นักกายภาพบำบัดอิสระที่รับงานออกบ้านหาคนไข้เองมักสงสัยว่ารายได้ที่ได้รับต้องยื่นภาษีแบบไหน คำตอบสั้นๆ

คือรายได้นี้ถือเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระที่ต้องนำมายื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

นักกายภาพบำบัดอิสระที่ไม่ได้สังกัดคลินิกหรือโรงพยาบาล แต่รับงานออกไปดูแลคนไข้ถึงบ้านเป็นรายเคส เป็นอาชีพที่เติบโตขึ้นมากในช่วงหลัง

เพราะผู้สูงอายุและผู้ป่วยหลังผ่าตัดจำนวนมากต้องการการดูแลฟื้นฟูที่บ้านแทนการเดินทางไปโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม

เมื่อรับงานเป็นรายบุคคลโดยตรง นักกายภาพบำบัดจะกลายเป็น "ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ" ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องภาษีด้วยตัวเอง ต่างจากตอนเป็นลูกจ้างที่มีนายจ้างหักภาษี ณ

ที่จ่ายและยื่นแบบให้อัตโนมัติ

บทความนี้จะอธิบายว่าเงินได้ประเภทนี้ต้องยื่นภาษีอย่างไร หักค่าใช้จ่ายแบบไหนได้บ้าง และควรวางระบบเอกสารอย่างไรให้ปลอดภัย

สารบัญบทความ
  1. เงินได้จากงานกายภาพบำบัดจัดอยู่ในประเภทใด
  2. หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือหักตามจริง เลือกแบบไหนดี
  3. ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นักกายภาพบำบัดอิสระนำมาหักได้
  4. การออกใบเสร็จและภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. การวางแผนกระแสเงินสดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ
  8. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักกายภาพบำบัดอิสระ
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เงินได้จากงานกายภาพบำบัดจัดอยู่ในประเภทใด

ตามประมวลรัษฎากร เงินได้ของผู้ประกอบวิชาชีพอิสระบางประเภท เช่น แพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก และผู้ตรวจสอบบัญชี ถูกจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 40(6)

ซึ่งมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาในอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ อย่างไรก็ตาม

นักกายภาพบำบัดอาจไม่ได้ถูกระบุชื่อไว้ตรงๆ ในกลุ่มวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40(6) ทำให้ในทางปฏิบัติเงินได้จากการให้บริการกายภาพบำบัดอาจถูกจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 40(8)

(เงินได้จากการรับจ้างทำของหรือการให้บริการทั่วไป) แทน

ซึ่งมีอัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาที่แตกต่างออกไป

เนื่องจากการจัดประเภทเงินได้ส่งผลโดยตรงต่ออัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาที่มีสิทธิใช้

นักกายภาพบำบัดอิสระจึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรงว่ารายได้ของตนควรจัดอยู่ในประเภทใด เพราะแต่ละกรณีอาจขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานจริง

เช่น มีใบประกอบวิชาชีพเฉพาะทางหรือไม่ ทำงานผ่านคลินิกที่ว่าจ้างเป็นครั้งคราวหรือรับงานตรงจากคนไข้เอง

หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือหักตามจริง เลือกแบบไหนดี

ผู้มีเงินได้จากวิชาชีพอิสระหรือรับจ้างทำของมักมีสิทธิเลือกระหว่างการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ไม่ต้องมีหลักฐาน) กับการหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีเอกสารประกอบครบถ้วน)

การเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับว่านักกายภาพบำบัดมีค่าใช้จ่ายจริงในการประกอบอาชีพมากน้อยเพียงใด

  • หักแบบเหมา: เหมาะกับผู้ที่มีค่าใช้จ่ายจริงต่ำ เช่น ไม่มีอุปกรณ์ราคาแพง ไม่มีค่าเช่ารถหรือค่าน้ำมันสูง เพราะไม่ต้องเก็บเอกสารให้ยุ่งยาก
  • หักตามจริง: เหมาะกับผู้ที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ซื้ออุปกรณ์กายภาพบำบัดพกพาราคาแพง มีค่าเดินทางไปคนไข้หลายจุดต่อวัน มีค่าเช่ารถหรือค่าน้ำมันจำนวนมาก ซึ่งต้องเก็บใบเสร็จทุกรายการไว้เป็นหลักฐาน

อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาที่แน่นอนสำหรับเงินได้แต่ละประเภทมีการปรับเปลี่ยนได้ตามกฎหมาย จึงควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบจริงทุกครั้ง

ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นักกายภาพบำบัดอิสระนำมาหักได้

หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบอาชีพสามารถนำมาหักได้ เช่น

รายการค่าใช้จ่ายตัวอย่าง
อุปกรณ์วิชาชีพเตียงพับพกพา อุปกรณ์ยืดกล้ามเนื้อ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าขนาดเล็ก
ค่าเดินทางค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วน ค่าจอดรถ ระหว่างเดินทางไปหาคนไข้แต่ละราย
ค่าวัสดุสิ้นเปลืองน้ำมันนวด ผ้าเช็ดทำความสะอาด ถุงมือ แอลกอฮอล์ล้างมือ
ค่าพัฒนาวิชาชีพค่าอบรมต่อยอดทักษะ ค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

สิ่งสำคัญคือต้องเก็บใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีของทุกรายการไว้เป็นหลักฐาน และควรแยกบัญชีธนาคารสำหรับรับเงินจากงานกายภาพบำบัดออกจากบัญชีส่วนตัว

เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายเมื่อถึงเวลายื่นภาษี

การออกใบเสร็จและภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อรับงานจากคนไข้ที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป มักไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่หากรับงานผ่านคลินิก โรงพยาบาล หรือบริษัทที่เป็นนิติบุคคล ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดก่อนจ่ายเงินให้

นักกายภาพบำบัดควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จากผู้ว่าจ้างทุกครั้ง เพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี ส่วนอัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องสำหรับงานประเภทนี้

ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเนื่องจากอาจแตกต่างกันตามลักษณะสัญญาและการจัดประเภทเงินได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่ยื่นแบบภาษีเลยเพราะคิดว่ารายได้จากงานฟรีแลนซ์ไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่จริงต้องนำมารวมยื่นทุกปี
  • ไม่แยกบัญชีรับเงินงานกับบัญชีส่วนตัว ทำให้ตรวจสอบยอดรายได้จริงยากเมื่อถึงเวลายื่นภาษี
  • ไม่เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่าย ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหักแบบเหมา ทั้งที่ค่าใช้จ่ายจริงอาจสูงกว่า
  • ไม่ขอหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากคลินิกที่ว่าจ้าง ทำให้เสียสิทธิเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

นักกายภาพบำบัดอิสระท่านหนึ่งรับงานออกบ้านดูแลผู้สูงอายุหลังผ่าตัดข้อเข่า มีรายได้รวมทั้งปีประมาณ 480,000 บาท จากทั้งคนไข้ที่ติดต่อตรงและงานที่รับผ่านคลินิกฟื้นฟูแห่งหนึ่ง

เมื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

พบว่าควรเก็บใบเสร็จค่าน้ำมันรถและค่าอุปกรณ์กายภาพบำบัดที่ซื้อมาตลอดปีไว้ เพราะเมื่อคำนวณเปรียบเทียบแล้วการหักค่าใช้จ่ายตามจริงทำให้เสียภาษีน้อยกว่าการหักแบบเหมา

นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ว่าควรขอใบ 50 ทวิ

จากคลินิกที่ว่าจ้างทุกครั้งเพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี

การวางแผนกระแสเงินสดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ

นักกายภาพบำบัดอิสระมักมีรายได้ไม่สม่ำเสมอในแต่ละเดือน เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนคนไข้ที่รับได้ในช่วงเวลานั้น การวางแผนกันเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับจ่ายภาษีปลายปีจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ควรประมาณการรายได้และภาษีที่ต้องจ่ายล่วงหน้าเป็นระยะ

แทนที่จะรอให้ถึงเดือนยื่นแบบแล้วพบว่าต้องจ่ายภาษีก้อนใหญ่โดยไม่ได้เตรียมเงินไว้ นอกจากนี้ ผู้ที่มีเงินได้ประเภทนี้อาจมีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.

94) ด้วย ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ที่ถูกจัดไว้

จึงควรตรวจสอบหน้าที่การยื่นแบบให้ครบถ้วนกับผู้เชี่ยวชาญ

การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักกายภาพบำบัดอิสระ

หากรายได้จากการให้บริการกายภาพบำบัดอิสระรวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท นักกายภาพบำบัดมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่น อย่างไรก็ตาม

บริการทางการแพทย์บางประเภทอาจได้รับการยกเว้น VAT ตามกฎหมาย

ซึ่งประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับว่าบริการกายภาพบำบัดเข้าข่ายเป็นการประกอบโรคศิลปะที่ได้รับยกเว้นหรือไม่ จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อความชัดเจน

เนื่องจากการจัดประเภทนี้ส่งผลต่อภาระภาษีอย่างมีนัยสำคัญหากมีรายได้สูง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

นักกายภาพบำบัดอิสระควรเริ่มจากการเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับรับเงินจากงาน เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายทุกรายการอย่างเป็นระบบ

และตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าเงินได้ของตนควรจัดประเภทใดและมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบใดที่คุ้มค่าที่สุด

การวางระบบตั้งแต่ต้นปีจะช่วยให้ยื่นภาษีปลายปีได้ถูกต้องและไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบย้อนหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

นักกายภาพบำบัดอิสระต้องยื่นภาษีเงินได้แบบไหน?

ต้องนำรายได้จากการให้บริการกายภาพบำบัดมายื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี และอาจต้องยื่นแบบครึ่งปีด้วยขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้

ควรตรวจสอบหน้าที่การยื่นแบบให้ครบถ้วนกับผู้เชี่ยวชาญ

เงินได้จากงานกายภาพบำบัดอิสระจัดเป็นเงินได้ประเภทใด?

อาจจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 40(6) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะการทำงานจริง ซึ่งมีอัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาต่างกัน ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรเพื่อจัดประเภทให้ถูกต้อง

ควรหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือตามจริงดีกว่ากัน?

ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น หากมีค่าอุปกรณ์และค่าเดินทางสูง การหักตามจริงพร้อมเก็บใบเสร็จอาจคุ้มค่ากว่า ส่วนผู้ที่มีค่าใช้จ่ายน้อยการหักแบบเหมาจะสะดวกกว่า

ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นำมาหักภาษีได้?

เช่น อุปกรณ์วิชาชีพ ค่าเดินทางไปหาคนไข้ ค่าวัสดุสิ้นเปลือง และค่าอบรมพัฒนาวิชาชีพ โดยต้องมีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกรายการ

หากรับงานผ่านคลินิกจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?

หากผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล เช่น คลินิกหรือโรงพยาบาล มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงิน ควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ทุกครั้งเพื่อใช้เป็นเครดิตภาษี

นักกายภาพบำบัดอิสระต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่?

หากรายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องพิจารณาจดทะเบียน VAT แต่บริการทางการแพทย์บางประเภทอาจได้รับยกเว้น จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญว่าเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนยื่นภาษีปลายปีในฐานะฟรีแลนซ์?

ควรแยกบัญชีรับเงินงานออกจากบัญชีส่วนตัว เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายและหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ครบ และกันเงินส่วนหนึ่งไว้จ่ายภาษีล่วงหน้าเพื่อไม่ให้กระทบกระแสเงินสด

สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้