รับหิ้วสินค้าและนายหน้าสั่งซื้อต่างประเทศ เสียภาษีเงินได้เฉพาะส่วนต่างหรือค่าบริการที่ได้รับจริง ไม่ใช่ยอดเต็มของสินค้าที่ลูกค้าโอนมาให้ทั้งหมด

แต่ต้องแยกบัญชีเงินลูกค้ากับรายได้ตัวเองให้ชัดเจน และตรวจสอบภาระ VAT

นำเข้ากับกรมศุลกากรควบคู่ไปด้วย

สารบัญบทความ
  1. รับหิ้วสินค้า vs นายหน้าสั่งซื้อ ต่างกันอย่างไรในทางภาษี
  2. วิธีแยกบัญชีเงินลูกค้ากับรายได้ค่าบริการ
  3. ภาษีเงินได้: คำนวณจากอะไร
  4. ประเด็น VAT และภาษีนำเข้าที่ต้องระวัง
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  8. สรุป
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

รับหิ้วสินค้า vs นายหน้าสั่งซื้อ ต่างกันอย่างไรในทางภาษี

ธุรกิจที่เกี่ยวกับการซื้อสินค้าจากต่างประเทศให้ลูกค้าในไทยมีอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีผลทางภาษีต่างกัน

  • รับหิ้วสินค้า (Personal Shopper/Reseller): ผู้ประกอบการซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาเป็นของตัวเองก่อน แล้วนำมาขายต่อให้ลูกค้าในราคาที่บวกกำไรไว้แล้ว ลักษณะนี้เป็นการ "ซื้อมาขายไป" รายได้ทั้งหมดที่ขายได้ถือเป็นรายได้ของกิจการ ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ (รายได้หักต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่าย)
  • นายหน้าสั่งซื้อ (Buying Agent): ผู้ประกอบการทำหน้าที่เป็นตัวแทนสั่งซื้อแทนลูกค้า โดยลูกค้าโอนเงินค่าสินค้าเต็มจำนวนมาให้ แล้วนายหน้าเก็บเฉพาะ "ค่าบริการ" หรือ "ค่าคอมมิชชั่น" ส่วนหนึ่งเท่านั้น ลักษณะนี้รายได้ทางภาษีคือค่าบริการที่ได้รับจริง ไม่ใช่ยอดสินค้าทั้งหมดที่ผ่านมือ

ผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าใจผิดว่าถ้าเงินไหลผ่านบัญชีตัวเองทั้งหมด ต้องเสียภาษีจากยอดเต็ม ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไป จุดสำคัญคือต้องพิสูจน์ได้ว่าธุรกรรมใดเป็น

"เงินของลูกค้าที่ฝากซื้อ" และธุรกรรมใดเป็น

"รายได้ค่าบริการของตัวเอง" ด้วยเอกสารและสัญญาที่ชัดเจน

วิธีแยกบัญชีเงินลูกค้ากับรายได้ค่าบริการ

เพื่อไม่ให้ถูกประเมินภาษีจากยอดเต็มของสินค้าที่ลูกค้าฝากซื้อ ผู้ประกอบการควรทำสิ่งต่อไปนี้อย่างเป็นระบบ

  • ทำสัญญาหรือใบสั่งซื้อระบุบทบาทนายหน้าชัดเจน: เอกสารต้องระบุว่าผู้ประกอบการทำหน้าที่เป็นตัวแทนสั่งซื้อ ไม่ใช่ผู้ขายสินค้าโดยตรง พร้อมระบุอัตราค่าบริการหรือค่าคอมมิชชั่นที่ชัดเจน เช่น ร้อยละของยอดสินค้า หรือค่าบริการคงที่ต่อรายการ
  • แยกบัญชีธนาคารหรือบันทึกบัญชีแยกประเภท: เงินที่ลูกค้าโอนมาเพื่อซื้อสินค้าควรบันทึกเป็น "เงินรับฝากเพื่อซื้อสินค้าแทนลูกค้า" (บัญชีหนี้สิน) ไม่ใช่รายได้ทันที ส่วนค่าบริการที่หักไว้จึงค่อยบันทึกเป็นรายได้
  • เก็บใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีจากผู้ขายต่างประเทศและใบนำเข้า: เพื่อพิสูจน์ต้นทุนสินค้าจริงที่จ่ายไปแทนลูกค้า และแสดงว่าเงินส่วนนั้นไม่ใช่รายได้ของกิจการ

ภาษีเงินได้: คำนวณจากอะไร

สำหรับนายหน้าสั่งซื้อที่มีเอกสารแยกชัดเจน รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้คือค่าบริการหรือค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับเท่านั้น ไม่ใช่ยอดสินค้าทั้งหมด หากดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา

ต้องนำรายได้ค่าบริการไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า หากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กำไรสุทธิจากค่าบริการหลังหักค่าใช้จ่ายจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่ง SME

ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30

ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับกำไร 300,000 บาทแรก ส่วนที่เกินจนถึง 3,000,000 บาทเสียภาษีในอัตราที่ลดหย่อน และส่วนเกินเสียภาษีในอัตราปกติ

ในทางกลับกัน หากผู้ประกอบการซื้อสินค้ามาเป็นของตัวเองก่อนแล้วนำมาขายต่อ (ลักษณะรับหิ้วแบบซื้อมาขายไป) รายได้ทั้งยอดขายจะถือเป็นรายได้ของกิจการ

และต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาจึงนำมาหักเป็นต้นทุนขายได้ตามหลักฐานใบเสร็จจริง

ประเด็น VAT และภาษีนำเข้าที่ต้องระวัง

เมื่อสินค้าต้องผ่านพิธีการศุลกากรเข้าประเทศไทย จะมีภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า (Import VAT) ที่กรมศุลกากรเรียกเก็บจากผู้นำเข้าตามพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้านั้นๆ

โดยทั่วไปอัตรา VAT นำเข้าอยู่ที่ 7% ของฐานภาษี

(ราคาสินค้า+ค่าขนส่ง+ค่าประกันภัย+อากรขาเข้า) ซึ่งควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันและพิกัดศุลกากรที่ถูกต้องกับกรมศุลกากรหรือชิปปิ้งที่เชี่ยวชาญ

เพราะสินค้าบางประเภทมีอัตราอากรขาเข้าเฉพาะที่แตกต่างกันมาก

สำหรับธุรกิจที่มีรายได้จากค่าบริการหรือยอดขายรวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากค่าบริการที่ให้กับลูกค้า

(ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนคิดจริง)

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

นาย ก. รับเป็นนายหน้าสั่งซื้อกระเป๋าแบรนด์จากญี่ปุ่นให้ลูกค้า ลูกค้าโอนเงินมา 50,000 บาทเพื่อซื้อกระเป๋า 1 ใบ โดยตกลงค่าบริการ 10% ของยอดสินค้า

รายการจำนวนเงิน (บาท)
ยอดเงินที่ลูกค้าโอนมาทั้งหมด50,000
ค่าสินค้าที่จ่ายจริงให้ร้านค้าต่างประเทศ (บันทึกเป็นเงินรับฝากซื้อแทนลูกค้า)45,000
ค่าบริการนายหน้า 10% ของยอดสินค้า5,000
รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ของนาย ก.5,000

นาย ก. ต้องเก็บหลักฐานการโอนเงินซื้อสินค้าจริง 45,000 บาท และใบเสร็จจากร้านค้าต่างประเทศไว้เป็นหลักฐานว่าเป็นเงินของลูกค้า ไม่ใช่รายได้ของตัวเอง มิฉะนั้นหากถูกตรวจสอบ

กรมสรรพากรอาจตีความว่ายอดเต็ม 50,000 บาทเป็นรายได้ทั้งหมด

ซึ่งจะทำให้เสียภาษีสูงเกินจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่มีสัญญาหรือหลักฐานระบุบทบาทนายหน้า: ทำให้เมื่อถูกตรวจสอบ กรมสรรพากรมองว่าเงินทั้งหมดที่เข้าบัญชีเป็นรายได้ ต้องเสียภาษีจากยอดเต็ม
  • ใช้บัญชีธนาคารส่วนตัวปนกับเงินลูกค้า: ทำให้ตรวจสอบยากว่าเงินก้อนไหนเป็นของลูกค้า เงินก้อนไหนเป็นรายได้จริง
  • ไม่เก็บใบเสร็จค่าสินค้าจากต่างประเทศ: เมื่อไม่มีหลักฐานต้นทุน อาจถูกประเมินว่ากำไรเท่ากับยอดขายทั้งหมด
  • ลืมภาระ VAT นำเข้าและอากรขาเข้า: คิดว่าธุรกิจนายหน้าไม่เกี่ยวกับศุลกากร ทั้งที่สินค้าที่นำเข้ามาในนามตนเองต้องผ่านพิธีการและเสียภาษีนำเข้าตามกฎหมาย
  • ไม่จดทะเบียน VAT เมื่อรายได้ค่าบริการเกินเกณฑ์: รอจนถูกตรวจสอบย้อนหลังแล้วต้องเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ผู้ประกอบการรับหิ้วและนายหน้าสั่งซื้อควรเลือกรูปแบบธุรกิจให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น หากทำเป็นนายหน้าจริง ควรมีสัญญาหรือใบสั่งซื้อที่ระบุค่าบริการแยกจากค่าสินค้าอย่างชัดเจน

แยกบัญชีธนาคารสำหรับเงินลูกค้ากับรายได้ตัวเอง

และเก็บเอกสารหลักฐานทุกขั้นตอนตั้งแต่การโอนเงิน การซื้อสินค้า จนถึงการนำเข้า เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นและมีรายได้ค่าบริการเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางระบบบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ

จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังในอนาคต

สรุป

ธุรกิจรับหิ้วสินค้าและนายหน้าสั่งซื้อต่างประเทศมีฐานภาษีต่างกันตามลักษณะธุรกรรมจริง หัวใจสำคัญคือการมีเอกสารและระบบบัญชีที่แยกเงินลูกค้าออกจากรายได้ตัวเองอย่างชัดเจน

พร้อมทั้งตรวจสอบภาระ VAT

นำเข้าและการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รับหิ้วสินค้าต้องเสียภาษีจากยอดขายทั้งหมดหรือแค่ส่วนต่าง

ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกรรม หากซื้อสินค้ามาเป็นของตัวเองก่อนแล้วขายต่อ ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิของยอดขายทั้งหมด แต่หากเป็นนายหน้าสั่งซื้อที่มีสัญญาระบุชัดว่าเก็บเฉพาะค่าบริการ

จะเสียภาษีจากค่าบริการที่ได้รับจริงเท่านั้น

โดยต้องมีเอกสารพิสูจน์ได้

เงินที่ลูกค้าโอนมาให้ซื้อสินค้าต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

ควรบันทึกเป็นเงินรับฝากเพื่อซื้อสินค้าแทนลูกค้า ซึ่งเป็นรายการหนี้สิน ไม่ใช่รายได้ทันที และเมื่อหักค่าบริการหรือค่าคอมมิชชั่นตามสัญญาแล้ว จึงค่อยบันทึกส่วนนั้นเป็นรายได้ของกิจการ

นายหน้าสั่งซื้อต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไหร่

เมื่อรายได้ค่าบริการหรือค่าคอมมิชชั่นรวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT จากค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้า

ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ

สินค้าที่หิ้วเข้ามาต้องเสียภาษีนำเข้าหรือไม่

สินค้าที่นำเข้ามาในนามผู้ประกอบการต้องผ่านพิธีการศุลกากรและอาจต้องเสียอากรขาเข้ารวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าตามพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้านั้น

ควรตรวจสอบพิกัดและอัตราที่ถูกต้องกับกรมศุลกากรหรือชิปปิ้งที่เชี่ยวชาญ

ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเป็นนายหน้า

ควรมีหลักฐานอย่างน้อยเป็นข้อความแชทหรือใบสั่งซื้อที่ระบุยอดสินค้าและค่าบริการแยกกันชัดเจน พร้อมหลักฐานการโอนเงินและใบเสร็จจากร้านค้าต่างประเทศ

เพื่อใช้ยืนยันลักษณะธุรกรรมหากถูกกรมสรรพากรตรวจสอบ

หากรับหิ้วเป็นรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ ต้องยื่นภาษีอย่างไร

รายได้จากค่าบริการนายหน้าถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ควรเก็บหลักฐานรายรับรายจ่ายตลอดปีเพื่อคำนวณเงินได้สุทธิให้ถูกต้อง

และหากมีรายได้จำนวนมากควรพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อบริหารภาษีอย่างเป็นระบบ

ถ้าลูกค้าจ่ายเงินผ่าน PromptPay ส่วนตัว มีผลต่อภาษีอย่างไร

ธนาคารมีหน้าที่รายงานข้อมูลบัญชีที่มีเงินเข้าจำนวนครั้งและยอดรวมเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้กรมสรรพากรทราบ ผู้ประกอบการจึงควรแยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัว

และมีเอกสารพร้อมชี้แจงที่มาของเงินแต่ละก้อนหากถูกขอตรวจสอบ

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me

เพิ่มเติมได้