เมื่อธุรกิจของคุณจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) หน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร คือการจัดทำ "รายงานภาษีซื้อ" และ "รายงานภาษีขาย"

เป็นประจำทุกเดือน เพื่อใช้ประกอบการยื่นแบบ ภ.พ.30

รายงานสองเล่มนี้ต้องพิมพ์ตามรูปแบบและเงื่อนไขข้อมูลที่กรมสรรพากรกำหนดอย่างเคร่งครัด

สารบัญบทความ
  1. 1. องค์ประกอบสำคัญของรายงานภาษีซื้อ (Input VAT Report)
  2. 2. องค์ประกอบสำคัญของรายงานภาษีขาย (Output VAT Report)
  3. 3. กฎการจัดทำและเกณฑ์ระยะเวลาการจัดเก็บ
  4. สรุป
  5. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  7. ตารางนำบทความไปใช้

1. องค์ประกอบสำคัญของรายงานภาษีซื้อ (Input VAT Report)

รายงานภาษีซื้อทำหน้าที่บันทึกข้อมูลใบกำกับภาษีซื้อที่เราจ่ายให้ซัพพลายเออร์เพื่อนำมาหักลดภาษีขาย โดยต้องระบุรายละเอียดข้อมูลในช่องตารางดังนี้:

  • ลำดับและวันที่: ลำดับที่ของเอกสารเรียงตามปฏิทิน และวันที่ระบุในใบกำกับภาษีซื้อ
  • เลขที่ใบกำกับภาษี: เลขที่อ้างอิงของใบกำกับภาษีซื้อ
  • ชื่อผู้ขายสินค้า/บริการ: ชื่อร้านค้าหรือบริษัทที่เป็นผู้จัดจำหน่าย
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก: ของผู้ขายสินค้า พร้อมระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา (เช่น "0" หรือเลขสาขา 5 หลัก)
  • มูลค่าสินค้า/บริการ และยอดภาษี: แยกคอลัมน์มูลค่าฐานภาษี และยอด VAT 7% ให้ชัดเจน

2. องค์ประกอบสำคัญของรายงานภาษีขาย (Output VAT Report)

รายงานภาษีขายทำหน้าที่บันทึกข้อมูลใบกำกับภาษีขายที่บริษัทออกให้แก่ลูกค้าเมื่อมีรายรับเกิดขึ้น:

รายละเอียดรายงานภาษีขาย:
- ต้องระบุเลขที่ใบกำกับภาษีขายเรียงตามลำดับอย่างต่อเนื่อง ห้ามมีช่องโหว่ของเลขที่ (หากบิลเสียต้องทำเครื่องหมายยกเลิกไว้)
-

ระบุชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้า (ผู้ซื้อ) พร้อมรหัสสาขา

- บันทึกยอดขายภายในเดือนภาษีนั้นๆ ทุกรายการโดยไม่มีการยกเว้น

3. กฎการจัดทำและเกณฑ์ระยะเวลาการจัดเก็บ

เพื่อป้องกันค่าปรับเบี้ยปรับทางภาษี ผู้ประกอบการจดทะเบียนแวตต้องจำระเบียบการจัดทำรายงานดังนี้:

  1. กำหนดเวลาจัดทำ: ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขายให้เสร็จสิ้น ภายใน 3 วันทำการ นับตั้งแต่วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่มีรายการเกิดขึ้น
  2. ระยะเวลาการจัดเก็บเอกสาร: กฎหมายสรรพากรกำหนดให้บริษัทจัดเก็บเอกสารใบกำกับภาษีซื้อ-ขายและรายงานทั้งสองเล่มไว้ ณ สำนักงานใหญ่ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นแบบ

สรุป

รายงานภาษีซื้อและภาษีขายเป็นเอกสารคู่ใจที่สรรพากรเรียกตรวจเป็นรายการแรกเมื่อเข้ามาตรวจเยือนกิจการ การใช้ซอฟต์แวร์บัญชีระบบคลาวด์ช่วยจัดทำรายงานอัตโนมัติ

และตรวจสอบความถูกต้องของเลขทะเบียนผู้ขาย 13 หลัก จะช่วยให้บริษัทของคุณยื่น ภ.พ.30

ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไร้ความเสี่ยงเบี้ยปรับย้อนหลัง

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง วิธีจัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายที่ถูกต้อง: เช็กลิสต์ข้อมูลและรูปแบบที่สรรพากรกำหนด ควรใช้เป็นแนวทางจัดระบบเอกสารและตัวเลขจริง

ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์เท่านั้น

เพราะคุณภาพบัญชีวัดจากการกระทบยอดได้และเจ้าของกิจการนำตัวเลขไปตัดสินใจได้

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • รวบรวมเอกสารขาย ซื้อ ค่าใช้จ่าย ธนาคาร และรายการเจ้าของสำรองจ่ายให้ครบตามรอบเดือน
  • กระทบยอดรายงานบัญชีกับรายการเดินบัญชีธนาคาร ลูกหนี้ เจ้าหนี้ สต๊อก และสินทรัพย์
  • ตรวจว่ารายงานที่ได้รับช่วยตอบคำถามธุรกิจได้ เช่น กำไร กระแสเงินสด ภาษีค้างจ่าย และเอกสารที่ยังขาด

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • ส่งเอกสารให้บัญชีเฉพาะตอนใกล้ยื่นภาษีหรือปิดงบ ทำให้แก้รายการผิดยาก
  • บันทึกค่าใช้จ่ายโดยไม่มีใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานผู้รับเงินชัดเจน
  • ดูเฉพาะกำไรขาดทุน แต่ไม่ตรวจเงินสด ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และภาษีที่ต้องจ่ายจริง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
1. องค์ประกอบสำคัญของรายงานภาษีซื้อ (Input VAT Report)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
2. องค์ประกอบสำคัญของรายงานภาษีขาย (Output VAT Report)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
3. กฎการจัดทำและเกณฑ์ระยะเวลาการจัดเก็บตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การจัดระบบเอกสารและส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชีตรวจสม่ำเสมอมีข้อดีอย่างไร?

ช่วยให้กิจการมีงบการเงินและตัวเลขที่อัปเดตสำหรับใช้วิเคราะห์ผลกำไรขาดทุนและสภาพคล่องเพื่อตัดสินใจทางธุรกิจได้ทันท่วงที

อีกทั้งยังช่วยให้สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดหรือเอกสารสูญหายได้เร็ว และปิดงบการเงินประจำปีได้เสร็จทันตามที่กฎหมายกำหนด

เอกสารขั้นพื้นฐานที่ผู้ประกอบการนิติบุคคลต้องรวบรวมเพื่อส่งทำบัญชีรายเดือนประกอบด้วยอะไรบ้าง?

เอกสารรายได้ (ใบกำกับภาษีขาย, ใบเสร็จรับเงิน), เอกสารรายจ่าย (ใบกำกับภาษีซื้อ, ใบแจ้งหนี้, ใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่าย), หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ),

ใบแสดงรายการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement),

และเอกสารเกี่ยวกับการจ้างงานและประกันสังคม

หากข้อมูลในงบทดลองหรือบัญชีแยกประเภททั่วไปไม่ตรงกับหลักฐานภายนอก ควรมีขั้นตอนตรวจสอบอย่างไร?

ให้เริ่มทำรายการกระทบยอด (Reconciliation) ระหว่างบัญชีคุมในแยกประเภทกับเอกสารภายนอก เช่น ยอดเงินฝากธนาคารกับ Bank Statement, ยอดลูกหนี้/เจ้าหนี้การค้ากับใบเสร็จค้างรับ/ค้างจ่าย

เพื่อหาจุดคลาดเคลื่อนของตัวเลขและทำการบันทึกปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้อง

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง วิธีจัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายที่ถูกต้อง: เช็กลิสต์ข้อมูลและรูปแบบที่สรรพากรกำหนด

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ วิธีจัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายที่ถูกต้อง: เช็กลิสต์ข้อมูลและรูปแบบที่สรรพากรกำหนด

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน