คำตอบสั้นๆ คือ

ผู้ตรวจสอบอาคารที่รับงานตรวจสอบอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคารต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคารกับกรมโยธาธิการและผังเมืองก่อนจึงจะออกรายงานผลการตรวจสอบที่ใช้ยื่นต่อราชการได้

ส่วนภาษีนั้นขึ้นกับว่าออกใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล บทความนี้อธิบายทั้งสองเรื่องให้ชัดเจนสำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับงานตรวจสอบอาคารอิสระ

คำตอบสั้นๆ คือ

ผู้ตรวจสอบอาคารที่รับงานตรวจสอบอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคารต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคารกับกรมโยธาธิการและผังเมืองก่อนจึงจะออกรายงานผลการตรวจสอบที่ใช้ยื่นต่อราชการได้

ส่วนภาษีนั้นขึ้นกับว่าออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล บทความนี้อธิบายทั้งสองเรื่องให้ชัดเจนสำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับงานตรวจสอบอาคารอิสระ

สารบัญบทความ
  1. ทำไมผู้ตรวจสอบอาคารต้องมีใบอนุญาต
  2. ภาษีเงินได้: บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับบริการตรวจสอบอาคาร
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากค่าบริการตรวจสอบอาคาร
  5. เอกสารที่ผู้ตรวจสอบอาคารควรเก็บให้ครบทุกโครงการ
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ตรวจสอบอาคารอิสระ
  7. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมผู้ตรวจสอบอาคารต้องมีใบอนุญาต

พระราชบัญญัติควบคุมอาคารกำหนดให้อาคารบางประเภท เช่น อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ โรงมหรสพ โรงแรม และอาคารชุมนุมคน

ต้องจัดให้มีการตรวจสอบสภาพอาคารและอุปกรณ์ประกอบอาคารเป็นประจำทุกปี โดยรายงานผลการตรวจสอบต้องจัดทำโดย ผู้ตรวจสอบอาคาร

ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมืองเท่านั้น หากบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไปออกรายงานตรวจสอบอาคาร

รายงานนั้นจะไม่มีผลตามกฎหมายและเจ้าของอาคารจะยังถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย

คุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคารโดยทั่วไปต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือสถาปัตยกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพนั้นๆ อยู่แล้ว

แล้วจึงผ่านการอบรมและสอบเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคารเพิ่มเติม

รายละเอียดเงื่อนไข คุณสมบัติ และขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่แน่นอนควรตรวจสอบกับกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง เนื่องจากเป็นประเด็นด้านใบอนุญาตวิชาชีพที่อยู่นอกเหนือขอบเขตภาษี

ผู้ตรวจสอบอาคารอิสระ vs บริษัทตรวจสอบอาคาร

ผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนแล้วสามารถรับงานได้ 2 รูปแบบหลัก คือ (1) รับงานในนามบุคคลธรรมดา ออกใบเสร็จรับเงินในนามตนเอง หรือ (2) จัดตั้งเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน)

แล้วให้ผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลงนามรับรองรายงานในนามบริษัท การเลือกรูปแบบมีผลต่อภาษีอย่างมาก จึงควรตัดสินใจตั้งแต่เริ่มรับงานประจำ ไม่ใช่รอให้รายได้มากแล้วค่อยปรับ

ภาษีเงินได้: บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล

หากผู้ตรวจสอบอาคารรับงานในนามบุคคลธรรมดา รายได้ค่าตรวจสอบอาคารถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

โดยทั่วไปเงินได้จากวิชาชีพอิสระที่กฎหมายรับรอง (เช่น วิศวกรรม สถาปัตยกรรม)

มักหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่กฎหมายกำหนดตามประเภทเงินได้ ซึ่งอาจแตกต่างจากเงินได้จากการรับจ้างทำงานทั่วไป

ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่ารายได้ค่าตรวจสอบอาคารของตนเข้าข่ายเงินได้ประเภทใดตามประมวลรัษฎากร

เพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายที่หักได้อย่างถูกต้อง

ถ้าผู้ตรวจสอบอาคารตั้งบริษัทและรับงานในนามนิติบุคคล กำไรสุทธิของบริษัทจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดย SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30

ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์อัตราภาษีแบบขั้นบันได คือ กำไรสุทธิ

0-300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วน 300,001-3,000,000 บาทเสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทเสียภาษีในอัตรา 20%

ซึ่งข้อดีของการทำในนามนิติบุคคลคือสามารถหักค่าใช้จ่ายจริงได้ครบถ้วนกว่า เช่น ค่าอุปกรณ์ตรวจสอบ ค่าเดินทาง

ค่าจ้างผู้ช่วยตรวจสอบ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับบริการตรวจสอบอาคาร

บริการตรวจสอบอาคารถือเป็นการให้บริการทางวิชาชีพ ไม่ได้รับยกเว้น VAT เหมือนกิจการบางประเภท ดังนั้นเมื่อรายได้จากค่าบริการตรวจสอบอาคารรวมกันเกิน 1,800,000 บาทต่อปี

ผู้ตรวจสอบอาคาร (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)

มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT ในอัตรา 7% จากผู้ว่าจ้าง (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง เนื่องจากอัตรา VAT

อาจมีการปรับเปลี่ยนตามประกาศราชกิจจานุเบกษา)

ตัวอย่างการคำนวณรายได้ต่อปี

รายการจำนวนโครงการ/ปีค่าตรวจสอบเฉลี่ยต่อโครงการ (บาท)รายได้รวม (บาท)
อาคารสูง/อาคารขนาดใหญ่พิเศษ1580,0001,200,000
โรงแรม/อาคารชุมนุมคนขนาดกลาง2035,000700,000
รวมรายได้ทั้งปี--1,900,000

จากตัวอย่างนี้ รายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาทแล้ว ผู้ตรวจสอบอาคารจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT และเริ่มเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ว่าจ้างตั้งแต่เดือนที่รายได้เกินเกณฑ์

ไม่ใช่รอให้ครบปีปฏิทินก่อน

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากค่าบริการตรวจสอบอาคาร

เมื่อนิติบุคคล (เช่น นิติบุคคลอาคารชุด บริษัทเจ้าของอาคาร หรือเจ้าของโรงแรม) ว่าจ้างผู้ตรวจสอบอาคารให้บริการ ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายจากค่าบริการก่อนจ่ายเงิน โดยอัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะเงินได้และประเภทผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) ควรตรวจสอบอัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

เพื่อป้องกันการหักผิดฐานซึ่งอาจกระทบทั้งผู้จ่ายและผู้รับเงิน

เอกสารที่ผู้ตรวจสอบอาคารควรเก็บให้ครบทุกโครงการ

  • ใบขึ้นทะเบียนผู้ตรวจสอบอาคารและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่ยังไม่หมดอายุ
  • สัญญาว่าจ้างตรวจสอบอาคารระบุขอบเขตงาน ค่าบริการ และกำหนดส่งรายงาน
  • รายงานผลการตรวจสอบอาคารฉบับที่ส่งมอบให้เจ้าของอาคารและสำเนาที่ยื่นราชการ
  • ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้าง
  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าอุปกรณ์ตรวจสอบ ค่าเดินทาง ค่าจ้างผู้ช่วย เพื่อใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ตรวจสอบอาคารอิสระ

  • รับงานตรวจสอบอาคารก่อนขึ้นทะเบียนผู้ตรวจสอบอาคารให้เรียบร้อย ทำให้รายงานที่ออกไม่มีผลตามกฎหมาย
  • ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมทั้งปีจากหลายโครงการ ทำให้จดทะเบียน VAT ล่าช้ากว่าที่ควรเมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท
  • ใช้ใบเสร็จเดียวกันทั้งปีโดยไม่แยกยอดตามโครงการ ทำให้กระทบยอดหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายกับรายได้จริงยาก
  • ไม่แยกบัญชีรายรับ-รายจ่ายส่วนตัวกับรายรับจากงานตรวจสอบอาคาร ทำให้คำนวณกำไรสุทธิและภาษีคลาดเคลื่อน
  • ลืมเก็บสำเนาใบขึ้นทะเบียนที่ยังไม่หมดอายุ ทำให้ถูกปฏิเสธเมื่อยื่นรายงานต่อราชการ

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ผู้ตรวจสอบอาคารอิสระควรตัดสินใจตั้งแต่ต้นว่าจะรับงานในนามบุคคลธรรมดาหรือจัดตั้งนิติบุคคล โดยพิจารณาจากปริมาณงานที่คาดว่าจะรับต่อปีและค่าใช้จ่ายที่ต้องการหักตามจริง

หากมีทีมงานผู้ช่วยตรวจสอบและอุปกรณ์เฉพาะทางจำนวนมาก

การตั้งนิติบุคคลมักคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ครบถ้วนและใช้สิทธิ์ภาษี SME ได้เต็มที่

ควรจัดทำระบบติดตามยอดรายได้สะสมรายเดือนแยกตามโครงการ เพื่อประเมินว่าใกล้ถึงเกณฑ์จด VAT หรือไม่ และเตรียมเอกสารสัญญา รายงานตรวจสอบ และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ครบทุกโครงการ

เพื่อให้ปิดบัญชีประจำปีและยื่นภาษีได้ถูกต้อง

หากไม่มั่นใจเรื่องอัตราภาษีหรือรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจวิชาชีพเฉพาะทางตั้งแต่เนิ่นๆ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ผู้ตรวจสอบอาคารอิสระต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานใด

ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคารกับกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรมควบคุมอยู่ก่อนแล้ว จึงจะผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้

ควรตรวจสอบขั้นตอนล่าสุดกับกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง

รายได้ค่าตรวจสอบอาคารต้องเสีย VAT หรือไม่

หากรายได้จากค่าบริการตรวจสอบอาคารรวมกันเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT จากผู้ว่าจ้าง โดยควรตรวจสอบอัตรา VAT

ปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษี

ควรรับงานตรวจสอบอาคารในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลดีกว่า

ขึ้นอยู่กับปริมาณงานและค่าใช้จ่ายที่ต้องการหักตามจริง หากมีทีมงานและอุปกรณ์จำนวนมาก การจัดตั้งนิติบุคคลมักคุ้มค่ากว่าเพราะหักค่าใช้จ่ายได้ครบถ้วนและได้สิทธิ์ภาษี SME แบบขั้นบันได

ผู้ว่าจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการตรวจสอบอาคารหรือไม่

โดยทั่วไปนิติบุคคลผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายค่าบริการ แต่อัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะเงินได้และประเภทผู้รับเงิน

ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ

หากรับงานตรวจสอบอาคารก่อนขึ้นทะเบียนเรียบร้อย จะมีผลอย่างไร

รายงานผลการตรวจสอบที่ออกโดยผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ตรวจสอบอาคารจะไม่มีผลตามกฎหมาย เจ้าของอาคารจะยังถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร

จึงควรขึ้นทะเบียนให้เรียบร้อยก่อนเริ่มรับงานทุกครั้ง

ผู้ตรวจสอบอาคารที่มีรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ VAT ต้องทำบัญชีอย่างไร

ควรบันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างเป็นระบบแยกตามโครงการตั้งแต่เริ่มรับงาน แม้ยังไม่ต้องจด VAT เพื่อให้ติดตามยอดสะสมได้ง่ายและเตรียมความพร้อมเมื่อรายได้ใกล้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท

ค่าอุปกรณ์ตรวจสอบอาคารสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่

หากดำเนินการในนามนิติบุคคลและมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน ค่าอุปกรณ์ตรวจสอบ ค่าเดินทาง และค่าจ้างผู้ช่วยตรวจสอบสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ตามจริง

ซึ่งมักหักได้ครบถ้วนกว่ากรณีบุคคลธรรมดา

เมื่อกิจการเริ่มมีรายการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อนขึ้นตามลักษณะธุรกิจ การวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว A Plus Me มีบริการดูแลบัญชี ภาษี และระบบการเงินครบวงจร

ที่ช่วยรองรับความต้องการนี้ได้