ในการทำธุรกิจนิติบุคคล หลายครั้งบริษัทมีความจำเป็นต้องจ้างบุคคลภายนอกหรือฟรีแลนซ์ (Freelancer) เข้ามาช่วยงานเฉพาะกิจ เช่น จ้างเขียนโปรแกรม ออกแบบกราฟิก แปลเอกสาร หรือถ่ายภาพ

การจ่ายเงินค่าจ้างให้บุคคลธรรมดาในนามบริษัทมีข้อแตกต่างจากการจ้างบริษัทด้วยกันอย่างสิ้นเชิง โดยมีเงื่อนไขเรื่อง "ภาษีหัก ณ ที่จ่าย" และ "หลักฐานการจ่ายเงิน"

ที่ต้องควบคุมเป็นพิเศษเพื่อให้บริษัทสามารถนำยอดรายจ่ายนี้ไปหักภาษีได้อย่างปลอดภัย

สารบัญบทความ
  1. 1. ประเภทเงินได้ของฟรีแลนซ์และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  2. 2. เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องใช้เมื่อจ่ายเงินให้ฟรีแลนซ์
  3. 3. วิธีคำนวณและกรอกตัวเลขเมื่อฟรีแลนซ์ขอ "รับเน็ต" (ออกภาษีให้)
  4. สรุป
  5. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  7. ตารางนำบทความไปใช้

1. ประเภทเงินได้ของฟรีแลนซ์และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย

กรมสรรพากรกำหนดประเภทของเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ต่างกัน ซึ่งส่งผลต่ออัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทมีหน้าที่ต้องหักไว้และนำส่งแบบ ภ.ง.ด.3 ประจำเดือน:

  • สัญญาจ้างทำของ (มาตรา 40(7) หรือ 40(8)): เช่น จ้างเหมาตกแต่งออฟฟิศ หรือจ้างช่างภาพเหมาวัน บริษัทต้อง หัก ณ ที่จ่าย 3% ของยอดค่าจ้าง
  • การรับทำงานให้ / ค่านายหน้า (มาตรา 40(2)): เช่น จ้างคนมาแนะนำลูกค้า หรือฟรีแลนซ์ทั่วไปที่จ้างทำงานเป็นชิ้นๆ โดยไม่ได้เป็นจ้างแรงงานประจำ บริษัทต้อง หัก ณ ที่จ่าย 3% (หรือหักตามอัตราก้าวหน้าสำหรับยอดชำระสม่ำเสมอ)
  • บริการวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)): เช่น จ้างทนายความวิชาชีพ แพทย์ หรือวิศวกรวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาต บริษัทต้อง หัก ณ ที่จ่าย 3%

2. เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องใช้เมื่อจ่ายเงินให้ฟรีแลนซ์

การจ่ายเงินให้บุคคลธรรมดา สรรพากรจะเพ่งเล็งเป็นพิเศษว่าเป็นการเมครายจ่ายขึ้นมาเองเพื่อลดภาษีหรือไม่ บริษัทจึงต้องมีชุดเอกสารหลักฐานที่หนาแน่นดังนี้:

  1. ใบเสนอราคา / สัญญาจ้าง (Contract / Quotation): ระบุขอบเขตงาน ระยะเวลา และมูลค่าค่าจ้างที่ตกลงกันอย่างชัดเจน
  2. สำเนาบัตรประชาชนของฟรีแลนซ์ (Copy of ID Card): พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องกำกับ และเขียนข้อความ "ใช้สำหรับประกอบการรับเงินค่าจ้างจาก... เท่านั้น"
  3. ใบเสร็จรับเงิน / ใบสำคัญรับเงิน (Receipt / Payment Voucher): เมื่อจ่ายเงิน บริษัทต้องพิมพ์ "ใบสำคัญจ่าย" (Payment Voucher) ให้ฟรีแลนซ์เซ็นชื่อในช่องผู้รับเงิน เพื่อเป็นหลักฐานว่าเงินถูกจ่ายออกไปจริง หรือให้ฟรีแลนซ์เขียนใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา
  4. หลักฐานการโอนเงิน (Transaction Slip): สลิปการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของบริษัทเข้าบัญชีชื่อของฟรีแลนซ์โดยตรง (ห้ามโอนเข้าบัญชีคนอื่นที่ไม่ใช่คู่สัญญา)
  5. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ): บริษัทต้องออกให้ฟรีแลนซ์เพื่อใช้ยื่นภาษีปลายปี

3. วิธีคำนวณและกรอกตัวเลขเมื่อฟรีแลนซ์ขอ "รับเน็ต" (ออกภาษีให้)

ในชีวิตจริง ฟรีแลนซ์จำนวนมากมักขอตกลงราคากลางแบบ "รับยอดเน็ต" โดยไม่ตกลงให้หักภาษี ณ ที่จ่ายออกไป หากบริษัทต้องรับผิดชอบยอดภาษีตรงนี้แทน บริษัทต้องใช้ สูตรคำนวณภาษีออกให้ตลอดไป

(Gross Up) เพื่อหาฐานภาษีที่ถูกต้องทางกฎหมาย

สรรพากรจึงจะยอมให้ลงเป็นค่าใช้จ่ายได้:

สูตรคำนวณราคากลางรวมภาษี (Gross Up):
ยอดเงินรวมคำนวณภาษี = ยอดเงินที่ตกลงจ่ายจริง (เน็ต) ÷ (1 - อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย)

ตัวอย่าง: ตกลงจ่ายค่าแอดมินเพจให้ฟรีแลนซ์เน็ต 10,000 บาท โดยบริษัทออก WHT 3% ให้แทน
- ยอดเงินรวมคำนวณ = 10,000 ÷ (1 - 0.03) = 10,000 ÷ 0.97 = 10,309.28

บาท
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ที่ต้องนำส่ง = 10,309.28

× 3% = 309.28 บาท
- ในใบรับรอง 50 ทวิ จะระบุเงินได้ 10,309.28 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 309.28 บาท และทำเครื่องหมายในช่อง "ออกภาษีให้ตลอดไป"

(ยอดรวมรายจ่ายบริษัทจะเท่ากับ 10,309.28 บาท

ซึ่งหักภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เต็มจำนวนอย่างถูกกฎหมาย)

สรุป

การจ้างงานฟรีแลนซ์ไม่ใช่แค่การโอนเงินแล้วจบกระบวนการ ฝ่ายบัญชีต้องตรวจสอบการเก็บสำเนาบัตรประชาชน หลักฐานโอนเงินเข้าชื่อผู้รับตรงตัว และยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ให้ตรงเวลา

การจัดระบบเก็บข้อมูลคู่สัญญาและจ่ายเงินผ่านระบบ Corporate Online Banking

จะช่วยจำกัดความเสี่ยงและลดเวลาในการทำเอกสารปลายเดือนได้อย่างดีที่สุด

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง วิธีจ่ายเงินค่าจ้างฟรีแลนซ์ในนามบริษัท: เอกสารที่ต้องใช้และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ

ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
  • ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
  • ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
  • ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
  • ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
1. ประเภทเงินได้ของฟรีแลนซ์และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
2. เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องใช้เมื่อจ่ายเงินให้ฟรีแลนซ์ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
3. วิธีคำนวณและกรอกตัวเลขเมื่อฟรีแลนซ์ขอ "รับเน็ต" (ออกภาษีให้)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กรณีใดบ้างที่ธุรกิจนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายเงิน?

นิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าขนส่ง หรือเงินเดือน ตามอัตราที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

โดยยอดเงินที่จ่ายในแต่ละครั้งหรือตามสัญญารวมกันต้องมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป

เอกสารหลักฐานที่ต้องจัดทำและส่งมอบให้แก่คู่สัญญาเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายคืออะไร?

ต้องจัดทำและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จำนวน 2 ฉบับ (สำหรับผู้ถูกหักเก็บไว้เป็นหลักฐาน และสำหรับนำไปยื่นแสดงรายการภาษี) โดยข้อมูลชื่อ ที่อยู่

และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่ายต้องถูกต้องครบถ้วน

หากคำนวณหรือหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาด หรือนำส่งภาษีไม่ตรงรอบเดือน ต้องแก้ไขอย่างไร?

ให้ทำการตรวจสอบและออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับที่ถูกต้องส่งให้คู่สัญญา และให้ผู้ทำบัญชีจัดทำแบบยื่นภาษีเพิ่มเติม (เช่น ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพิ่มเติม)

นำส่งกรมสรรพากรพร้อมชำระเงินภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง วิธีจ่ายเงินค่าจ้างฟรีแลนซ์ในนามบริษัท: เอกสารที่ต้องใช้และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ วิธีจ่ายเงินค่าจ้างฟรีแลนซ์ในนามบริษัท: เอกสารที่ต้องใช้และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน