ผู้ประกอบการร้านค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง หรือสินค้าแบรนด์เนมนำเข้าหลายราย นิยมเดินทางไปเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเองที่ต่างประเทศ (เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป)
และนำกลับมาในฐานะสัมภาระส่วนตัว หรือที่เรียกว่า Hand Carry เพื่อนำมาจำหน่ายต่อในไทย
ทว่าในทางกฎหมายศุลกากรและสรรพากรนิติบุคคล การนำเข้าโดยไม่สำแดงหรือใช้ช่องทางที่ไม่ถูกต้องมีความเสี่ยงโดนประเมินภาษีย้อนหลังและโทษปรับสูงมาก
สารบัญบทความ
1. กฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับการหิ้วของเพื่อการค้า
ตามข้อบังคับของกรมศุลกากร สัมภาระติดตัวผู้โดยสารที่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าต้องมีมูลค่ารวมไม่เกิน 20,000 บาท และต้องเป็นสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อ "ใช้สิทธิ์ส่วนตัวเท่านั้น"
ไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า:
- หากนำสินค้ามาขายต่อ (Commercial Import): ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าใด ผู้ประกอบการนิติบุคคลมีหน้าที่ทางกฎหมายต้องเดินเข้า "ช่องแดง (Goods to Declare)" ที่ด่านศุลกากรสนามบินเพื่อทำเรื่องสำแดงและเสียภาษีอากรขาเข้าตามอัตราพิกัดสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ทันที
- ความเสี่ยงหากเดินเข้าช่องเขียว (Nothing to Declare): หากเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจพบสินค้าที่มีลักษณะเพื่อการค้า (เช่น สินค้าชนิดเดียวกันจำนวนมาก มีหลายไซส์หลายสี หรือสินค้าแบรนด์เนมที่มีมูลค่าเกินเกณฑ์) จะถือว่าเป็นการลักลอบหนีศุลกากร มีโทษปรับ 4 เท่าของมูลค่าสินค้ารวมภาษี หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
[!WARNING] ประเด็นลิขสิทธิ์แบรนด์และใบอนุญาตเฉพาะทาง
สินค้าประเภทเครื่องสำอาง ยา อาหารเสริม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าจะหิ้วเข้ามาและพร้อมเสียภาษีที่ด่านศุลกากร แต่อาจถูกระงับการนำเข้าหากไม่มีเอกสารรับรองความปลอดภัยหรือใบอนุญาตจาก อย. หรือ สมอ. ของบริษัทผู้นำเข้าประกอบ
2. วิธีบันทึกค่าสินค้าและค่าใช้จ่าย Hand Carry เข้าบัญชีบริษัท
เพื่อให้สรรพากรยอมรับรายการรายจ่ายของสินค้าที่นำเข้ามาขายในรูปแบบ Hand Carry นิติบุคคลต้องวางระบบเอกสารดังนี้:
- ใบขนสินค้าพิเศษสำหรับสัมภาระผู้โดยสาร (Passenger Declaration Form - Customs Form 211): ขอรับใบขนภาษี ณ ด่านตรวจศุลกากรช่องแดง ซึ่งระบุชื่อบริษัทเราเป็นผู้นำเข้า เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อและราคาทุนสินค้า
- ใบกำกับสินค้าต่างประเทศ (Commercial Invoice / Receipt): ใบเสร็จรับเงินฉบับจริงจากร้านค้าต่างประเทศที่แสดงรายการสินค้าและราคาจ่ายจริง
- หลักฐานการชำระเงินที่ตรวจสอบได้ (Payment Evidence): สลิปการรูดบัตรเครดิตบริษัท หรือหลักฐานการโอนเงินซื้อสินค้าที่ตรงกับใบเสร็จ
- รายงานสินค้าคงเหลือ (Stock Card): บันทึกรับสินค้าเข้าคลังทันทีที่เดินทางถึงเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของสินค้าฝั่งซื้อ
3. การเคลมภาษีซื้อและประเด็น VAT นำเข้า Hand Carry
ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรที่ออกโดยกรมศุลกากร ณ ด่านสนามบิน (ระบุชื่อบริษัทผู้นำเข้า) จะระบุยอดภาษีมูลค่าเพิ่มนำเข้า 7% ชัดเจน นิติบุคคลสามารถนำใบเสร็จศุลกากรนี้มาใช้เป็น
"ภาษีซื้อ" เพื่อกระทบยอดเคลมในแบบ ภ.พ.30
ของเดือนนั้นได้เหมือนกับการนำเข้าผ่านตู้คอนเทนเนอร์ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พักของกรรมการบริษัทที่เดินทางไปหิ้วสินค้า สามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางเพื่อธุรกิจของบริษัทได้ หากจัดทำหนังสืออนุมัติเดินทาง
(Travel Authorization)
และรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานแนบประกอบใบเสร็จรับเงินตั๋วเครื่องบินและโรงแรม
คำแนะนำจาก A Plus Me
การหิ้วของนำเข้ามาขายแบบไม่สำแดงช่องแดง อาจประหยัดภาษีได้ในระยะสั้น แต่จะทำให้งบการเงินนิติบุคคลของคุณมี "สินค้าขาดรายงานสต๊อก" และเสี่ยงโดนประเมินภาษีย้อนหลังราคาสูง ทีมงาน A
Plus Me สามารถช่วยคุณจัดโครงสร้างเอกสารนำเข้า
วางระบบบัญชีสต๊อกสินค้านำเข้า Hand Carry และประสานงานจัดระบบชิปปิ้งนำเข้าที่ถูกต้องตามพิกัดอัตราศุลกากร เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยทางภาษีของธุรกิจคุณ ปรึกษาเราได้เลยวันนี้
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ภาษีนำเข้าแบบ Hand Carry: คู่มือหิ้วสินค้าเข้ามาขายอย่างถูกกฎหมาย ควรตรวจคู่กับรายงานสินค้า รายการรับ-จ่ายจริง และต้นทุนที่บันทึกบัญชี
เพราะสต๊อกที่ไม่ตรงมักทำให้กำไร ภาษีซื้อ และภาษีขายคลาดเคลื่อนพร้อมกัน
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- จัดทำรหัสสินค้า หน่วยนับ และรายงานรับ-จ่ายให้ตรงกับเอกสารซื้อขายจริง
- กระทบยอดสต๊อกปลายงวดกับยอดบัญชี ต้นทุนขาย และรายงานสินค้าคงเหลือ
- เก็บเอกสารนำเข้า ค่าขนส่ง ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าให้ครบในต้นทุน
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- บันทึกต้นทุนสินค้าไม่รวมค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
- ไม่แยกสินค้าชำรุด สูญหาย หรือหมดอายุออกจากสินค้าพร้อมขาย
- ใช้วิธีตีราคาสต๊อกไม่สม่ำเสมอ ทำให้กำไรแต่ละงวดเปรียบเทียบกันยาก
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมศุลกากร: ข้อมูลภาษีและพิธีการนำเข้า-ส่งออก
- กรมสรรพากร: ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| 1. กฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับการหิ้วของเพื่อการค้า | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| 2. วิธีบันทึกค่าสินค้าและค่าใช้จ่าย Hand Carry เข้าบัญชีบริษัท | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| 3. การเคลมภาษีซื้อและประเด็น VAT นำเข้า Hand Carry | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ระบบการบริหารจัดการสต๊อกสินค้ามีความสำคัญอย่างไรต่อโครงสร้างภาษีของนิติบุคคล?
มูลค่าของสินค้าคงเหลือปลายงวดและรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (Stock Card) เป็นตัวกำหนดต้นทุนขายและกำไรสุทธิทางบัญชีและภาษี หากระบบคลังสินค้าไม่ตรงกับเอกสารซื้อขาย
สรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีขายย้อนหลังและคิดเบี้ยปรับในกรณีสินค้าขาดจากรายงานคลังสินค้าได้
เอกสารสำคัญที่แผนกคลังสินค้าและแผนกบัญชีต้องใช้ตรวจสอบร่วมกันมีอะไรบ้าง?
ต้องใช้ใบสั่งซื้อ (PO), ใบรับสินค้า (GRN), ใบกำกับภาษีซื้อ/ขาย, รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (Stock Card), ใบขนสินค้าขาเข้า/ขาออก (สำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก),
และรายงานผลการตรวจนับสินค้าคงคลังประจำปี
หากพบผลต่างระหว่างสินค้าคงเหลือในระบบบัญชีกับผลการตรวจนับจริง ควรดำเนินการอย่างไร?
ต้องหาสาเหตุของผลต่างว่าเกิดจากการบันทึกเอกสารล่าช้า สินค้าชำรุดสูญหาย หรือมีการทุจริต จากนั้นจัดทำรายงานขออนุมัติปรับปรุงยอดสต๊อกเสนอกรรมการ
และให้สำนักงานบัญชีบันทึกปรับปรุงบัญชีพร้อมประเมินภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียย้อนหลัง
สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีนำเข้าแบบ Hand Carry: คู่มือหิ้วสินค้าเข้ามาขายอย่างถูกกฎหมาย
ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีนำเข้าแบบ Hand Carry: คู่มือหิ้วสินค้าเข้ามาขายอย่างถูกกฎหมาย
พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล
การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me
เพิ่มเติมได้