ธุรกิจให้บริการตรวจสอบของแท้แบรนด์เนม (Authentication) เป็นการให้บริการวิชาชีพ ไม่ใช่การขายสินค้า จึงมีวิธีคิดภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างจากร้านค้าทั่วไป

ผู้ประกอบการต้องเข้าใจโครงสร้างรายได้และเอกสารที่ต้องออกให้ลูกค้าแต่ละกลุ่มให้ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. บริการตรวจของแท้แบรนด์เนมคือธุรกิจประเภทไหนทางภาษี
  2. VAT สำหรับบริการตรวจของแท้
  3. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อลูกค้าเป็นนิติบุคคล
  4. การออกเอกสารให้ลูกค้าแต่ละกลุ่ม
  5. ความรับผิดต่อผลการตรวจสอบและการทำประกัน
  6. ตารางสรุปภาระภาษีตามประเภทลูกค้า
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

บริการตรวจของแท้แบรนด์เนมคือธุรกิจประเภทไหนทางภาษี

บริการตรวจสอบของแท้ (Authentication) สินค้าแบรนด์เนม เช่น กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา หรือเครื่องประดับ ถือเป็น การให้บริการ ไม่ใช่การขายสินค้า ผู้ให้บริการใช้ความเชี่ยวชาญ

อุปกรณ์ตรวจสอบ

และประสบการณ์ในการประเมินว่าสินค้าชิ้นนั้นเป็นของแท้หรือไม่ แล้วออกรายงานหรือใบรับรองผลการตรวจสอบให้ลูกค้า รายได้หลักของธุรกิจนี้คือค่าบริการตรวจสอบ

ซึ่งอาจคิดเป็นรายชิ้นหรือเป็นแพ็กเกจตามจำนวนครั้ง

เนื่องจากเป็นการให้บริการ กิจการจึงต้องพิจารณาภาษีสองตัวหลักคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เรียกเก็บจากลูกค้า และภาษีเงินได้หัก ณ

ที่จ่ายที่ลูกค้านิติบุคคลอาจต้องหักไว้เมื่อจ่ายค่าบริการ

VAT สำหรับบริการตรวจของแท้

เมื่อกิจการมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันกับกรมสรรพากร) มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT อัตรา 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบัน)

จากค่าบริการตรวจสอบทุกครั้งที่ให้บริการ

ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และต้องออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด

ธุรกิจที่รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ควรติดตามยอดรายได้สะสมทุกเดือน โดยเฉพาะช่วงที่ธุรกิจเติบโตเร็วจากกระแสความนิยมสินค้ามือสอง เพื่อไม่พลาดกำหนดเวลาที่ต้องยื่นขอจดทะเบียน VAT

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อลูกค้าเป็นนิติบุคคล

เมื่อลูกค้าที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (เช่น ร้าน Preloved ที่จดทะเบียนเป็นบริษัท) ว่าจ้างบริการตรวจของแท้ ลูกค้ามีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ

ที่จ่ายจากค่าบริการก่อนจ่ายเงินให้ผู้ให้บริการ อัตราหัก ณ

ที่จ่ายสำหรับค่าบริการมีหลายอัตราขึ้นอยู่กับลักษณะการให้บริการและสถานะของผู้รับเงิน จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนดำเนินการทุกครั้ง

เพื่อไม่ให้หักผิดอัตราซึ่งอาจสร้างปัญหาทั้งฝั่งผู้จ่ายและผู้รับเงิน

ผู้ให้บริการตรวจของแท้ควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จากลูกค้านิติบุคคลทุกครั้ง เพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบภาษีเงินได้ประจำปี

การออกเอกสารให้ลูกค้าแต่ละกลุ่ม

ลูกค้าของธุรกิจตรวจของแท้มีหลายกลุ่ม ทั้งบุคคลทั่วไปที่ต้องการตรวจสอบสินค้าส่วนตัว ร้านค้ามือสองที่ตรวจสอบก่อนรับซื้อ

และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้บริการตรวจสอบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการซื้อขาย

ผู้ให้บริการควรออกใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม ดังนี้

  • ลูกค้าบุคคลทั่วไป: ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ระบุรายละเอียดสินค้าที่ตรวจและผลการตรวจสอบโดยสังเขป
  • ลูกค้านิติบุคคล: ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ระบุเลขผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ลูกค้านำไปใช้เป็นหลักฐานหักภาษี ณ ที่จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ
  • แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทำสัญญาระยะยาว: ควรมีสัญญาบริการระบุอัตราค่าบริการ รอบการเรียกเก็บเงิน และเงื่อนไขการรับผิดชอบหากผลตรวจสอบผิดพลาด

เอกสารที่ควรเก็บทุกครั้ง

ใบสั่งงานตรวจสอบระบุรายละเอียดสินค้า รายงานผลการตรวจ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษี และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้านิติบุคคล

ความรับผิดต่อผลการตรวจสอบและการทำประกัน

ธุรกิจตรวจของแท้มีความเสี่ยงเรื่องความรับผิดหากผลการตรวจสอบผิดพลาดและสร้างความเสียหายให้ลูกค้า ผู้ประกอบการควรมีข้อตกลงเรื่องขอบเขตความรับผิดชอบในสัญญาบริการอย่างชัดเจน

และพิจารณาทำประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ (Professional Indemnity

Insurance) เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินหากเกิดข้อพิพาท ค่าเบี้ยประกันนี้ถือเป็นรายจ่ายทางภาษีที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป

ตารางสรุปภาระภาษีตามประเภทลูกค้า

ประเภทลูกค้าVATหัก ณ ที่จ่าย
บุคคลธรรมดาทั่วไปเรียกเก็บตามปกติหากจดทะเบียน VAT แล้วโดยทั่วไปไม่มีการหัก ณ ที่จ่าย
นิติบุคคล (บริษัท/หจก.)เรียกเก็บตามปกติและออกใบกำกับภาษีเต็มรูปลูกค้าหักตามอัตราที่กำหนด ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ
แพลตฟอร์มออนไลน์ (สัญญาระยะยาว)เรียกเก็บตามรอบเรียกเก็บเงินในสัญญาตรวจสอบเงื่อนไขหัก ณ ที่จ่ายในสัญญาบริการ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้านิติบุคคล: ทำให้ลูกค้าไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานหักภาษี ณ ที่จ่ายและเครดิตภาษีซื้อได้
  • ไม่ขอหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้า: ทำให้เสียสิทธิ์นำเครดิตภาษีไปใช้ตอนยื่นแบบประจำปี
  • ไม่มีสัญญาระบุขอบเขตความรับผิดชอบ: เมื่อผลตรวจสอบผิดพลาดอาจถูกฟ้องร้องโดยไม่มีข้อจำกัดความรับผิดที่ชัดเจน
  • ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมเพื่อดูเกณฑ์ VAT: เสี่ยงพลาดกำหนดเวลาจดทะเบียนเมื่อรายได้เติบโตเร็ว

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัทตรวจของแท้แห่งหนึ่งรับงานจากร้าน Preloved ที่จดทะเบียนเป็นบริษัท ค่าบริการตรวจสอบ 20 ชิ้น รวม 10,000 บาท ลูกค้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด

(ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ) ก่อนโอนเงินสุทธิให้ผู้ให้บริการ

พร้อมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ ผู้ให้บริการต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบระบุ VAT 7% บนยอด 10,000 บาท และเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายไว้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ธุรกิจบริการตรวจของแท้แบรนด์เนมควรวางระบบออกเอกสารให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่มตั้งแต่เริ่มกิจการ ติดตามยอดรายได้สะสมเพื่อประเมินเกณฑ์ VAT ขอหนังสือรับรองหัก ณ

ที่จ่ายจากลูกค้านิติบุคคลทุกครั้ง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเรื่องอัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งฝั่งผู้ให้และผู้รับบริการ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริการตรวจของแท้แบรนด์เนมต้องเสีย VAT หรือไม่?

หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันกับกรมสรรพากร) มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT จากค่าบริการทุกครั้ง

ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล

ลูกค้านิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการตรวจของแท้หรือไม่?

โดยทั่วไปลูกค้านิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการก่อนจ่ายเงิน แต่อัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะบริการ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ

ผู้ให้บริการต้องเก็บเอกสารอะไรบ้างจากลูกค้านิติบุคคล?

ควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จากลูกค้าทุกครั้ง เพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบภาษีเงินได้ประจำปีของกิจการ

ทำไมธุรกิจตรวจของแท้ควรทำประกันความรับผิดทางวิชาชีพ?

เพราะหากผลการตรวจสอบผิดพลาดและสร้างความเสียหายให้ลูกค้า อาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย การทำประกันช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน และค่าเบี้ยประกันยังนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้

ลูกค้าบุคคลธรรมดาต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?

โดยทั่วไปลูกค้าบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่หากไม่แน่ใจสถานะของลูกค้าควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อน

ใบกำกับภาษีที่ออกให้ลูกค้านิติบุคคลต้องมีอะไรบ้าง?

ต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ระบุเลขผู้เสียภาษีของทั้งผู้ให้บริการและลูกค้า เพื่อให้ลูกค้านำไปใช้เป็นหลักฐานหักภาษี ณ ที่จ่ายและเครดิตภาษีซื้อได้ถูกต้อง

ธุรกิจขนาดเล็กที่รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ VAT ควรทำอย่างไร?

ควรติดตามยอดรายได้สะสมทุกเดือน โดยเฉพาะช่วงที่ธุรกิจเติบโตเร็ว เพื่อไม่พลาดกำหนดเวลาที่ต้องยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อรายได้ใกล้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้