เมดิคัลสปาที่มีแพทย์ประจำและให้หัตถการทางการแพทย์ ใช้ใบอนุญาตคนละประเภทกับสปาเพื่อสุขภาพทั่วไป และผลต่างนี้ส่งผลตรงไปถึงภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

เพราะบริการทางการแพทย์บางส่วนได้รับยกเว้น VAT ขณะที่บริการสปาเพื่อความผ่อนคลายทั่วไปต้องเสีย

VAT ตามปกติ

สารบัญบทความ
  1. เมดิคัลสปาคืออะไร ต่างจากสปาทั่วไปตรงไหน
  2. ทำไมใบอนุญาตต่างกันถึงทำให้ภาษีต่างกัน
  3. กรณีธุรกิจมีทั้งสปาและเมดิคัลสปาในที่เดียวกัน
  4. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เมดิคัลสปาคืออะไร ต่างจากสปาทั่วไปตรงไหน

คำว่า "เมดิคัลสปา" (Medical Spa) และ "สปา" ทั่วไป มักถูกใช้ปะปนกันในการตลาด แต่ในทางกฎหมายไทยทั้งสองเป็นธุรกิจคนละประเภทที่ต้องขอใบอนุญาตต่างกันโดยสิ้นเชิง

  • สปาเพื่อสุขภาพทั่วไป (Spa) คือธุรกิจที่ให้บริการนวด ผ่อนคลาย ดูแลผิวพรรณโดยไม่มีการใช้ยาหรือหัตถการทางการแพทย์ ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสปาตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ผ่านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)
  • เมดิคัลสปา (Medical Spa) คือสถานที่ที่มีการให้บริการทางการแพทย์ร่วมด้วย เช่น ฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ เลเซอร์ผิวหนัง หรือหัตถการที่ต้องใช้แพทย์เป็นผู้ทำหรือควบคุมดูแลโดยตรง กรณีนี้ต้องขอใบอนุญาตเป็น "สถานพยาบาล" (คลินิกเวชกรรม) ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และต้องมีแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นผู้ดำเนินการหรือผู้ประกอบวิชาชีพประจำ

ความแตกต่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องป้ายชื่อธุรกิจ แต่เป็นการกำหนดสถานะทางกฎหมายที่ส่งผลต่อทั้งบุคลากรที่ต้องจ้าง มาตรฐานอุปกรณ์การแพทย์ และที่สำคัญที่สุดคือ

ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการ

ทำไมใบอนุญาตต่างกันถึงทำให้ภาษีต่างกัน

ตามประมวลรัษฎากร การประกอบโรคศิลปะและการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในขณะที่การให้บริการเพื่อความสวยงามหรือผ่อนคลายทั่วไป (ที่ไม่ใช่การรักษาพยาบาลโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม)

ถือเป็นการให้บริการเชิงพาณิชย์ที่ต้องเสีย VAT ตามปกติหากมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (1.8 ล้านบาทต่อปี ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบัน)

ลักษณะบริการใบอนุญาตที่ต้องมีสถานะ VAT
นวดผ่อนคลาย ทรีตเมนต์ผิวทั่วไป ไม่มีแพทย์ใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (สปา)ต้องเสีย VAT หากรายได้เกินเกณฑ์
ฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ เลเซอร์ โดยแพทย์ใบอนุญาตสถานพยาบาล (คลินิกเวชกรรม)ยกเว้น VAT เฉพาะค่าบริการรักษาพยาบาล
ขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม เครื่องสำอางตามกฎหมายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องต้องเสีย VAT ตามปกติ (ถือเป็นการขายสินค้า)

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ แม้จะมีใบอนุญาตสถานพยาบาลถูกต้อง ก็ไม่ได้แปลว่ารายได้ทั้งหมดของกิจการจะได้รับยกเว้น VAT โดยอัตโนมัติ เพราะสิทธิ์ยกเว้นใช้เฉพาะกับ

"ค่าบริการรักษาพยาบาล" ที่กระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น

ส่วนรายได้จากการขายสินค้า (เช่น ครีมบำรุง เซรั่ม) ยังคงต้องเสีย VAT ตามปกติ

กรณีธุรกิจมีทั้งสปาและเมดิคัลสปาในที่เดียวกัน

ผู้ประกอบการหลายรายเปิดเป็น "ศูนย์ความงามครบวงจร" ที่มีทั้งบริการนวดผ่อนคลาย ทรีตเมนต์ผิวทั่วไป และหัตถการทางการแพทย์โดยแพทย์ในสถานที่เดียวกัน กรณีนี้ต้องดำเนินการดังนี้

  • แยกใบอนุญาตให้ครบทั้งสองประเภท: ทั้งใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพและใบอนุญาตสถานพยาบาล หากพื้นที่และบุคลากรเข้าเกณฑ์ทั้งสองแบบ
  • แยกบัญชีรายได้ชัดเจน: รายได้จากบริการที่แพทย์เป็นผู้ทำหรือควบคุมโดยตรง แยกจากรายได้บริการสปาทั่วไปและรายได้ขายสินค้า
  • เฉลี่ยภาษีซื้อของค่าใช้จ่ายร่วม: เช่น ค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำค่าไฟ ต้องปันส่วนตามสัดส่วนรายได้ที่ต้องเสีย VAT และที่ได้รับยกเว้น เพื่อเคลมภาษีซื้อได้อย่างถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้ชื่อ "เมดิคัลสปา" ในการตลาด แต่ไม่มีใบอนุญาตสถานพยาบาลรองรับ: เสี่ยงผิดกฎหมายสถานพยาบาลและถูกประเมิน VAT ย้อนหลังหากอ้างสิทธิ์ยกเว้นภาษีโดยไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง
  • ให้พยาบาลหรือช่างเสริมสวยทำหัตถการที่ต้องใช้แพทย์เท่านั้น: นอกจากผิดกฎหมายวิชาชีพเวชกรรมแล้ว ยังทำให้รายได้ส่วนนั้นไม่เข้าเกณฑ์ยกเว้น VAT
  • ไม่แยกบัญชีรายได้ระหว่างค่าหัตถการแพทย์กับค่าขายผลิตภัณฑ์: ทำให้คำนวณ VAT ผิดพลาดและเสี่ยงถูกประเมินเพิ่มเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ
  • ลืมขึ้นทะเบียน VAT เมื่อรายได้ส่วนที่ต้องเสียภาษีเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี: แม้กิจการจะมีใบอนุญาตสถานพยาบาลบางส่วนก็ตาม

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติศูนย์ความงามแห่งหนึ่งมีรายได้รวมต่อปี 8 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าฉีดฟิลเลอร์และเลเซอร์โดยแพทย์ 4 ล้านบาท (มีใบอนุญาตสถานพยาบาลรองรับ) ค่าบริการนวดและทรีตเมนต์ผิวทั่วไป 2.5

ล้านบาท และค่าขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว 1.5 ล้านบาท ในกรณีนี้ ส่วน 4

ล้านบาทจากหัตถการแพทย์ได้รับยกเว้น VAT ส่วนอีก 4 ล้านบาทที่เหลือ (นวด ทรีตเมนต์ทั่วไป และขายสินค้า) ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อจดทะเบียน VAT เพราะเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปีแล้ว

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ก่อนเปิดกิจการที่ใช้คำว่า "เมดิคัลสปา" ควรตัดสินใจให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะขอใบอนุญาตสถานพยาบาลจริงหรือไม่ หากมีบริการทางการแพทย์ผสมกับบริการสปาทั่วไป

ต้องวางระบบบัญชีแยกประเภทรายได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดกิจการ

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อคำนวณสัดส่วนเฉลี่ยภาษีซื้ออย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังและทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างถูกกฎหมายในระยะยาว

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เมดิคัลสปากับสปาทั่วไปต้องขอใบอนุญาตต่างกันจริงไหม

จริง สปาทั่วไปขอใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพผ่านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ส่วนเมดิคัลสปาที่มีหัตถการทางการแพทย์ต้องขอใบอนุญาตสถานพยาบาล (คลินิกเวชกรรม)

และมีแพทย์เป็นผู้ดำเนินการหรือผู้ประกอบวิชาชีพประจำ

รายได้ของเมดิคัลสปาได้รับยกเว้น VAT ทั้งหมดหรือไม่

ไม่ทั้งหมด สิทธิ์ยกเว้น VAT ใช้เฉพาะค่าบริการรักษาพยาบาลที่กระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ส่วนรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการสปาทั่วไปยังคงต้องเสีย VAT

ตามปกติหากเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ถ้าธุรกิจมีทั้งสปาทั่วไปและเมดิคัลสปาในที่เดียวกัน ต้องทำอย่างไร

ต้องแยกใบอนุญาตให้ครบทั้งสองประเภทตามลักษณะบริการจริง แยกบัญชีรายได้ระหว่างค่าหัตถการแพทย์กับบริการสปาทั่วไปและการขายสินค้า

และเฉลี่ยภาษีซื้อของค่าใช้จ่ายร่วมตามสัดส่วนรายได้แต่ละประเภท

ใช้ชื่อธุรกิจว่าเมดิคัลสปาได้เลยไหมโดยไม่มีใบอนุญาตสถานพยาบาล

ไม่ควร หากไม่มีใบอนุญาตสถานพยาบาลรองรับแต่ให้บริการหัตถการทางการแพทย์หรืออ้างสิทธิ์ยกเว้น VAT อาจผิดกฎหมายสถานพยาบาลและถูกกรมสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ

รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในเมดิคัลสปาต้องเสีย VAT ไหม

ต้องเสีย เพราะถือเป็นการขายสินค้าไม่ใช่การให้บริการรักษาพยาบาล จึงไม่เข้าเกณฑ์ยกเว้น VAT ไม่ว่าจะขายในคลินิกเวชกรรมหรือสปาทั่วไปก็ตาม

ให้พยาบาลทำหัตถการแทนแพทย์เพื่อประหยัดต้นทุนได้ไหม

ไม่ควร นอกจากจะผิดกฎหมายวิชาชีพเวชกรรมแล้ว ยังทำให้รายได้จากหัตถการนั้นไม่เข้าเกณฑ์ได้รับยกเว้น VAT

เพราะสิทธิ์ยกเว้นกำหนดให้ต้องเป็นบริการที่กระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยตรง

ควรเริ่มปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ตอนไหน

ควรปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนเปิดกิจการ เพื่อกำหนดโครงสร้างใบอนุญาตและระบบบัญชีแยกประเภทรายได้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังในอนาคต

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม