นักพัฒนาที่ใช้เครื่องมือ No-code หรือ Low-code เช่น Bubble, Adalo, Glide, FlutterFlow สร้างแอปให้ลูกค้าโดยไม่ต้องเขียนโค้ดทั้งหมด มักเริ่มต้นรับงานแบบฟรีแลนซ์ก่อนจะขยายเป็นทีม บทความนี้อธิบายภาระภาษีที่ต้องรู้ตั้งแต่ยังทำคนเดียวจนถึงวันที่ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล

รายได้จากงาน No-code/Low-code จัดเป็นเงินได้ประเภทใด

นักพัฒนาที่รับงานสร้างแอปด้วยเครื่องมือ No-code หรือ Low-code เช่น Bubble, Adalo, Glide, OutSystems หรือ FlutterFlow ส่วนใหญ่มีรายได้จากการรับจ้างทำของ หรือการให้บริการทางวิชาชีพ ซึ่งตามประมวลรัษฎากรจัดเป็นเงินได้พึงประเมิน แต่จะเป็นมาตรา 40(2) เงินได้จากการรับทำงานให้ หรือ 40(7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาสัมภาระ หรือ 40(8) เงินได้จากการประกอบธุรกิจ ขึ้นอยู่กับลักษณะงานจริงว่าเป็นการขายแรงงานอย่างเดียวหรือมีการลงทุนเครื่องมือ/จ้างทีมงานร่วมด้วย ซึ่งส่งผลต่อสิทธิหักค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อจัดประเภทเงินได้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะมีผลโดยตรงต่อภาษีที่ต้องชำระ

ในทางปฏิบัติ นักพัฒนาที่รับงานเป็นโปรเจกต์ (Project-based) ให้บริษัทหรือหน่วยงาน มักถูกผู้ว่าจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงิน และต้องนำเงินได้มายื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด. 90 หรือ 94) ด้วยตนเอง

ทำงานในนามบุคคลธรรมดา: ต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง

นักพัฒนาที่ยังทำงานคนเดียวในช่วงเริ่มต้น ควรทำความเข้าใจภาระภาษีดังนี้

  • ภ.ง.ด. 94: ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภายในเดือนกันยายน สำหรับเงินได้ประเภท 40(5)-40(8) ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก
  • ภ.ง.ด. 90: ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สรุปรายได้ทั้งปีและคำนวณภาษีสุทธิ
  • ใบหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ): ต้องขอเก็บจากลูกค้าทุกครั้งที่ถูกหักภาษี เพื่อนำมาเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี หากไม่เก็บไว้จะเสียสิทธิ์และอาจต้องจ่ายภาษีซ้ำซ้อน

VAT สำหรับนักพัฒนา No-code/Low-code

เมื่อรายได้จากการให้บริการพัฒนาแอปเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันกับกรมสรรพากร) ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้งที่เรียกเก็บเงิน แม้จะทำงานในนามบุคคลธรรมดาก็ต้องจด VAT เช่นเดียวกับนิติบุคคล เพราะเกณฑ์ VAT ผูกกับรายได้ ไม่ได้ผูกกับรูปแบบการจดทะเบียนธุรกิจ

ข้อควรระวังคือ นักพัฒนาบางรายรับงานผ่านแพลตฟอร์ม Freelance Marketplace ต่างประเทศ เช่น Upwork หรือ Fiverr และรับเงินเป็นสกุลต่างประเทศ รายได้เหล่านี้ยังคงต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้และนับรวมในเกณฑ์ VAT ตามปกติ เพราะเป็นการให้บริการโดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย

เมื่อไรควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล

เมื่อรายได้เติบโตจนอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได (สูงสุดถึง 35% สำหรับเงินได้สุทธิระดับสูง) เริ่มสูงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลของ SME ที่ยกเว้นกำไร 300,000 บาทแรก และเสีย 15% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาทแต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท การจดทะเบียนบริษัทจะช่วยลดภาระภาษีโดยรวมได้ นอกจากนี้การมีบริษัทยังช่วยเรื่องความน่าเชื่อถือเมื่อรับงานจากองค์กรใหญ่ที่ต้องการทำสัญญากับนิติบุคคล

ปัจจัยบุคคลธรรมดานิติบุคคล (SME)
อัตราภาษีขั้นบันได 0-35% ตามเงินได้สุทธิยกเว้น 300,000 บาทแรก, 15% ส่วนเกินถึง 3 ล้านบาท, 20% ส่วนเกิน
การหักค่าใช้จ่ายหักตามจริงหรือเหมาตามประเภทเงินได้หักตามจริงทุกรายการที่มีเอกสาร
ความน่าเชื่อถือกับลูกค้าองค์กรปานกลางสูงกว่า
ต้นทุนการดำเนินการต่ำต้องมีผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี

ค่าใช้จ่ายที่หักได้: License เครื่องมือ No-code และ Cloud Hosting

นักพัฒนา No-code/Low-code มีต้นทุนหลักคือค่า License รายเดือนของแพลตฟอร์ม เช่น Bubble Team Plan, FlutterFlow Pro หรือค่า Hosting บน AWS, Google Cloud ค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ หากทำในนามนิติบุคคล ต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงินที่ระบุชื่อบริษัทให้ครบถ้วน และหากผู้ให้บริการเป็นบริษัทต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการในไทย ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนด้วยแบบ ภ.พ. 36 เช่นเดียวกับธุรกิจซอฟต์แวร์อื่นๆ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่เก็บใบหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้า: ทำให้เสียสิทธิ์เครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี ต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวนโดยไม่ได้หักลบส่วนที่ถูกหักไปแล้ว
  • ไม่แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ: ทำให้คำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายจริงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อรับเงินจากหลายช่องทาง เช่น โอนตรง, PayPal, หรือ Payoneer
  • ลืมนับรวมรายได้จากแพลตฟอร์ม Freelance ต่างประเทศ: คิดว่าเงินที่รับจากต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษีในไทย ซึ่งไม่ถูกต้องหากผู้ให้บริการมีถิ่นที่อยู่ในไทย
  • ไม่จด VAT ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์แล้ว: เพราะเข้าใจผิดว่าทำงานคนเดียวไม่ต้องจด VAT ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด
  • เลือกจดนิติบุคคลเร็วเกินไปโดยไม่คำนวณความคุ้มค่า: การมีนิติบุคคลมีต้นทุนค่าทำบัญชีและผู้สอบบัญชีทุกปี ควรคำนวณเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

นักพัฒนา No-code รายหนึ่งรับงานสร้างแอปสั่งอาหารด้วย FlutterFlow ให้ลูกค้าองค์กร 3 ราย ปีแรกมีรายได้รวม 900,000 บาท ยังทำในนามบุคคลธรรมดา ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดทุกครั้ง เมื่อถึงสิ้นปีนำใบหัก ณ ที่จ่ายทั้งหมดมายื่น ภ.ง.ด. 90 พร้อมหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิ ทำให้ภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมน้อยมากเพราะถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ล่วงหน้าเกือบครบแล้ว ปีถัดมารายได้เพิ่มเป็น 2.5 ล้านบาท จึงตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทเพื่อใช้สิทธิภาษี SME และแยกความรับผิดชอบทางกฎหมายออกจากทรัพย์สินส่วนตัว

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

นักพัฒนา No-code/Low-code ควรเริ่มต้นด้วยการเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่วันแรก ทั้งใบหัก ณ ที่จ่าย ใบเสร็จค่า License เครื่องมือ และสัญญาว่าจ้างทุกโปรเจกต์ เมื่อรายได้เริ่มโตเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีให้เตรียมจด VAT ทันที และเมื่อรายได้เริ่มสูงจนภาษีบุคคลธรรมดาแพงกว่าภาษีนิติบุคคล SME ให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อประเมินความคุ้มค่าในการเปลี่ยนโครงสร้างเป็นบริษัทจำกัด การวางแผนตั้งแต่ต้นจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง นักพัฒนาแอปด้วย No-code/Low-code เสียภาษีอย่างไรให้ถูก ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

นักพัฒนา No-code ที่รับงานฟรีแลนซ์ต้องยื่นภาษีแบบไหน

หากยังทำในนามบุคคลธรรมดา ต้องยื่น ภ.ง.ด. 94 (ครึ่งปี) และ ภ.ง.ด. 90 (ประจำปี) โดยนำใบหัก ณ ที่จ่ายที่ได้รับจากลูกค้ามาเครดิตภาษี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดประเภทเงินได้ให้ถูกต้องตามลักษณะงานจริง

รายได้จากแพลตฟอร์ม Freelance ต่างประเทศ เช่น Upwork ต้องเสียภาษีในไทยหรือไม่

ต้องเสีย หากผู้ให้บริการมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย รายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามปกติ และนับรวมในเกณฑ์การจด VAT ด้วย

นักพัฒนา No-code ควรจดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อรายได้เท่าไร

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปเมื่อรายได้เติบโตจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดสูงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคล SME ที่ยกเว้น 300,000 บาทแรกและเสีย 15% ส่วนเกิน ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อประเมินความคุ้มค่าของการเปลี่ยนโครงสร้าง

ค่า License เครื่องมือ No-code เช่น Bubble หรือ FlutterFlow หักภาษีได้หรือไม่

หักได้ หากเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจโดยตรงและมีหลักฐานการชำระเงินครบถ้วน กรณีทำในนามนิติบุคคลควรมีใบเสร็จระบุชื่อบริษัท และหากผู้ให้บริการเป็นต่างประเทศต้องนำส่ง VAT ภ.พ. 36 ตามหลักเกณฑ์

นักพัฒนา No-code ต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ว่าจะทำในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพราะเกณฑ์ VAT ผูกกับจำนวนรายได้ ไม่ใช่รูปแบบการจดทะเบียนธุรกิจ

ไม่ได้ขอใบหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้าบางราย จะมีปัญหาอะไร

จะเสียสิทธิ์นำภาษีที่ถูกหักไว้แล้วมาเครดิตตอนยื่นแบบประจำปี ทำให้ต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวนซ้ำอีกครั้ง จึงควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากลูกค้าทุกครั้งที่ถูกหักเงิน

งานที่รับเป็นโปรเจกต์เดียวจบ กับงานดูแลระบบรายเดือน ภาษีต่างกันหรือไม่

ประเภทเงินได้และการหักภาษี ณ ที่จ่ายอาจแตกต่างกันตามลักษณะสัญญา งานโปรเจกต์เดียวมักถือเป็นการรับจ้างทำของ ส่วนงานดูแลรายเดือนอาจเข้าข่ายบริการต่อเนื่อง ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญภาษีเพื่อกำหนดอัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องในแต่ละสัญญา