เจ้าของโรงงานหรือกิจการที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ มักเจอสถานการณ์ที่ต้อง "ยกเครื่องใหญ่" เปลี่ยนชิ้นส่วนหลักราคาแพงเพื่อให้เครื่องจักรใช้งานต่อได้

คำถามที่ตามมาเสมอคือควรบันทึกค่าใช้จ่ายนี้เป็นสินทรัพย์แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา

หรือบันทึกเป็นค่าซ่อมแซมที่หักเป็นรายจ่ายได้ทันทีทั้งก้อน บทความนี้อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลรัษฎากร เกณฑ์ตัดสินที่ใช้ได้จริง หลักบัญชีเรื่องการตัดชิ้นส่วนเดิมออก

พร้อมตัวอย่างตัวเลขและเอกสารที่ต้องเตรียมไว้รองรับการตรวจสอบ

เหมาะสำหรับเจ้าของ SME สายการผลิตที่ต้องตัดสินใจเรื่องนี้บ่อยครั้ง เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป

กรณีของกิจการแต่ละแห่งควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเฉพาะราย

สารบัญบทความ
  1. กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร ทำไมต้องแยก "ทุน" กับ "ค่าใช้จ่าย" ให้ถูก
  2. เกณฑ์ตัดสิน: ยกเครื่องแบบไหนต้องตั้งเป็นสินทรัพย์
  3. หลักบัญชี: บันทึกทุนแล้วต้องตัดของเก่าออกด้วย
  4. ตัวอย่างบันทึกบัญชีและคำนวณค่าเสื่อมหลังยกเครื่อง
  5. เอกสารที่ต้องเตรียม และความเสี่ยงถ้าบันทึกผิดประเภท
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร ทำไมต้องแยก "ทุน" กับ "ค่าใช้จ่าย" ให้ถูก

เมื่อเครื่องจักรในโรงงานใช้งานมาหลายปีจนชิ้นส่วนหลักสึกหรอ เจ้าของกิจการมักตัดสินใจ "ยกเครื่องใหญ่" (major overhaul) เช่น เปลี่ยนมอเตอร์หลัก เปลี่ยนชุดเกียร์ทดรอบ

หรือเปลี่ยนแผงควบคุมทั้งชุด

ค่าใช้จ่ายจากงานเหล่านี้มักสูงตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท คำถามที่ตามมาเสมอคือ ควรบันทึกเป็นค่าซ่อมแซมที่หักเป็นรายจ่ายเต็มจำนวนในปีเดียว

หรือควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ที่ต้องทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคา

ประมวลรัษฎากรวางหลักไว้ชัดเจนในมาตรา 65 ตรี (5) ว่ารายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน

"แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม" ตามมาตรา 65 ทวิ (2) ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม

ที่นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทันทีทั้งก้อนไม่ได้ ต้องนำไปรวมเป็นราคาทุนของทรัพย์สินแล้วหักผ่านค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาแทน

พูดง่าย ๆ กฎหมายแยกงานซ่อมด้วยผลลัพธ์ที่เกิดกับเครื่องจักร ไม่ใช่ด้วยชื่อเรียกงานหรือมูลค่าเงินที่จ่ายไป หากเป็นการซ่อมเพื่อให้เครื่องจักรกลับมาใช้งานได้ตามสภาพเดิม

บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที แต่ถ้าเป็นการทำให้เครื่องจักรดีขึ้นกว่าเดิม

ต้องบันทึกเป็นทุนเสมอ

การแยกให้ถูกไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามของบัญชี แต่กระทบภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง หากบันทึกผิดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนทั้งที่จริงควรเป็นทุน

กรมสรรพากรมีสิทธิปรับปรุงกำไรสุทธิย้อนหลังโดยบวกกลับรายจ่ายต้องห้ามส่วนนั้นตาม ม.65 ตรี (5)

พร้อมเรียกเก็บภาษีที่ขาดไปพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย (อัตราเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นไปตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดในแต่ละกรณี

ควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีหากพบข้อผิดพลาดจริง)

เกณฑ์ตัดสิน: ยกเครื่องแบบไหนต้องตั้งเป็นสินทรัพย์

ในทางปฏิบัติ ให้ตั้งคำถาม 4 ข้อนี้กับงานยกเครื่องแต่ละครั้ง เพื่อดูว่าเข้าเกณฑ์ "ทำให้ดีขึ้น" หรือไม่

  • ยืดอายุการใช้งาน — งานนี้ทำให้เครื่องจักรใช้งานต่อได้นานกว่าที่เคยประมาณการไว้เดิมอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
  • เพิ่มสมรรถนะ — เพิ่มกำลังการผลิต ความเร็ว หรือคุณภาพของผลผลิตเกินกว่าสภาพเดิมที่ออกแบบไว้หรือไม่
  • ลักษณะชิ้นส่วนที่เปลี่ยน — เป็นการเปลี่ยนชิ้นส่วนหลัก (major component) ที่มีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับราคาทุนทั้งเครื่อง หรือเป็นเพียงอะไหล่สึกหรอตามวงจรปกติ เช่น ลูกปืน สายพาน ซีลกันรั่ว
  • ลดต้นทุนดำเนินงาน — ทำให้ประหยัดพลังงานหรือลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่

หากตอบ "ใช่" แม้เพียงข้อเดียวอย่างมีนัยสำคัญ งานนั้นเข้าข่ายต้องบันทึกเป็นทุน มูลค่าที่จ่ายสูงเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวชี้ขาด

แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ตรวจสอบขอบเขตงานอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

ลักษณะงาน บันทึกเป็น
เปลี่ยนลูกปืน สายพาน ซีล น้ำมันไฮดรอลิก ตามรอบบำรุงรักษาปกติ ค่าใช้จ่ายทันที
ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดให้กลับมาทำงานได้เท่าเดิม โดยไม่เพิ่มกำลังผลิตหรืออายุใช้งาน ค่าใช้จ่ายทันที
เปลี่ยนมอเตอร์หลักเป็นรุ่นใหม่กำลังสูงกว่าเดิม เพิ่มกำลังการผลิต สินทรัพย์ (ทุน)
เปลี่ยนระบบควบคุมทั้งชุดหรือโครงเครื่องหลัก ทำให้ใช้งานต่อได้อีกหลายปีเกินประมาณการเดิม สินทรัพย์ (ทุน)

หลักบัญชี: บันทึกทุนแล้วต้องตัดของเก่าออกด้วย

มาตรฐานการบัญชีไทยที่ใช้กับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (สำหรับกิจการ PAE คือ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (TAS 16) และสำหรับ SME ส่วนใหญ่คือ TFRS for

NPAE หมวดที่ดิน อาคารและอุปกรณ์) วางหลักการเดียวกับภาษีว่า

รายจ่ายที่ทำให้กิจการได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตเพิ่มขึ้นจากมาตรฐานเดิมของสินทรัพย์ ให้รวมเป็นราคาทุน

ส่วนรายจ่ายเพื่อซ่อมแซมและบำรุงรักษาตามปกติให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทันทีในงวดที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่เจ้าของกิจการมักมองข้ามคือ เมื่อยกเครื่องใหญ่เข้าเกณฑ์ต้องบันทึกเป็นทุน มาตรฐานบัญชีกำหนดให้ตัดมูลค่าตามบัญชีคงเหลือของชิ้นส่วนเดิมที่ถูกเปลี่ยนออกพร้อมกันด้วย

(derecognition) ไม่ใช่แค่บวกมูลค่าใหม่เข้าไปเฉย ๆ

เพราะจะทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในบัญชีสูงเกินจริง หากไม่สามารถระบุมูลค่าคงเหลือของชิ้นส่วนเดิมได้แน่ชัด

กิจการสามารถใช้ต้นทุนของการเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่เป็นฐานประมาณการมูลค่าคงเหลือของชิ้นส่วนเดิมได้ตามหลักการทางบัญชี

แนวคิดนี้เรียกกันในทางปฏิบัติว่า "component approach" หรือการคิดค่าเสื่อมราคาแยกตามส่วนประกอบสำคัญของสินทรัพย์

ซึ่งเหมาะกับเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีชิ้นส่วนหลักอายุการใช้งานต่างกัน เช่น โครงเครื่องอายุ 15 ปี แต่มอเตอร์หลักอายุ 5

ปีและต้องเปลี่ยนก่อน

ตัวอย่างบันทึกบัญชีและคำนวณค่าเสื่อมหลังยกเครื่อง

สมมติบริษัทมีเครื่องจักรผลิต ราคาทุนเดิม 3,000,000 บาท คิดค่าเสื่อมราคาอัตรา 20% ต่อปี ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527

สำหรับทรัพย์สินทั่วไปนอกเหนือจากอาคารและที่ดิน (กรณีเครื่องจักรที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นพิเศษ เช่น จาก BOI อาจมีเงื่อนไขหรืออัตราอื่นตามกฎหมายเฉพาะ) ผ่านมาแล้ว 3 ปี

ค่าเสื่อมสะสม 1,800,000 บาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 1,200,000 บาท

ปีที่ 4 บริษัทยกเครื่องใหญ่ เปลี่ยนมอเตอร์หลักและระบบควบคุมทั้งชุด ค่าใช้จ่าย 900,000 บาท ผลการเปลี่ยนทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นและใช้งานต่อได้อีกอย่างน้อย 5 ปี

งานนี้เข้าเกณฑ์ต้องบันทึกเป็นทุน

  • ประมาณมูลค่าคงเหลือของมอเตอร์และระบบควบคุมเดิมที่ถูกเปลี่ยน สมมติ 150,000 บาท ตัดออกเป็นรายการขาดทุนจากการจำหน่ายส่วนประกอบ
  • มูลค่าตามบัญชีหลังปรับปรุง = 1,200,000 − 150,000 + 900,000 = 1,950,000 บาท
  • คิดค่าเสื่อมราคาต่อไปจากฐาน 1,950,000 บาท ตามอายุใช้งานที่ประมาณการใหม่ (ไม่เกินอัตราสูงสุด 20% ต่อปีตามประเภทสินทรัพย์เดิม)
  • ปรับปรุงรายละเอียดในทะเบียนทรัพย์สินให้ตรงกับราคาทุนใหม่ วันที่ยกเครื่อง และอายุใช้งานที่ประมาณการใหม่

ตัวเลขมูลค่าคงเหลือของชิ้นส่วนเดิมในตัวอย่างนี้เป็นการประมาณการเพื่อความเข้าใจหลักการเท่านั้น

แต่ละกิจการต้องประเมินตามข้อเท็จจริงของสินทรัพย์ตนเองร่วมกับผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชี

เอกสารที่ต้องเตรียม และความเสี่ยงถ้าบันทึกผิดประเภท

เพราะเส้นแบ่งระหว่าง "ซ่อมให้คงสภาพเดิม" กับ "ทำให้ดีขึ้น" อาศัยดุลยพินิจและข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค เอกสารประกอบจึงสำคัญมากหากถูกสรรพากรตรวจสอบภายหลัง ควรเก็บให้ครบ

  • ใบเสนอราคาหรือสัญญาจ้างที่ระบุขอบเขตงานชัดเจน แยกรายการอะไหล่และค่าแรงแต่ละส่วน
  • รายงานทางเทคนิคจากช่างหรือวิศวกรที่ยืนยันผลลัพธ์ เช่น อายุการใช้งานใหม่ กำลังการผลิตใหม่ เทียบกับสภาพก่อนซ่อม
  • ใบกำกับภาษีเต็มรูปจากผู้รับจ้าง เพื่อใช้เป็นหลักฐานราคาทุนและขอคืนภาษีซื้อ
  • ภาพถ่ายก่อน-หลังการยกเครื่อง และทะเบียนทรัพย์สินที่ปรับปรุงราคาทุนและอายุใช้งานใหม่

ในแง่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อจากค่ายกเครื่องขอคืนได้ตามปกติหากมีใบกำกับภาษีเต็มรูปและเกี่ยวข้องกับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยตรง ไม่เข้าข่ายภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา

82/5 (เช่น

กรณีรถยนต์นั่งหรือรายจ่ายเพื่อการรับรองซึ่งไม่เกี่ยวกับเครื่องจักรการผลิต) ไม่ว่าค่าใช้จ่ายนั้นจะบันทึกเป็นทุนหรือค่าใช้จ่ายก็ไม่กระทบสิทธิขอคืนภาษีซื้อ

ประเด็นหลักที่กระทบคือจังหวะเวลาในการหักรายจ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคล

ระหว่างหักทันทีทั้งก้อนกับทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคาหลายปี

หากตรวจพบภายหลังว่าบันทึกผิดประเภท ต้องปรับปรุงบัญชีและแบบแสดงรายการภาษีให้ถูกต้องโดยเร็ว ก่อนที่กรมสรรพากรจะตรวจพบเองและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายการยกเครื่องมูลค่าสูงหรือซับซ้อน

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเพื่อประเมินตามข้อเท็จจริงเฉพาะของกิจการก่อนตัดสินใจบันทึกบัญชี

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ยกเครื่องเครื่องจักรใหญ่ บันทึกบัญชีเป็นทุนหรือค่าใช้จ่าย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ยกเครื่องเครื่องจักรราคาหลักแสนหลักล้าน ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์เสมอไปหรือไม่

ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับลักษณะงานว่าเป็นการซ่อมให้คงสภาพเดิม (บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย) หรือทำให้ดีขึ้น ยืดอายุการใช้งาน หรือเพิ่มกำลังการผลิต (ต้องบันทึกเป็นทุน)

มูลค่าที่จ่ายสูงเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้ตรวจสอบขอบเขตงานอย่างละเอียด

ไม่ใช่ตัวชี้ขาดเพียงอย่างเดียวตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร

ถ้าลงเป็นค่าใช้จ่ายไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่าควรเป็นทุน ต้องแก้ไขอย่างไร

ต้องปรับปรุงบัญชีและแบบแสดงรายการภาษีให้ถูกต้อง โดยบวกกลับรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แล้วตั้งเป็นสินทรัพย์เพื่อทยอยหักค่าเสื่อมราคา

หากกรมสรรพากรตรวจพบก่อนที่กิจการจะแก้ไขเอง

อาจต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด จึงควรรีบปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีทันทีที่พบข้อผิดพลาด

ภาษีซื้อจากค่ายกเครื่องเครื่องจักรขอคืนได้หรือไม่

โดยทั่วไปขอคืนได้ หากมีใบกำกับภาษีเต็มรูปและเกี่ยวข้องกับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยตรง และไม่เข้าข่ายภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5

ไม่ว่าค่าใช้จ่ายนั้นจะถูกบันทึกเป็นทุนหรือค่าใช้จ่ายก็ไม่กระทบสิทธิขอคืนภาษีซื้อ

เพราะประเด็นทุนกับค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องจังหวะเวลาในการหักรายจ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่เรื่องสิทธิภาษีมูลค่าเพิ่ม

เครื่องจักรใกล้หมดอายุการใช้งานตามบัญชีแล้ว แต่เปลี่ยนชิ้นส่วนหลักใหม่ ยังต้องตั้งเป็นสินทรัพย์อยู่ไหม

ต้องพิจารณาจากประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตที่คาดว่าจะได้รับจริง หากการเปลี่ยนชิ้นส่วนทำให้เครื่องจักรใช้งานต่อได้เกินอายุที่เคยประมาณการไว้เดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ก็ยังต้องบันทึกเป็นทุนตามหลักเกณฑ์เดิม

แม้เครื่องจักรจะใกล้หมดอายุตามทะเบียนทรัพย์สินเดิมแล้วก็ตาม

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปิดงบได้ตรงเวลาและมีรายงานให้ผู้บริหารดูได้ทุกเดือน สามารถดูรายละเอียดบริการวางระบบบัญชีและภาษีเพิ่มเติมได้