บทความนี้เหมาะสำหรับแม่ค้าและพ่อค้าออนไลน์ที่ขายสินค้าผ่าน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือเพจ Facebook มาหลายปีแต่ไม่เคยยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลย
และเริ่มกังวลว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีจำนวนมากจะถูกกรมสรรพากรตรวจพบเมื่อไร
คุณจะได้รู้ว่าสรรพากรมีช่องทางเห็นรายได้ของคุณได้อย่างไร จุดตัดสินใจ "ก่อนถูกตรวจ" อยู่ตรงไหนกันแน่
เบี้ยปรับและเงินเพิ่มต่างกันแค่ไหนระหว่างการเดินเข้าไปเปิดเผยรายได้เองกับการรอถูกเรียกตัว
และขั้นตอนปฏิบัติจริงในการยื่นภาษีย้อนหลังให้ถูกต้องครบถ้วน
สารบัญบทความ
- สรรพากรรู้ได้อย่างไรว่าแม่ค้าออนไลน์มีรายได้ทั้งที่ไม่เคยยื่นภาษี
- จุดตัดสินใจสำคัญ "ก่อนถูกตรวจ" หมายถึงช่วงไหนกันแน่
- เบี้ยปรับกับเงินเพิ่มต่างกันแค่ไหน ระหว่างยื่นเองกับถูกประเมิน
- ขั้นตอนเปิดเผยรายได้ย้อนหลังด้วยตนเอง ทำอย่างไรให้ครบไม่พลาดซ้ำ
- สัญญาณเตือนว่าอาจสายเกินไป และหลักตัดสินใจง่าย ๆ
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
สรรพากรรู้ได้อย่างไรว่าแม่ค้าออนไลน์มีรายได้ทั้งที่ไม่เคยยื่นภาษี
หลายคนเข้าใจผิดว่าตราบใดที่ไม่เคยยื่นแบบภาษี กรมสรรพากรจะไม่มีทางรู้ว่ามีรายได้เท่าไร แต่ในความเป็นจริงมีกลไก "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" ตามมาตรา 3 สัตตรส แห่งประมวลรัษฎากร
กำหนดให้สถาบันการเงินทุกแห่งต้องรายงานข้อมูลบัญชีเงินฝากที่มีเงินโอนเข้าให้กรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ หากเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ในปีปฏิทินเดียวกัน
- มีการฝากหรือรับโอนเงินเข้าบัญชี ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป ไม่ว่ายอดรวมจะเท่าไร
- มีการฝากหรือรับโอนเงินเข้าบัญชี ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และยอดรวมทุกครั้งตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป
ข้อมูลนี้จะถูกส่งให้สรรพากรทุกบัญชี ทุกธนาคาร แล้วนำไปกระทบยอดกับประวัติการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าของบัญชี ร้านค้าออนไลน์ที่รับเงินผ่านหลายบัญชี หลายแพลตฟอร์ม
(Shopee, Lazada, TikTok Shop, เพจ Facebook, LINE OA)
มักเข้าเงื่อนไขนี้ได้ง่ายเพราะมีจำนวนธุรกรรมรับเงินสูงตามธรรมชาติของธุรกิจ เมื่อไม่พบการยื่นแบบเลย หรือยื่นแบบแต่รายได้ต่ำกว่าตัวเลขที่ธนาคารรายงานมาก
บัญชีนั้นจะถูกจัดเข้ากลุ่มความเสี่ยงที่มีโอกาสถูกคัดเข้าคิวตรวจสอบสูงขึ้น
จุดตัดสินใจสำคัญ "ก่อนถูกตรวจ" หมายถึงช่วงไหนกันแน่
คำว่า "ก่อนถูกตรวจ" ไม่ได้แปลว่าก่อนที่เจ้าหน้าที่จะโทรมาเท่านั้น แต่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนกว่านั้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโอกาสได้รับการผ่อนปรนเบี้ยปรับ แบ่งได้เป็น 3 ช่วง
- ช่วงที่ 1 ยื่นเองก่อนสรรพากรติดต่อมาเลย ยังไม่มีหนังสือใด ๆ จากกรมสรรพากรถึงคุณ นี่คือจังหวะที่มีโอกาสได้รับการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับมากที่สุด
- ช่วงที่ 2 ได้รับหนังสือขอเอกสารหรือหนังสือเชิญพบ เจ้าหน้าที่ขอให้ชี้แจงที่มาของเงินที่โอนเข้าบัญชี แต่ยังไม่ใช่หมายเรียกตรวจสอบอย่างเป็นทางการตามมาตรา 19-23 หากรีบไปยื่นแบบและชำระภาษีในช่วงนี้ ยังพอมีช่องทางขอลดเบี้ยปรับได้ แต่โดยทั่วไปน้อยกว่าช่วงที่ 1
- ช่วงที่ 3 ถูกออกหมายเรียกตรวจสอบอย่างเป็นทางการและเจ้าพนักงานประเมินภาษีแล้ว ถือว่าไม่ได้เปิดเผยเอง แทบไม่มีช่องเจรจาลดเบี้ยปรับ ต้องเสียตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เต็มเพดาน เว้นแต่จะอุทธรณ์และพิสูจน์ได้ว่าการประเมินไม่ถูกต้อง
อีกจุดที่มักเข้าใจผิดคือคำว่า "ยื่นแบบเพิ่มเติม" ซึ่งในทางเทคนิคหมายถึงการแก้ไขแบบที่เคยยื่นไปแล้วเท่านั้น สำหรับแม่ค้าออนไลน์ที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อนเลย สิ่งที่ต้องทำคือ
"ยื่นแบบตามปกติแต่ล่าช้ากว่ากำหนดเวลา"
ให้ครบทุกปีภาษีที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบ ไม่ใช่การยื่นเพิ่มเติมแบบเดิม
เบี้ยปรับกับเงินเพิ่มต่างกันแค่ไหน ระหว่างยื่นเองกับถูกประเมิน
ภาระที่เพิ่มขึ้นจากยอดภาษีจริงมี 2 ตัวที่ต้องแยกให้ออก คือ เบี้ยปรับ (Penalty) ซึ่งเจ้าพนักงานมีดุลยพินิจงดหรือลดได้ตามระเบียบกรมสรรพากร กับ เงินเพิ่ม (Surcharge)
ซึ่งเป็นอัตราคงที่ตามมาตรา 27 คือร้อยละ 1.5
ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (แต่รวมแล้วไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย) และโดยหลักไม่มีดุลยพินิจให้งดเว้น ยิ่งยื่นช้าก็ยิ่งสะสมมาก
| มิติเปรียบเทียบ | ยื่นเองก่อนสรรพากรติดต่อมา | ถูกออกหมายเรียกและประเมินแล้ว |
|---|---|---|
| เบี้ยปรับ (เพดานตามมาตรา 26 กรณีไม่ยื่นแบบเลย สูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ) | มีโอกาสได้รับการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับลงมาก บางกรณีลดได้เกือบทั้งหมด | มักถูกเรียกเก็บใกล้เพดานสูงสุด เว้นแต่อุทธรณ์สำเร็จ |
| เงินเพิ่ม (มาตรา 27 อัตราคงที่ 1.5% ต่อเดือน ไม่เกินยอดภาษี) | หยุดนับทันทีที่ชำระ จึงมักสะสมน้อยกว่า | สะสมตั้งแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบจนถึงวันที่เจ้าพนักงานประเมิน มักเป็นก้อนใหญ่กว่ามาก |
| ความเสี่ยงทางอาญา (มาตรา 35 ปรับไม่เกิน 2,000 บาทกรณีไม่ยื่นแบบ / มาตรา 37 กรณีเจตนาหลีกเลี่ยง จำคุก 3 เดือน-7 ปี ปรับ 2,000-200,000 บาท) | ต่ำมาก เพราะการเดินเข้ามาเองแสดงเจตนาสุจริตในการแก้ไข | มีโอกาสถูกพิจารณาว่าเข้าข่ายเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หากพบพฤติกรรมปกปิดหรือย้ายเงินหลบเลี่ยง |
ตัวเลขเบี้ยปรับที่ระบุเป็นเพดานสูงสุดตามกฎหมาย ส่วนอัตราลดหย่อนจริงในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่เขต/พื้นที่ในขณะนั้น
จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินและยื่นเรื่องชี้แจงประกอบให้เหมาะกับข้อเท็จจริงของแต่ละราย
ขั้นตอนเปิดเผยรายได้ย้อนหลังด้วยตนเอง ทำอย่างไรให้ครบไม่พลาดซ้ำ
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเดินเข้าไปเปิดเผยรายได้เอง ควรทำตามลำดับนี้เพื่อให้ครบถ้วนในครั้งเดียว ไม่ต้องแก้ไขซ้ำ
- รวบรวมข้อมูลรายได้ย้อนหลัง ดึง statement บัญชีธนาคารทุกบัญชีที่ใช้รับเงินค่าขาย และรายงานยอดขายจากศูนย์ผู้ขายของแต่ละแพลตฟอร์ม แล้วแยกให้ชัดว่ารายการไหนเป็นรายได้จากการขายจริง รายการไหนคือเงินคืนลูกค้าหรือเงินโอนส่วนตัว เพื่อไม่ให้สรรพากรตีความรวมยอดเกินจริง
- คำนวณเงินได้สุทธิของแต่ละปี รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือหักเหมา 60% ของยอดขาย (กรณีซื้อสินค้ามาขายต่อ ไม่ต้องมีเอกสารต้นทุน) หรือหักตามจริง (ต้องมีต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณาครบถ้วน) ควรคำนวณเปรียบเทียบทั้งสองแบบทีละปีเพื่อเลือกวิธีที่เสียภาษีน้อยที่สุดอย่างถูกต้อง
- ยื่นแบบให้ครบทุกปีที่ขาด ใช้แบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับรอบปี และ ภ.ง.ด.94 สำหรับครึ่งปีแรก (กรณีมีเงินได้ตามมาตรา 40(8) เกิน 60,000 บาทในช่วงมกราคม-มิถุนายน) ปีภาษีล่าสุดบางปีอาจยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรได้ แต่ปีภาษีที่เก่ากว่านั้นส่วนใหญ่ยังต้องยื่นแบบกระดาษด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่มีเขตอำนาจ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนว่าปีใดยื่นออนไลน์ได้ และต้องคำนวณเงินเพิ่มตามมาตรา 27 อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบจนถึงวันชำระจริง (ไม่เกินยอดภาษีที่ต้องเสีย) แล้วชำระพร้อมภาษีที่ค้างในคราวเดียวกัน
- ตรวจสอบเกณฑ์ VAT ควบคู่กัน หากปีใดปีหนึ่งมียอดขายรวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ยอดขายเกินเกณฑ์ และยื่นแบบ ภ.พ.30 ย้อนหลังตั้งแต่เดือนที่ยอดขายเกินเกณฑ์ ซึ่งมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแยกต่างหากจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องคำนวณคู่กันไปด้วย
- เก็บหลักฐานทุกใบไว้เป็นชุด ทั้งแบบที่ยื่น ใบเสร็จรับเงินค่าภาษี และเอกสารประกอบการคำนวณ เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจสอบเพิ่มเติมภายหลัง และเป็นหลักฐานแสดงเจตนาสุจริตหากมีการติดต่อสอบถามในอนาคต
เนื่องจากการยื่นย้อนหลังหลายปีพร้อมกันมีรายละเอียดการคำนวณเงินเพิ่มสะสมและการเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่ซับซ้อน ควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีช่วยตรวจตัวเลขก่อนยื่นจริง
เพื่อไม่ให้คำนวณผิดพลาดจนต้องแก้ไขซ้ำอีกรอบ
สัญญาณเตือนว่าอาจสายเกินไป และหลักตัดสินใจง่าย ๆ
หากได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรขอให้ชี้แจงที่มาของเงินฝาก มีเจ้าหน้าที่โทรนัดเข้าพบ หรือธนาคารแจ้งว่าบัญชีถูกขอข้อมูลไปยังหน่วยงานราชการ นั่นคือสัญญาณว่าเข้าสู่ช่วงที่ 2 แล้ว
แต่ก็ยังไม่ใช่ "สายเกินไป"
การให้ความร่วมมือทันทีแทนการเพิกเฉยหรือปิดบัญชีหนี ยังช่วยให้มีโอกาสขอลดเบี้ยปรับได้บางส่วน ต่างจากการปล่อยจนถูกออกหมายเรียกอย่างเป็นทางการซึ่งแทบไม่มีช่องต่อรองแล้ว
หลักตัดสินใจง่าย ๆ คือ ถ้ายังไม่มีการติดต่อจากสรรพากรเลย การเดินเข้าไปเปิดเผยรายได้เองมักคุ้มค่าที่สุดเสมอ
เพราะต้นทุนที่ต้องจ่ายคือภาษีที่ควรจ่ายอยู่แล้วบวกเงินเพิ่มเพียงเล็กน้อยตามระยะเวลาที่ล่าช้า
เทียบกับความเสี่ยงเบี้ยปรับเต็มเพดานและความเสี่ยงทางอาญาหากถูกมองว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีในภายหลัง
การทำให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ยังช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดและขยายธุรกิจต่อได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีหนังสือจากสรรพากรมาถึงเมื่อไร
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง แม่ค้าออนไลน์ไม่เคยยื่นภาษี ควรเปิดเผยเองก่อนถูกตรวจสอบไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไม่เคยยื่นภาษีมาหลายปี ควรยื่นย้อนหลังกี่ปี?
หลักการทั่วไปคือควรยื่นแบบให้ครบทุกปีภาษีที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบ ไม่ใช่ยึดตามกรอบอายุความขั้นต่ำเพียงอย่างเดียว
เพราะกรณีไม่เคยยื่นแบบเลยกฎหมายให้อำนาจกรมสรรพากรประเมินย้อนหลังได้นานกว่ากรณียื่นแบบผิดพลาด
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินจำนวนปีที่เหมาะสมตามข้อเท็จจริงของแต่ละราย
เปิดเผยรายได้เองแล้วจะถูกดำเนินคดีอาญาไหม
ความเสี่ยงต่ำกว่ากรณีถูกตรวจพบมาก เพราะการเดินเข้ามายื่นแบบและชำระภาษีเองแสดงเจตนาสุจริตในการแก้ไข โทษอาญาตามมาตรา 35 (ไม่ยื่นแบบ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท) และมาตรา 37
(เจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000
ถึง 200,000 บาท) มีไว้สำหรับกรณีร้ายแรงหรือมีพฤติการณ์ปกปิดชัดเจน ไม่ใช่บทลงโทษปกติสำหรับผู้ที่เข้ามาแก้ไขให้ถูกต้องเอง
เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน คำนวณอย่างไร และลดได้หรือไม่
เงินเพิ่มตามมาตรา 27 คำนวณจากยอดภาษีที่ต้องชำระ ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับตั้งแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบจนถึงวันที่ชำระจริง แต่รวมแล้วไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย
เป็นอัตราคงที่ตามกฎหมายที่ไม่มีดุลยพินิจให้เจ้าหน้าที่งดหรือลดตามอำเภอใจ (มีเพียงกรณีได้รับอนุมัติขยายเวลาชำระภาษีเป็นการเฉพาะซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราลดลงไว้ต่างหาก)
ยิ่งยื่นและชำระเร็วเท่าไรก็ยิ่งจ่ายน้อยลงเท่านั้น
ยอดขายออนไลน์เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องทำอะไรเพิ่มนอกจากภาษีเงินได้
ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ยอดขายเกินเกณฑ์ และยื่นแบบ ภ.พ.30 ย้อนหลังตั้งแต่เดือนที่ยอดขายเกินเกณฑ์
ซึ่งมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแยกต่างหากจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ควรให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณภาระ VAT
ควบคู่ไปกับการเปิดเผยรายได้ย้อนหลังในคราวเดียวกัน
เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน