ร้านเสริมสวยที่ใช้โมเดลเช่าเก้าอี้ต้องจัดการภาษีตามโครงสร้างความสัมพันธ์จริง เช่าพื้นที่ล้วนคือรายได้ค่าเช่า แบ่งเปอร์เซ็นต์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากส่วนแบ่ง

ส่วนพนักงานประจำหักภาษีแบบเงินเดือน

สารบัญบทความ
  1. ร้านเสริมสวยเช่าเก้าอี้คืออะไร ทำไมต้องรู้เรื่องภาษี
  2. โครงสร้างความสัมพันธ์ที่พบบ่อยในร้านเช่าเก้าอี้
  3. วิธีจัดการภาษีสำหรับแต่ละโครงสร้าง
  4. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  5. ประเด็น VAT ที่ต้องพิจารณา
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในร้านเช่าเก้าอี้
  7. สิ่งที่ควรระวังก่อนเริ่มโมเดลเช่าเก้าอี้
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับเจ้าของร้าน
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ร้านเสริมสวยเช่าเก้าอี้คืออะไร ทำไมต้องรู้เรื่องภาษี

โมเดล "เช่าเก้าอี้" (Chair Rental) เป็นรูปแบบธุรกิจที่พบมากขึ้นในร้านเสริมสวยและร้านตัดผมสมัยใหม่

โดยเจ้าของร้านให้ช่างผมหรือช่างเสริมสวยที่มีฝีมือและฐานลูกค้าของตัวเองมาเช่าพื้นที่เก้าอี้ในร้าน แทนที่จะจ้างเป็นพนักงานประจำ

ช่างจะรับผิดชอบหารายได้ของตัวเอง จ่ายค่าเช่าให้เจ้าของร้านเป็นรายเดือนหรือแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย ส่วนเจ้าของร้านมีหน้าที่ดูแลสถานที่ อุปกรณ์ส่วนกลาง และการตลาดของร้านโดยรวม

รูปแบบนี้มีข้อดีคือช่วยให้เจ้าของร้านมีรายได้ค่าเช่าที่แน่นอน ลดภาระการจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน ส่วนช่างก็ได้อิสระในการบริหารรายได้และลูกค้าของตัวเอง

แต่ในมุมภาษีและบัญชี โมเดลนี้มีความซับซ้อนมากกว่าการจ้างพนักงานปกติ

เพราะต้องแยกสถานะความสัมพันธ์ระหว่างร้านกับช่างให้ชัดเจน มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาการตีความทางกฎหมายภายหลัง

โครงสร้างความสัมพันธ์ที่พบบ่อยในร้านเช่าเก้าอี้

1. เช่าเก้าอี้แบบเช่าพื้นที่ล้วน (Pure Rental)

ช่างจ่ายค่าเช่าคงที่รายเดือนหรือรายสัปดาห์ให้เจ้าของร้าน โดยรายได้จากลูกค้าทั้งหมดเป็นของช่างเอง เจ้าของร้านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาบริการหรือตารางเวลาทำงานของช่าง

กรณีนี้เจ้าของร้านมีรายได้เป็นค่าเช่าทรัพย์สิน (เงินได้ประเภทที่

5) และช่างต้องรับผิดชอบภาษีจากรายได้ค่าบริการของตนเองในฐานะผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือจดทะเบียนธุรกิจของตนเอง

2. แบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย (Revenue Sharing)

แทนที่จะเก็บค่าเช่าคงที่ เจ้าของร้านและช่างตกลงแบ่งรายได้ตามสัดส่วน เช่น ช่างได้ 60% เจ้าของร้านได้ 40% จากยอดขายบริการแต่ละครั้ง กรณีนี้ร้านมักเป็นผู้เก็บเงินจากลูกค้าโดยตรง

(ผ่านเครื่อง POS หรือระบบชำระเงินของร้าน)

แล้วจ่ายส่วนแบ่งให้ช่างภายหลัง ทำให้ร้านมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากส่วนแบ่งที่จ่ายให้ช่างตามประเภทเงินได้ที่เกี่ยวข้อง

3. ช่างเป็นพนักงานประจำแต่ได้ค่าคอมมิชชั่นเพิ่ม (Employee with Commission)

บางร้านยังคงจ้างช่างเป็นพนักงานประจำตามกฎหมายแรงงาน มีฐานเงินเดือนหรือค่าจ้างขั้นต่ำ บวกค่าคอมมิชชั่นตามยอดขาย กรณีนี้เงินได้ทั้งหมดถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน)

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบเงินเดือนและนำส่งประกันสังคมตามปกติ

วิธีจัดการภาษีสำหรับแต่ละโครงสร้าง

โครงสร้างสถานะทางภาษีของช่างหน้าที่ของเจ้าของร้าน
เช่าเก้าอี้แบบเช่าพื้นที่ล้วนผู้ประกอบอาชีพอิสระ/เจ้าของกิจการรายย่อยของตนเองรับรู้รายได้ค่าเช่า ออกใบเสร็จรับเงินค่าเช่า และอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหากช่างเป็นนิติบุคคล
แบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขายผู้รับส่วนแบ่งรายได้ (มักเป็นเงินได้วิชาชีพอิสระ)หักภาษี ณ ที่จ่ายจากส่วนแบ่งตามอัตราที่กำหนด ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งกรมสรรพากร
พนักงานประจำ + คอมมิชชั่นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบเงินเดือน นำส่งประกันสังคมทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งให้ช่างทำผมอิสระเช่าเก้าอี้ในอัตราคงที่ 8,000 บาทต่อเดือน ช่างเก็บเงินจากลูกค้าเอง ออกใบเสร็จของตัวเอง และรับผิดชอบภาษีของตนเองทั้งหมด

ในกรณีนี้ร้านมีรายได้ค่าเช่า 8,000 บาทต่อเดือนต่อเก้าอี้หนึ่งตัว

ต้องบันทึกเป็นรายได้ค่าเช่าในบัญชีของร้าน และหากช่างที่เช่าเป็นบุคคลธรรมดา โดยทั่วไปเจ้าของร้าน (ผู้เช่าไม่ได้เป็นผู้จ่ายในทางกลับกัน) ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายจากค่าเช่าที่ตนได้รับ

แต่หากเจ้าของร้านเป็นนิติบุคคลและช่างที่เช่าเป็นนิติบุคคลด้วย ต้องตรวจสอบว่าฝ่ายใดเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อพิจารณาหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง

ในอีกกรณีหนึ่ง ร้านใช้ระบบแบ่งเปอร์เซ็นต์ ลูกค้าชำระเงิน 1,000 บาทผ่านเครื่อง POS ของร้าน ระบบแบ่งให้ช่าง 60% คือ 600 บาท และร้านเก็บ 40% คือ 400 บาท เมื่อร้านจ่ายส่วนแบ่ง 600

บาทให้ช่างซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการอิสระ

ร้านในฐานะผู้จ่ายเงินต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ตามลักษณะเงินได้และสถานะของช่าง ซึ่งจุดนี้ควรให้นักบัญชีตรวจสอบรายละเอียดสัญญาและลักษณะการดำเนินงานจริง

เพราะเส้นแบ่งระหว่างค่าบริการวิชาชีพกับการแบ่งกำไรทางธุรกิจอาจมีความละเอียดอ่อนทางกฎหมาย

ประเด็น VAT ที่ต้องพิจารณา

หากเจ้าของร้านมีรายได้รวมจากค่าเช่าเก้าอี้และบริการอื่น ๆ ของร้านเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเรียกเก็บ VAT 7% จากค่าเช่าที่เรียกเก็บจากช่าง

(ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) ในทางกลับกัน

ช่างที่เช่าเก้าอี้และมีรายได้จากลูกค้าของตนเองเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ต้องจดทะเบียน VAT แยกต่างหากในนามของตนเองเช่นกัน เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการคนละรายกับเจ้าของร้าน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในร้านเช่าเก้าอี้

  • ไม่มีสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร: การตกลงด้วยวาจาทำให้ยากต่อการพิสูจน์ลักษณะความสัมพันธ์เมื่อถูกตรวจสอบภาษีหรือเกิดข้อพิพาทแรงงาน ควรทำสัญญาเช่าหรือสัญญาแบ่งรายได้ที่ระบุรายละเอียดชัดเจน เช่น อัตราค่าเช่า วิธีชำระ และขอบเขตความรับผิดชอบแต่ละฝ่าย
  • สัญญาระบุว่าเป็น "เช่าเก้าอี้" แต่ปฏิบัติจริงเหมือนพนักงาน: หากเจ้าของร้านกำหนดตารางเวลาทำงาน บังคับใช้เครื่องมือของร้านทั้งหมด และควบคุมราคาบริการ ลักษณะนี้อาจถูกตีความว่าเป็นความสัมพันธ์นายจ้างลูกจ้างจริง แม้จะเรียกว่า "เช่าเก้าอี้" ก็ตาม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระด้านประกันสังคมและภาษีที่แตกต่างจากที่วางแผนไว้
  • ไม่แยกเงินสดที่ช่างรับจากลูกค้ากับรายได้ของร้าน: ในระบบแบ่งเปอร์เซ็นต์ หากไม่มีระบบ POS ที่บันทึกแยกชัดเจน อาจเกิดความสับสนเรื่องรายได้ของแต่ละฝ่าย และกระทบต่อความถูกต้องของการยื่นภาษีทั้งสองฝ่าย
  • ช่างที่เช่าเก้าอี้ไม่ยื่นภาษีเงินได้ของตนเอง: ช่างอิสระที่มีรายได้จากค่าบริการต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตนเอง เจ้าของร้านควรแจ้งให้ช่างทราบถึงหน้าที่นี้ตั้งแต่เริ่มทำสัญญา เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง
  • ลืมออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีค่าเช่า: เจ้าของร้านที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าเช่าที่เรียกเก็บจากช่างทุกครั้งตามที่กรมสรรพากรกำหนด

สิ่งที่ควรระวังก่อนเริ่มโมเดลเช่าเก้าอี้

  • ปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานเพื่อร่างสัญญาที่สะท้อนความสัมพันธ์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อสัญญาเพื่อหลีกเลี่ยงภาระประกันสังคม
  • ติดตั้งระบบ POS ที่แยกบันทึกรายได้ของแต่ละช่างอย่างชัดเจน เพื่อความโปร่งใสและง่ายต่อการคำนวณส่วนแบ่งและภาษี
  • แจ้งช่างที่เช่าเก้าอี้ให้ทราบถึงหน้าที่ทางภาษีของตนเอง เช่น การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี และการจด VAT หากรายได้เกินเกณฑ์
  • ทบทวนโครงสร้างสัญญาเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อรายได้ของร้านหรือช่างเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • เก็บหลักฐานการจ่ายเงินและหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) ให้ครบถ้วนสำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับเจ้าของร้าน

เจ้าของร้านเสริมสวยที่ต้องการใช้โมเดลเช่าเก้าอี้ควรเริ่มต้นด้วยการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นเช่าพื้นที่ล้วน แบ่งเปอร์เซ็นต์ หรือจ้างเป็นพนักงาน

แล้วจัดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง จากนั้นวางระบบบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตามประเภทเงินได้ที่เกี่ยวข้อง

การปรึกษาสำนักงานบัญชีตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินการจะช่วยให้ร้านวางโครงสร้างที่ทั้งประหยัดต้นทุน

ถูกต้องตามกฎหมาย และลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังในอนาคต

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เช่าเก้าอี้แบบเช่าพื้นที่ล้วนต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

โดยทั่วไปเจ้าของร้านที่รับค่าเช่าจากช่างไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าเช่าที่ตนได้รับ แต่หากช่างที่เช่าเป็นนิติบุคคลและมีการจ่ายเงินในทิศทางอื่น

ควรตรวจสอบกับนักบัญชีว่าฝ่ายใดมีหน้าที่หักภาษีตามลักษณะธุรกรรมจริง

แบ่งเปอร์เซ็นต์ยอดขายกับช่างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม

ควรตรวจสอบ เพราะส่วนแบ่งที่ร้านจ่ายให้ช่างซึ่งเป็นผู้ให้บริการอิสระอาจเข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะเงินได้และสถานะของช่าง

ควรให้นักบัญชีตรวจสอบสัญญาและลักษณะการดำเนินงานจริงก่อนตัดสินใจ

ช่างที่เช่าเก้าอี้ต้องยื่นภาษีเองหรือไม่

ต้องยื่นเอง ช่างอิสระที่มีรายได้จากค่าบริการของตนเองต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วยตนเอง และหากมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT แยกต่างหากในนามของตนเอง

สัญญาเช่าเก้าอี้ควรระบุอะไรเพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมาย

ควรระบุอัตราค่าเช่าหรือสัดส่วนแบ่งรายได้ วิธีชำระเงิน ขอบเขตความรับผิดชอบ และหลีกเลี่ยงการกำหนดตารางเวลาหรือควบคุมราคาบริการแบบเดียวกับพนักงาน

เพื่อไม่ให้ถูกตีความว่าเป็นความสัมพันธ์นายจ้างลูกจ้าง

ร้านที่ใช้ระบบแบ่งเปอร์เซ็นต์ต้องมี POS หรือไม่

แนะนำให้มี เพราะระบบ POS ช่วยแยกบันทึกรายได้ของแต่ละช่างอย่างชัดเจน ลดความสับสนเรื่องรายได้ของแต่ละฝ่าย และทำให้การคำนวณส่วนแบ่งและภาษีถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

ถ้าปฏิบัติเหมือนพนักงานแต่เรียกว่าเช่าเก้าอี้ มีความเสี่ยงอะไร

อาจถูกตีความว่าเป็นความสัมพันธ์นายจ้างลูกจ้างจริงตามกฎหมายแรงงาน แม้สัญญาจะเรียกว่าเช่าเก้าอี้ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระด้านประกันสังคมและภาษีหัก ณ

ที่จ่ายแบบเงินเดือนที่แตกต่างจากที่วางแผนไว้ ควรให้การปฏิบัติจริงสอดคล้องกับสัญญา

ร้านเสริมสวยต้องจด VAT เมื่อไหร่

ต้องจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้รวมของร้าน รวมถึงค่าเช่าเก้าอี้ที่เรียกเก็บจากช่าง เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรตรวจสอบอัตรา VAT ปัจจุบันกับกรมสรรพากรและติดตามยอดรายได้สะสมอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อไม่ให้งานเฉพาะเรื่องต่าง ๆ กลายเป็นภาระสะสม ทีมงานแนะนำให้ศึกษาหน้าบริการเสริมสำหรับธุรกิจไว้เป็นแนวทางเริ่มต้น