คำตอบสั้น ๆ คือ Going Concern หรือการดำเนินงานต่อเนื่อง คือสมมติฐานว่ากิจการจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตอันใกล้ โดยไม่มีเจตนาหรือความจำเป็นต้องเลิกกิจการหรือหยุดดำเนินงาน
กรรมการหรือผู้บริหารมีหน้าที่ต้องประเมินความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องนี้ทุกครั้งก่อนปิดงบการเงินประจำปี บทความนี้อธิบายว่าต้องประเมินอะไรบ้าง
และต้องทำอย่างไรหากพบสัญญาณความเสี่ยง
สารบัญบทความ
Going Concern คืออะไร
การดำเนินงานต่อเนื่อง (Going Concern) เป็นหนึ่งในสมมติฐานพื้นฐานที่ใช้ในการจัดทำงบการเงิน โดยสมมติว่ากิจการจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตอันใกล้ (โดยทั่วไปพิจารณาอย่างน้อย 12
เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน)
โดยไม่มีเจตนาหรือความจำเป็นที่จะเลิกกิจการ หยุดดำเนินงาน หรือลดขนาดธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
สมมติฐานนี้สำคัญมาก เพราะเป็นพื้นฐานที่ทำให้การจัดทำงบการเงินใช้วิธีวัดมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินแบบปกติ เช่น การแสดงสินทรัพย์ถาวรด้วยราคาทุนหักค่าเสื่อมราคา
แทนที่จะแสดงด้วยมูลค่าขายเลิกกิจการ (Liquidation Value)
หากกิจการไม่สามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้ วิธีการวัดมูลค่าในงบการเงินทั้งหมดจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทำไมกรรมการต้องเป็นผู้ประเมิน
กรรมการหรือผู้บริหารของกิจการเป็นผู้ที่มีข้อมูลภายในเกี่ยวกับแผนธุรกิจ กระแสเงินสด และภาระผูกพันในอนาคตมากที่สุด
จึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการประเมินว่ากิจการมีความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องหรือไม่
ก่อนที่จะส่งมอบงบการเงินให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่พิจารณาความเหมาะสมของการประเมินนี้
และแสดงความเห็นในรายงานผู้สอบบัญชีหากพบว่ามีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง
สำหรับ SME ที่มีกรรมการเป็นเจ้าของกิจการเอง หลายครั้งอาจมองข้ามขั้นตอนนี้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัญหาทางการเงินเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การประเมิน Going
Concern
เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกปีไม่ว่าธุรกิจจะมีสัญญาณความเสี่ยงหรือไม่ก็ตาม เพียงแต่หากไม่มีสัญญาณความเสี่ยงใด ๆ การประเมินอาจใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในงบการเงิน
สัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาด้านการดำเนินงานต่อเนื่อง
กรรมการควรพิจารณาสัญญาณทั้งด้านการเงินและด้านการดำเนินงาน ตัวอย่างที่พบบ่อยได้แก่
- ด้านการเงิน: หนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ ขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี ไม่สามารถชำระหนี้เมื่อครบกำหนด หรือผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ (Covenant) กับสถาบันการเงิน
- ด้านการดำเนินงาน: สูญเสียลูกค้ารายใหญ่หรือคู่ค้าหลัก ขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ พนักงานหลักลาออกจำนวนมาก หรือมีคดีความที่อาจกระทบการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง
- ด้านอื่น ๆ: ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือใบอนุญาตสำคัญที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ หรือมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่กระทบต่อรูปแบบธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
หากพบสัญญาณเหล่านี้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่ากิจการจะต้องเลิกกิจการทันที
แต่กรรมการต้องประเมินอย่างละเอียดมากขึ้นว่ามีแผนงานหรือมาตรการใดที่จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงเหล่านั้นได้หรือไม่
ขั้นตอนการประเมิน Going Concern ที่กรรมการควรทำ
1. ทบทวนสถานะการเงินปัจจุบันและกระแสเงินสด
เริ่มจากการดูงบกระแสเงินสดและประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้าอย่างน้อย 12 เดือน เพื่อประเมินว่ากิจการมีเงินสดเพียงพอสำหรับการดำเนินงานและชำระหนี้ตามกำหนดหรือไม่
2. พิจารณาแผนธุรกิจและมาตรการรองรับ
หากพบว่ามีความเสี่ยง ควรพิจารณาว่ามีแผนงานใดที่จะช่วยบรรเทาได้ เช่น การเจรจาขยายเวลาชำระหนี้กับเจ้าหนี้ การหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม การลดต้นทุนดำเนินงาน หรือการปรับโครงสร้างธุรกิจ
3. เปิดเผยข้อมูลในงบการเงินหากจำเป็น
หากพบว่ามีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง แต่กรรมการยังเห็นว่ากิจการจะสามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้
ต้องเปิดเผยลักษณะของความไม่แน่นอนนั้นในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินทราบถึงความเสี่ยง
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ SME พบบ่อย
สมมติบริษัทผลิตชิ้นส่วนแห่งหนึ่งขาดทุนต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน และมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนประมาณ 3 ล้านบาท ณ วันสิ้นปี
กรรมการต้องประเมินว่าบริษัทมีแผนงานใดที่จะช่วยแก้ไขสถานการณ์นี้ เช่น ผู้ถือหุ้นตกลงเพิ่มทุนอีก 5
ล้านบาทภายในไตรมาสถัดไป หรือได้รับคำสั่งซื้อใหม่จากลูกค้ารายใหญ่ที่คาดว่าจะทำให้กระแสเงินสดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากมีแผนงานที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานสนับสนุน
กรรมการอาจสรุปว่ากิจการยังสามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้
แต่ต้องเปิดเผยความไม่แน่นอนนี้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นเน้นข้อมูลและเหตุการณ์ (Emphasis of Matter) ในรายงานของตน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่ประเมิน Going Concern เลยเพราะคิดว่าธุรกิจไม่มีปัญหา: การประเมินควรทำทุกปีเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปิดงบ แม้ธุรกิจจะดูมั่นคงก็ตาม เพื่อให้มีเอกสารยืนยันการพิจารณาของกรรมการ
- ประเมินแบบผิวเผินโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน: เช่น สรุปว่า "ธุรกิจไปได้ดี" โดยไม่มีประมาณการกระแสเงินสดหรือแผนธุรกิจรองรับ ทำให้ผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม
- ไม่เปิดเผยความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญในงบการเงิน: ทำให้ผู้ใช้งบการเงิน เช่น ธนาคารหรือนักลงทุน ขาดข้อมูลความเสี่ยงที่สำคัญในการตัดสินใจ
- สับสนระหว่างปัญหาชั่วคราวกับปัญหาที่กระทบการดำเนินงานต่อเนื่อง: ไม่ใช่ทุกปัญหาทางการเงินจะกระทบสมมติฐาน Going Concern ต้องพิจารณาความรุนแรงและระยะเวลาผลกระทบประกอบด้วย
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
กรรมการควรกำหนดให้การประเมิน Going Concern เป็นวาระหนึ่งในการประชุมก่อนอนุมัติงบการเงินประจำปี โดยจัดทำเอกสารสรุปการประเมินอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ครอบคลุมสถานะการเงิน
กระแสเงินสด และแผนงานรองรับความเสี่ยง (หากมี)
เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาของผู้สอบบัญชี หากธุรกิจมีสัญญาณความเสี่ยงด้านการเงินหรือการดำเนินงาน ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีตั้งแต่เนิ่น ๆ
เพื่อวางแผนมาตรการรองรับและพิจารณาว่าจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในงบการเงินหรือไม่
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| Going Concern คืออะไร | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ทำไมกรรมการต้องเป็นผู้ประเมิน | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| สัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาด้านการดำเนินงานต่อเนื่อง | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Going Concern หรือการดำเนินงานต่อเนื่องคืออะไร
คือสมมติฐานพื้นฐานในการจัดทำงบการเงินว่ากิจการจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตอันใกล้ โดยไม่มีเจตนาหรือความจำเป็นต้องเลิกกิจการหรือหยุดดำเนินงาน
โดยทั่วไปพิจารณาช่วงเวลาอย่างน้อย 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน
ทำไมกรรมการต้องประเมิน Going Concern ทุกปี
เพราะกรรมการเป็นผู้ที่มีข้อมูลภายในเกี่ยวกับแผนธุรกิจและกระแสเงินสดมากที่สุด การประเมินนี้เป็นความรับผิดชอบของกรรมการก่อนส่งมอบงบการเงินให้ผู้สอบบัญชี
ซึ่งจะพิจารณาความเหมาะสมของการประเมินและแสดงความเห็นในรายงานของตน
สัญญาณอะไรบ้างที่บ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาด้าน Going Concern
สัญญาณที่พบบ่อยได้แก่ หนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ ขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี ไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด สูญเสียลูกค้ารายใหญ่
หรือมีคดีความที่กระทบการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง
หากพบสัญญาณความเสี่ยง กิจการต้องหยุดดำเนินธุรกิจทันทีหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป กรรมการต้องประเมินอย่างละเอียดว่ามีแผนงานหรือมาตรการรองรับที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เช่น การเพิ่มทุน การเจรจากับเจ้าหนี้ หรือคำสั่งซื้อใหม่ หากมีแผนงานที่สมเหตุสมผล
กิจการอาจยังสามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้
แต่ต้องเปิดเผยความไม่แน่นอนในงบการเงิน
ต้องเปิดเผยอะไรในงบการเงินหากมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับ Going Concern
ควรเปิดเผยลักษณะของความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง และแผนงานหรือมาตรการที่ฝ่ายบริหารดำเนินการเพื่อบรรเทาความเสี่ยงนั้น
เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจสถานการณ์อย่างครบถ้วน
SME ขนาดเล็กที่ธุรกิจไปได้ดี ยังต้องประเมิน Going Concern หรือไม่
ต้องประเมินทุกปีไม่ว่าธุรกิจจะมีสัญญาณความเสี่ยงหรือไม่ เพียงแต่หากไม่มีสัญญาณความเสี่ยงใด การประเมินอาจใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม
แต่ควรมีเอกสารสรุปการประเมินไว้เป็นหลักฐาน
ผู้สอบบัญชีมีบทบาทอย่างไรเกี่ยวกับ Going Concern
ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่พิจารณาความเหมาะสมของการประเมินที่กรรมการจัดทำ และหากพบว่ามีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญ อาจแสดงความเห็นเน้นข้อมูลและเหตุการณ์ (Emphasis of Matter)
หรือในกรณีร้ายแรงอาจกระทบความเห็นในรายงานผู้สอบบัญชี
การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me
เพิ่มเติมได้