เจ้าของธุรกิจไทยที่มีบริษัทในเครือหรือคู่ค้าอยู่ต่างประเทศ อาจเคยเจอสถานการณ์ที่สรรพากรของอีกประเทศปรับปรุงราคาธุรกรรมย้อนหลัง

จนทำให้กำไรก้อนเดียวกันถูกเก็บภาษีซ้ำทั้งในไทยและต่างประเทศ บทความนี้อธิบายว่า Mutual Agreement Procedure หรือ

MAP คืออะไร ใช้สิทธิยื่นขอความช่วยเหลือได้ในกรณีใดบ้าง มีขั้นตอนและกำหนดเวลาอย่างไรตามอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ไทยลงนามไว้ และมาตรฐาน BEPS Action 14

ที่ไทยรับรองส่งผลต่อกระบวนการนี้อย่างไร

เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการและผู้บริหารการเงินที่กำลังเผชิญข้อพิพาทราคาโอนหรือข้อพิพาทตามอนุสัญญาภาษีซ้อนข้ามประเทศ

สารบัญบทความ
  1. ภาษีซ้อนจากข้อพิพาท Transfer Pricing เกิดขึ้นได้อย่างไร
  2. MAP คืออะไร ใช้สิทธิได้ในกรณีใดบ้าง
  3. ขั้นตอนยื่นคำร้องขอ MAP กับกรมสรรพากรไทย
  4. สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจยื่น MAP
  5. เปรียบเทียบ MAP กับช่องทางแก้ไขภาษีซ้อนอื่น
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ภาษีซ้อนจากข้อพิพาท Transfer Pricing เกิดขึ้นได้อย่างไร

ธุรกิจไทยที่มีบริษัทในเครือหรือบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ และทำธุรกรรมซื้อขายสินค้า บริการ หรือค่าสิทธิระหว่างกัน ต้องกำหนดราคาตามหลักราคาตลาด (Arm's Length Principle) ตามมาตรา 71

ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นมา ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อหน่วยงานภาษีของประเทศหนึ่งตรวจสอบและปรับปรุงราคาธุรกรรมนั้นฝ่ายเดียว

โดยอีกประเทศไม่ได้ปรับปรุงตาม เช่น

สรรพากรของประเทศคู่ค้าตรวจสอบบริษัทแม่แล้วเห็นว่าราคาที่จ่ายให้บริษัทไทยสูงเกินไป จึงไม่ยอมให้หักเป็นค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน ทำให้บริษัทแม่ต้องเสียภาษีเพิ่มจากกำไรส่วนนั้น

ทั้งที่บริษัทไทยก็รับรู้รายได้และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ก้อนเดียวกันไปแล้วในไทย

นอกจากข้อพิพาทเรื่องราคาโอนแล้ว ภาษีซ้อนยังเกิดได้จากการตีความอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA) ที่ไม่ตรงกัน เช่น

สองประเทศต่างอ้างว่าบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศตน การวินิจฉัยว่ามีสถานประกอบการถาวร (Permanent

Establishment) หรือไม่ หรือการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่สูงกว่าที่อนุสัญญากำหนด กรณีเหล่านี้ล้วนทำให้กำไรก้อนเดียวถูกเก็บภาษีซ้ำจากสองประเทศ

ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ไทยทำไว้กับประเทศคู่สัญญากว่า 60 ประเทศ

MAP คืออะไร ใช้สิทธิได้ในกรณีใดบ้าง

Mutual Agreement Procedure หรือ MAP คือกระบวนการที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาภาษีซ้อนแทบทุกฉบับของไทย โดยทั่วไปอยู่ในข้อบทว่าด้วยกระบวนการความตกลงร่วมกัน (มักเป็นข้อ 25 ตามแบบ OECD

Model และ UN Model แต่หมายเลขข้ออาจต่างกันไปในแต่ละฉบับ)

ให้สิทธิผู้เสียภาษีที่เห็นว่าตนถูกเก็บภาษีไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของอนุสัญญา ยื่นคำร้องต่อหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Competent Authority) ของประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ทางภาษี

เพื่อให้หน่วยงานนั้นเจรจากับหน่วยงานผู้มีอำนาจของอีกประเทศโดยตรง

โดยมีเป้าหมายขจัดภาษีซ้อนที่เกิดขึ้น สำหรับประเทศไทย หน่วยงานผู้มีอำนาจฝ่ายไทยคืออธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

(เรียกโดยทั่วไปว่ากรมสรรพากร)

ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD/G20 Inclusive Framework on BEPS ตั้งแต่ปี 2560 และให้คำมั่นปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของ BEPS Action 14 (Making Dispute Resolution Mechanisms

More Effective) ซึ่งกำหนดว่าประเทศสมาชิกต้อง (1)

ดำเนินการแก้ไขข้อพิพาทที่เกี่ยวกับอนุสัญญาด้วยความสุจริตและภายในระยะเวลาที่เหมาะสม (2) มีกระบวนการบริหารจัดการที่ส่งเสริมการป้องกันและแก้ไขข้อพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (3)

เปิดให้ผู้เสียภาษีที่เข้าเงื่อนไขเข้าถึงกระบวนการ MAP ได้จริง

กรณีที่มักเข้าเงื่อนไขขอ MAP ได้แก่ การถูกปรับปรุงราคาโอนโดยไม่มีการปรับปรุงสอดคล้องกันของอีกฝ่าย (Corresponding Adjustment ตามข้อบทว่าด้วยวิสาหกิจในเครือเดียวกัน)

ข้อพิพาทเรื่องถิ่นที่อยู่ทางภาษีซ้อนกัน

การวินิจฉัยสถานประกอบการถาวรที่ไม่ตรงกัน และการถูกปฏิเสธสิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาที่ควรได้รับ ทั้งนี้

กรมสรรพากรจะรับพิจารณาเฉพาะคำร้องที่ยื่นโดยผู้เสียภาษีซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทยตามที่อนุสัญญากำหนดเท่านั้น

ขั้นตอนยื่นคำร้องขอ MAP กับกรมสรรพากรไทย

เมื่อธุรกิจพบว่ากำลังเผชิญภาษีซ้อนจากเหตุข้างต้น ควรดำเนินการตามลำดับดังนี้

  • ตรวจสอบข้อบท MAP ในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง: ยืนยันว่าอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้ามีข้อบทว่าด้วย MAP และศึกษาเงื่อนไข รวมถึงกำหนดเวลายื่นคำร้องที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฉบับนั้นโดยเฉพาะ เพราะแต่ละฉบับอาจเขียนแตกต่างกัน
  • ยื่นคำร้องเป็นหนังสือภาษาไทยภายในกำหนดเวลา: คำร้องขอ MAP ต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรภาษาไทย ยื่นต่อกรมสรรพากร โดยกำหนดเวลายื่นให้เป็นไปตามที่ระบุไว้เฉพาะในอนุสัญญาแต่ละฉบับ นับจากวันที่ได้รับแจ้งการกระทำที่ทำให้เกิดภาษีไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาเป็นครั้งแรก (อนุสัญญาส่วนใหญ่ของไทยใช้กรอบเวลา 3 ปีตามแบบมาตรฐาน OECD/UN Model แต่บางฉบับอาจกำหนดต่างออกไป) เช่น วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการปรับปรุงราคาโอนจากสรรพากรต่างประเทศ จึงต้องรีบดำเนินการทันทีที่ทราบเหตุ ไม่ควรรอจนใกล้ครบกำหนด
  • เตรียมเอกสารประกอบให้ครบ: หนังสือแจ้งผลการประเมินหรือปรับปรุงจากทั้งสองประเทศ (ถ้ามี) เอกสาร Transfer Pricing ที่เกี่ยวข้อง (Local File, Master File หรือแบบเปิดเผยข้อมูลตามมาตรา 71 ตรี หากเข้าเกณฑ์รายได้ 200 ล้านบาทขึ้นไป) การคำนวณจำนวนภาษีซ้อนที่เกิดขึ้นจริงทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศ ข้อบทของอนุสัญญาที่อ้างถึง และรายละเอียดการดำเนินการอื่นที่เคยใช้แก้ปัญหานี้ในทั้งสองประเทศ (ถ้ามี)
  • ยื่นคำร้องต่อกรมสรรพากรในฐานะหน่วยงานผู้มีอำนาจฝ่ายไทย: เจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าคำร้องมีมูลตามอนุสัญญาหรือไม่ หากเห็นว่ามีมูล จะเริ่มกระบวนการเจรจากับหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญา โดยการติดต่อประสานงานจะดำเนินการผ่านศูนย์กิจการภาษีระหว่างประเทศของกรมสรรพากร

ควรทราบว่าการยื่นคำร้อง MAP เป็นกระบวนการที่แยกจากการอุทธรณ์การประเมินภาษีในประเทศตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์เพียง 30

วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน สั้นกว่ากำหนดเวลายื่น MAP มาก

โดยหลักการแล้วธุรกิจสามารถยื่นคำร้อง MAP คู่ขนานไปกับการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรในประเทศได้ แต่หากศาลไทยมีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นนั้นแล้ว

กรมสรรพากรจะไม่สามารถเจรจาผลลัพธ์ MAP ที่ขัดกับคำพิพากษานั้นได้

ธุรกิจจึงควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีตั้งแต่ต้นว่าจะใช้ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง หรือดำเนินการคู่ขนานกันทั้งสองช่องทาง เพื่อไม่ให้เสียสิทธิใดสิทธิหนึ่งไปเพราะพลาดกำหนดเวลา

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจยื่น MAP

MAP ไม่ใช่ทางลัดที่รับประกันผลลัพธ์ หน่วยงานผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่เพียง "พยายามอย่างเต็มที่" เจรจาหาข้อยุติร่วมกัน ไม่ใช่ข้อผูกพันว่าจะต้องบรรลุข้อตกลงเสมอไป มาตรฐาน

BEPS Action 14 กำหนดเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกพยายามปิดเคส MAP

โดยเฉลี่ยภายในประมาณ 24 เดือน แต่กรณีที่ซับซ้อน โดยเฉพาะข้อพิพาทราคาโอนที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบจำนวนมาก อาจใช้เวลานานกว่านั้น ธุรกิจจึงควรวางแผนกระแสเงินสดรองรับ

เพราะการยื่นคำร้อง MAP

โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้หน้าที่ชำระภาษีตามที่ถูกประเมินไว้หยุดชะงักโดยอัตโนมัติ ยังคงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติเรื่องการชำระภาษีของประมวลรัษฎากรตามปกติ

อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ อนุสัญญาภาษีซ้อนของไทยโดยทั่วไปยังไม่มีกลไกอนุญาโตตุลาการภาคบังคับ (Mandatory Binding Arbitration) เป็นทางเลือกสุดท้ายหากเจรจา MAP ไม่สำเร็จ

เนื่องจากไทยยังไม่ได้เข้าร่วมข้อกำหนดว่าด้วยอนุญาโตตุลาการภาคบังคับตาม

Multilateral Instrument (MLI) ส่วนที่ 6 ซึ่งหมายความว่าหากเจรจาไม่บรรลุข้อตกลง ภาษีซ้อนอาจยังคงค้างอยู่โดยไม่มีกลไกบังคับให้ยุติ

จึงควรตรวจสอบข้อบทเฉพาะของอนุสัญญาแต่ละฉบับกับที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจว่าจะยื่น MAP หรือไม่ หากผลการเจรจา

MAP นำไปสู่การปรับปรุงราคาที่สอดคล้องกัน (Corresponding Adjustment) บริษัทอาจต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 เพิ่มเติมเพื่อสะท้อนผลการเจรจาด้วย

สำหรับธุรกิจที่คาดว่าจะมีธุรกรรมกับบริษัทในเครือต่างประเทศต่อเนื่องหลายปีและกังวลเรื่องข้อพิพาทซ้ำซาก

ควรพิจารณาทำ Advance Pricing Agreement (APA) แบบทวิภาคีร่วมกับประเทศคู่ค้าไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทและต้องพึ่ง MAP ซ้ำในอนาคต

เปรียบเทียบ MAP กับช่องทางแก้ไขภาษีซ้อนอื่น

เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรใช้ช่องทางใดตามลักษณะปัญหา สรุปเปรียบเทียบไว้ดังนี้

ประเด็นMAPอุทธรณ์ภาษีในประเทศAPA (ทวิภาคี)
ใช้เมื่อใดเกิดภาษีซ้อนแล้วจากการปรับปรุง/ตีความ DTA ไม่ตรงกันไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีของสรรพากรไทยเพียงฝ่ายเดียวต้องการป้องกันข้อพิพาทราคาโอนล่วงหน้า ก่อนเกิดปัญหา
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรมสรรพากรไทยเจรจากับหน่วยงานภาษีต่างประเทศกรมสรรพากรไทยฝ่ายเดียว (และศาลภาษีอากรหากอุทธรณ์ต่อ)กรมสรรพากรไทยและหน่วยงานภาษีต่างประเทศร่วมตกลงล่วงหน้า
กำหนดเวลายื่นตามที่ระบุในแต่ละอนุสัญญา (ส่วนใหญ่ประมาณ 3 ปี)30 วันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน ตามมาตรา 30ก่อนเกิดธุรกรรมหรือข้อพิพาท ไม่มีกำหนดตายตัว
ผลลัพธ์ที่คาดหวังขจัดภาษีซ้อนที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับประกันผลยกเลิกหรือลดยอดประเมินภาษีในไทยความแน่นอนของวิธีกำหนดราคาล่วงหน้าหลายปี

ตัวอย่างเช่น บริษัทไทยผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกให้บริษัทแม่ในต่างประเทศทั้งหมด ต่อมาสรรพากรของประเทศบริษัทแม่ตรวจสอบและเห็นว่าราคาที่จ่ายให้บริษัทไทยสูงเกินกว่าราคาตลาด

จึงปรับลดค่าใช้จ่ายที่หักได้ของบริษัทแม่

ทำให้บริษัทแม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม ขณะที่บริษัทไทยก็เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้เต็มจำนวนไปแล้วในไทย เกิดภาษีซ้อนจากกำไรส่วนเดียวกัน กรณีนี้บริษัทไทยสามารถยื่นคำร้องขอ MAP

ต่อกรมสรรพากรไทยเพื่อขอให้เจรจากับหน่วยงานภาษีของประเทศบริษัทแม่

ให้พิจารณาปรับปรุงราคาให้สอดคล้องกันทั้งสองฝ่าย

ซึ่งหากเจรจาสำเร็จจะช่วยขจัดภาษีซ้อนที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเจรจาฝ่ายเดียวกับสรรพากรต่างประเทศซึ่งบริษัทไทยไม่มีอำนาจเจรจาโดยตรง ทั้งนี้

ผลลัพธ์ของแต่ละเคสขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะราย จึงควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีระหว่างประเทศเพื่อประเมินความเป็นไปได้ก่อนดำเนินการ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง Mutual Agreement Procedure (MAP) แก้ปัญหาภาษีซ้อนอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

MAP คืออะไร ต่างจากการอุทธรณ์ภาษีในประเทศอย่างไร

MAP (Mutual Agreement Procedure) คือกระบวนการที่หน่วยงานภาษีของสองประเทศเจรจากันโดยตรงเพื่อขจัดภาษีซ้อนที่เกิดจากการปรับปรุงราคาโอนหรือการตีความอนุสัญญาภาษีซ้อนไม่ตรงกัน

ต่างจากการอุทธรณ์ภาษีตามมาตรา 30

แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นการโต้แย้งกับกรมสรรพากรไทยฝ่ายเดียวเท่านั้น และมีกำหนดเวลายื่นเพียง 30 วัน ทั้งสองช่องทางมีกำหนดเวลาต่างกันมากและสามารถดำเนินการคู่ขนานกันได้ในหลายกรณี

แต่หากศาลไทยมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

กรมสรรพากรจะไม่สามารถเจรจาผลลัพธ์ MAP ที่ขัดกับคำพิพากษานั้นได้ ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนเลือกใช้ช่องทาง

ยื่นคำร้องขอ MAP มีกำหนดเวลาเท่าใด

อนุสัญญาภาษีซ้อนส่วนใหญ่ของไทยกำหนดให้ยื่นคำร้องภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับแจ้งการกระทำที่ทำให้เกิดภาษีไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาเป็นครั้งแรก เช่น

วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลปรับปรุงราคาโอนจากสรรพากรต่างประเทศ

แต่ระยะเวลาที่แน่นอนอาจแตกต่างกันในแต่ละฉบับ จึงควรตรวจสอบข้อบทของอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องให้แน่ชัดก่อนยื่น คำร้องต้องยื่นเป็นลายลักษณ์อักษรภาษาไทยต่อกรมสรรพากร

ยื่น MAP แล้วรับประกันหรือไม่ว่าจะไม่ต้องเสียภาษีซ้อน

ไม่รับประกัน กระบวนการ MAP เป็นเพียงข้อผูกพันของหน่วยงานภาษีทั้งสองประเทศที่จะพยายามอย่างเต็มที่เจรจาหาข้อยุติร่วมกัน ไม่ใช่ข้อผูกพันที่ต้องบรรลุข้อตกลงเสมอไป หากเจรจาไม่สำเร็จ

ภาษีซ้อนอาจยังคงอยู่โดยไม่มีทางออกอื่น

เนื่องจากอนุสัญญาภาษีซ้อนของไทยโดยทั่วไปยังไม่มีกลไกอนุญาโตตุลาการภาคบังคับ (Mandatory Binding Arbitration) เป็นทางเลือกสุดท้ายรองรับ

จึงควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีตั้งแต่ต้นเพื่อประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละเคส

ระหว่างรอผล MAP ต้องชำระภาษีที่ถูกประเมินไปก่อนหรือไม่

โดยทั่วไปการยื่นคำร้อง MAP ไม่ได้ทำให้หน้าที่ชำระภาษีตามที่ถูกประเมินหยุดชะงักโดยอัตโนมัติ ยังคงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติเรื่องการชำระภาษีของประมวลรัษฎากรตามปกติ

ธุรกิจจึงควรวางแผนกระแสเงินสดรองรับไว้ล่วงหน้า

และสอบถามกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีว่ามีช่องทางขอทุเลาการชำระภาษีระหว่างกระบวนการเจรจาได้หรือไม่ในแต่ละกรณี

หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น