอบคลุมขอบเขตบริการที่ให้จริง และปรึกษาทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายวิชาชีพและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีควบคู่กันไป

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคลอิสระควรแยกบัญชีธนาคารสำหรับรับค่าธรรมเนียมออกจากบัญชีส่วนตัว บันทึกรายได้จากลูกค้าทุกรายไม่ว่าจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายด้านวิชาชีพอย่างเป็นระบบ

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อจัดประเภทเงินได้ให้ถูกต้องตามลักษณะงานและใบอนุญาตที่ถืออยู่

การวางระบบบัญชีภาษีที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ที่ปรึกษาการเงินโฟกัสกับการดูแลลูกค้าได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความถูกต้องทางภาษี

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ที่ปรึกษาการเงินอิสระแบบ Fee-based คืออะไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาเข้าข่ายเงินได้ประเภทไหนตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
การหักค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาการเงินตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ที่ปรึกษาการเงินอิสระแบบ Fee-based เข้าข่ายเงินได้ประเภทไหน?

อาจเข้าข่ายเงินได้ประเภทที่ 6 (วิชาชีพอิสระ) หรือประเภทที่ 8 (รับจ้างทำของ) ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ใบอนุญาตที่ถืออยู่ และรูปแบบสัญญาว่าจ้าง

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อจัดประเภทให้ถูกต้อง

รายได้จากลูกค้าบุคคลธรรมดาที่ไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

ต้องยื่น ที่ปรึกษาการเงินมีหน้าที่นำรายได้ทุกแหล่งมารวมคำนวณและยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ไม่ว่าจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ก็ตาม

ค่าต่ออายุใบอนุญาตวิชาชีพหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่?

โดยทั่วไปสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายตามจริงได้หากเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายตามจริง ต้องเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษี

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจน

ที่ปรึกษาการเงินที่มีรายได้ทั้งค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชั่น ต้องแยกอย่างไร?

ควรแยกประเภทรายได้ให้ชัดเจน เพราะค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาและค่าคอมมิชชั่นผลิตภัณฑ์การเงินอาจเข้าข่ายเงินได้คนละประเภทและมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกัน

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อคำนวณแยกให้ถูกต้อง

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไหร่?

หากมีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ควรติดตามรายได้สะสมและตรวจสอบกับกรมสรรพากรอย่างสม่ำเสมอ

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้านิติบุคคลใช้ทำอะไร?

ใช้เป็นหลักฐานเครดิตภาษีที่นำไปหักออกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่คำนวณได้ตอนยื่นแบบประจำปี หากไม่มีเอกสารนี้จะไม่สามารถใช้สิทธิเครดิตภาษีที่ถูกหักไปแล้วได้

ที่ปรึกษาการเงินควรเก็บเอกสารอะไรบ้างเพื่อความปลอดภัยทางภาษี?

ควรเก็บสัญญาว่าจ้างหรือใบเสนอราคาบริการ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้าทุกราย หลักฐานค่าใช้จ่ายวิชาชีพ และหลักฐานใบอนุญาตหรือการขึ้นทะเบียนที่เกี่ยวข้อง

เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีและตรวจสอบย้อนหลัง

หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น