ธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ผู้ให้บริการ 3PL (Third-Party Logistics) และร้านค้าที่ใช้บริการคลังสินค้าภายนอก มักพบปัญหาการจัดประเภทต้นทุนที่สับสน

ส่งผลให้ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่ถูกต้อง บทความนี้อธิบายวิธีแยกและจัดสรรต้นทุน

Logistics อย่างถูกหลักการบัญชี

สารบัญบทความ
  1. ทำไมการจัดประเภทต้นทุน Logistics จึงสำคัญ
  2. โครงสร้างต้นทุน Logistics ที่ถูกต้อง
  3. การบันทึกบัญชีต้นทุน 3PL
  4. การจัดสรรต้นทุนร่วม (Cost Allocation) สำหรับ Logistics
  5. VAT และภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริการ Logistics
  6. ระบบบัญชีที่แนะนำสำหรับธุรกิจ Logistics
  7. แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

ทำไมการจัดประเภทต้นทุน Logistics จึงสำคัญ

ธุรกิจ SME ไทยหลายรายที่ใช้บริการโลจิสติกส์ภายนอกมักบันทึกทุกอย่างเป็น ค่าใช้จ่ายทั่วไป หรือ ค่าขนส่ง โดยไม่แยกว่าส่วนไหนเป็นต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold)

และส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายในการขายหรือบริหาร สิ่งนี้ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross

Margin) คลาดเคลื่อน และยากต่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของธุรกิจ

โครงสร้างต้นทุน Logistics ที่ถูกต้อง

1. ต้นทุนที่จัดเป็น Cost of Goods Sold (COGS)

ต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งมอบสินค้าหรือบริการให้ลูกค้า ควรจัดอยู่ใน COGS ได้แก่

  • ค่าขนส่งสินค้าออก (Outbound Freight) ที่จ่ายให้บริษัทขนส่ง
  • ค่าบริการ 3PL สำหรับหยิบ จัดเตรียม และส่งสินค้า (Pick & Pack)
  • ค่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในกระบวนการส่งมอบ
  • ค่าประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่ง (Cargo Insurance)
  • ค่าธรรมเนียมศุลกากรและค่านำเข้า-ส่งออก (สำหรับธุรกิจค้าระหว่างประเทศ)

2. ต้นทุนที่จัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses)

  • ค่าขนส่งเพื่อส่งตัวอย่างสินค้าให้ลูกค้า
  • ค่าจัดส่งสำหรับแคมเปญโปรโมชั่น (ที่ธุรกิจรับผิดชอบแทนลูกค้า)
  • ค่าบริการจัดส่ง Last-mile Delivery สำหรับ E-commerce

3. ต้นทุนที่จัดเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses)

  • ค่าซอฟต์แวร์บริหารคลังสินค้า (WMS)
  • ค่าจัดการเอกสารขนส่ง
  • ค่าที่ปรึกษาด้าน Supply Chain

4. ต้นทุนคลังสินค้า (Warehousing Costs)

ค่าเช่าคลังสินค้าและต้นทุนที่เกี่ยวข้องต้องแยกพิจารณา หากเป็นคลังสินค้าที่ใช้เก็บวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปก่อนขาย ค่าใช้จ่ายนี้อาจถูกจัดสรรบางส่วนเข้า COGS

ผ่านระบบต้นทุนการผลิต และบางส่วนเป็น Period Cost ตามสัดส่วนการใช้พื้นที่

การบันทึกบัญชีต้นทุน 3PL

ประเภทค่าบริการ 3PLบัญชีที่บันทึกหมายเหตุ
ค่าจัดเก็บ (Storage Fee)ต้นทุนคลังสินค้า (COGS หรือ Admin)แยกตามวัตถุประสงค์การใช้คลัง
ค่า Pick & Packต้นทุนการขาย (COGS)เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งมอบ
ค่าขนส่ง Outboundต้นทุนการขาย (COGS)รวมใน GP Margin calculation
ค่า Returns Processingต้นทุนการขาย หรือค่าใช้จ่ายอื่นขึ้นกับนโยบายการคืนสินค้า
ค่าบริการ Cross-dockingต้นทุนการขาย (COGS)เป็นส่วนหนึ่งของการขนส่ง

การจัดสรรต้นทุนร่วม (Cost Allocation) สำหรับ Logistics

ปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจที่มีหลายสินค้าหรือหลายช่องทางการขายคือ ค่าขนส่งหนึ่งใบอาจครอบคลุมสินค้าหลายประเภท ต้องจัดสรรต้นทุนออกด้วยวิธีที่เหมาะสม

วิธีการจัดสรรที่นิยมใช้

  • จัดสรรตามน้ำหนัก (Weight-based) เหมาะกับสินค้าที่ค่าขนส่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักเป็นหลัก
  • จัดสรรตามปริมาตร (Volume-based) เหมาะกับสินค้าขนาดใหญ่ที่ค่าขนส่งขึ้นกับ CBM
  • จัดสรรตามมูลค่าสินค้า (Value-based) เหมาะกับสินค้าราคาสูงที่มีการประกันภัย
  • จัดสรรตามจำนวนรายการ (Unit-based) เหมาะกับ Pick & Pack ที่คิดค่าบริการต่อชิ้น

VAT และภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริการ Logistics

บริการโลจิสติกส์ในประเทศอยู่ภายใต้ VAT 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร rd.go.th) หากผู้ให้บริการ 3PL จดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง

และธุรกิจที่รับบริการสามารถนำ VAT ซื้อนี้ไปขอเครดิตหรือขอคืนได้ตามเงื่อนไข

สำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ บริการที่ให้แก่ผู้รับในต่างประเทศอาจเข้าเงื่อนไข VAT อัตรา 0% ซึ่งต้องมีเอกสารประกอบครบถ้วนตามที่กรมสรรพากรกำหนด

ระบบบัญชีที่แนะนำสำหรับธุรกิจ Logistics

1. แผนผังบัญชี (Chart of Accounts) ที่แยกละเอียด

ควรมีรหัสบัญชีแยกสำหรับค่าขนส่งเข้า (Inbound) ค่าขนส่งออก (Outbound) ค่าคลังสินค้า ค่า 3PL แต่ละประเภท และค่าบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้วิเคราะห์ต้นทุนได้แม่นยำ

2. การจับคู่ใบแจ้งหนี้กับ Purchase Order

ระบบ 3-Way Matching ระหว่าง PO ใบรับสินค้า (GRN) และใบแจ้งหนี้ ช่วยป้องกันการบันทึกต้นทุนซ้ำซ้อนหรือบันทึกเกินจริง

3. การปรับปรุงบัญชีสินค้าคงเหลือ

ค่าขนส่งสินค้าเข้า (Inbound Freight) สามารถรวมเป็นต้นทุนสินค้า (Inventoriable Cost) ได้ตามมาตรฐาน TAS 2 (สินค้าคงเหลือ) ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนขายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าขนส่งสินค้าออกต้องบันทึกเป็น COGS หรือค่าใช้จ่ายในการขาย?

ค่าขนส่งสินค้าออกถึงลูกค้า (Outbound Freight) โดยทั่วไปบันทึกเป็น Cost of Goods Sold เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า

แต่บางมาตรฐานอนุญาตให้จัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขายได้หากเป็นนโยบายที่ใช้สม่ำเสมอ

ค่าเช่าคลังสินค้าควรบันทึกในบัญชีอะไร?

ค่าเช่าคลังสินค้าที่ใช้เก็บสินค้าสำเร็จรูปรอขายโดยทั่วไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แต่ถ้าเป็นคลังสินค้าในกระบวนการผลิตหรือ Work-in-Process

อาจจัดสรรเข้าต้นทุนการผลิตได้ตามสัดส่วน

บริษัทที่ใช้ 3PL ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการ 3PL หรือไม่?

ค่าบริการ 3PL ที่จ่ายให้นิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามประมวลรัษฎากร และยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป

พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้ให้บริการ

ค่า Pick & Pack ที่ 3PL เรียกเก็บต้องคำนวณเป็น COGS ต่อหน่วยอย่างไร?

นำยอดรวมค่า Pick and Pack ในแต่ละงวดหารด้วยจำนวนออเดอร์หรือจำนวนชิ้นสินค้าที่จัดส่ง เพื่อได้ต้นทุนต่อหน่วย จากนั้นคูณกับจำนวนสินค้าในแต่ละ SKU

เพื่อจัดสรรต้นทุนเข้าแต่ละผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

ธุรกิจ E-commerce ที่ใช้ Kerry/Flash ต้องทำใบกำกับภาษีจาก 3PL หรือไม่?

ใช่ หากผู้ให้บริการขนส่งจดทะเบียน VAT และธุรกิจของท่านจดทะเบียน VAT เช่นกัน ต้องขอใบกำกับภาษีทุกครั้งเพื่อนำ VAT ซื้อไปใช้เครดิตภาษีขาย และเพื่อความถูกต้องในการบันทึกต้นทุน

ค่าขนส่งระหว่างประเทศมี VAT อัตราไหน?

บริการขนส่งระหว่างประเทศที่ให้แก่ผู้รับในต่างประเทศอาจเข้าเงื่อนไข VAT 0% แต่ต้องมีเอกสารพิสูจน์ว่าบริการส่งมอบนอกราชอาณาจักรตามที่กรมสรรพากรกำหนด

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษีเพื่อความถูกต้อง

ค่าขนส่งเข้า (Inbound Freight) รวมเป็นต้นทุนสินค้าในสต็อกได้หรือไม่?

ได้ ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งสินค้าสามารถรวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือได้

ซึ่งจะทำให้ต้นทุนขายสะท้อนต้นทุนจริงมากกว่าการรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดทันที

เมื่อระบบเอกสารและรายงานเริ่มตามการเติบโตของธุรกิจไม่ทัน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยตรวจบัญชี ภาษี และสภาพคล่องเพื่อดูจุดที่ควรวางระบบเพิ่มเติม