คำตอบสั้น ๆ คือ Going Concern หรือการดำเนินงานต่อเนื่อง คือสมมติฐานว่ากิจการจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตอันใกล้ โดยไม่มีเจตนาหรือความจำเป็นต้องเลิกกิจการหรือหยุดดำเนินงาน

กรรมการหรือผู้บริหารมีหน้าที่ต้องประเมินความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องนี้ทุกครั้งก่อนปิดงบการเงินประจำปี บทความนี้อธิบายว่าต้องประเมินอะไรบ้าง

และต้องทำอย่างไรหากพบสัญญาณความเสี่ยง

สารบัญบทความ
  1. Going Concern คืออะไร
  2. ทำไมกรรมการต้องเป็นผู้ประเมิน
  3. สัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาด้านการดำเนินงานต่อเนื่อง
  4. ขั้นตอนการประเมิน Going Concern ที่กรรมการควรทำ
  5. ตัวอย่างสถานการณ์ที่ SME พบบ่อย
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

Going Concern คืออะไร

การดำเนินงานต่อเนื่อง (Going Concern) เป็นหนึ่งในสมมติฐานพื้นฐานที่ใช้ในการจัดทำงบการเงิน โดยสมมติว่ากิจการจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตอันใกล้ (โดยทั่วไปพิจารณาอย่างน้อย 12

เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน)

โดยไม่มีเจตนาหรือความจำเป็นที่จะเลิกกิจการ หยุดดำเนินงาน หรือลดขนาดธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

สมมติฐานนี้สำคัญมาก เพราะเป็นพื้นฐานที่ทำให้การจัดทำงบการเงินใช้วิธีวัดมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินแบบปกติ เช่น การแสดงสินทรัพย์ถาวรด้วยราคาทุนหักค่าเสื่อมราคา

แทนที่จะแสดงด้วยมูลค่าขายเลิกกิจการ (Liquidation Value)

หากกิจการไม่สามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้ วิธีการวัดมูลค่าในงบการเงินทั้งหมดจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ทำไมกรรมการต้องเป็นผู้ประเมิน

กรรมการหรือผู้บริหารของกิจการเป็นผู้ที่มีข้อมูลภายในเกี่ยวกับแผนธุรกิจ กระแสเงินสด และภาระผูกพันในอนาคตมากที่สุด

จึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการประเมินว่ากิจการมีความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องหรือไม่

ก่อนที่จะส่งมอบงบการเงินให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่พิจารณาความเหมาะสมของการประเมินนี้

และแสดงความเห็นในรายงานผู้สอบบัญชีหากพบว่ามีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง

สำหรับ SME ที่มีกรรมการเป็นเจ้าของกิจการเอง หลายครั้งอาจมองข้ามขั้นตอนนี้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัญหาทางการเงินเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การประเมิน Going

Concern

เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกปีไม่ว่าธุรกิจจะมีสัญญาณความเสี่ยงหรือไม่ก็ตาม เพียงแต่หากไม่มีสัญญาณความเสี่ยงใด ๆ การประเมินอาจใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในงบการเงิน

สัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาด้านการดำเนินงานต่อเนื่อง

กรรมการควรพิจารณาสัญญาณทั้งด้านการเงินและด้านการดำเนินงาน ตัวอย่างที่พบบ่อยได้แก่

  • ด้านการเงิน: หนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ ขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี ไม่สามารถชำระหนี้เมื่อครบกำหนด หรือผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ (Covenant) กับสถาบันการเงิน
  • ด้านการดำเนินงาน: สูญเสียลูกค้ารายใหญ่หรือคู่ค้าหลัก ขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ พนักงานหลักลาออกจำนวนมาก หรือมีคดีความที่อาจกระทบการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง
  • ด้านอื่น ๆ: ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือใบอนุญาตสำคัญที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ หรือมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่กระทบต่อรูปแบบธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

หากพบสัญญาณเหล่านี้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่ากิจการจะต้องเลิกกิจการทันที

แต่กรรมการต้องประเมินอย่างละเอียดมากขึ้นว่ามีแผนงานหรือมาตรการใดที่จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงเหล่านั้นได้หรือไม่

ขั้นตอนการประเมิน Going Concern ที่กรรมการควรทำ

1. ทบทวนสถานะการเงินปัจจุบันและกระแสเงินสด

เริ่มจากการดูงบกระแสเงินสดและประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้าอย่างน้อย 12 เดือน เพื่อประเมินว่ากิจการมีเงินสดเพียงพอสำหรับการดำเนินงานและชำระหนี้ตามกำหนดหรือไม่

2. พิจารณาแผนธุรกิจและมาตรการรองรับ

หากพบว่ามีความเสี่ยง ควรพิจารณาว่ามีแผนงานใดที่จะช่วยบรรเทาได้ เช่น การเจรจาขยายเวลาชำระหนี้กับเจ้าหนี้ การหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม การลดต้นทุนดำเนินงาน หรือการปรับโครงสร้างธุรกิจ

3. เปิดเผยข้อมูลในงบการเงินหากจำเป็น

หากพบว่ามีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง แต่กรรมการยังเห็นว่ากิจการจะสามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้

ต้องเปิดเผยลักษณะของความไม่แน่นอนนั้นในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินทราบถึงความเสี่ยง

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ SME พบบ่อย

สมมติบริษัทผลิตชิ้นส่วนแห่งหนึ่งขาดทุนต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน และมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนประมาณ 3 ล้านบาท ณ วันสิ้นปี

กรรมการต้องประเมินว่าบริษัทมีแผนงานใดที่จะช่วยแก้ไขสถานการณ์นี้ เช่น ผู้ถือหุ้นตกลงเพิ่มทุนอีก 5

ล้านบาทภายในไตรมาสถัดไป หรือได้รับคำสั่งซื้อใหม่จากลูกค้ารายใหญ่ที่คาดว่าจะทำให้กระแสเงินสดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากมีแผนงานที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานสนับสนุน

กรรมการอาจสรุปว่ากิจการยังสามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้

แต่ต้องเปิดเผยความไม่แน่นอนนี้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นเน้นข้อมูลและเหตุการณ์ (Emphasis of Matter) ในรายงานของตน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่ประเมิน Going Concern เลยเพราะคิดว่าธุรกิจไม่มีปัญหา: การประเมินควรทำทุกปีเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปิดงบ แม้ธุรกิจจะดูมั่นคงก็ตาม เพื่อให้มีเอกสารยืนยันการพิจารณาของกรรมการ
  • ประเมินแบบผิวเผินโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน: เช่น สรุปว่า "ธุรกิจไปได้ดี" โดยไม่มีประมาณการกระแสเงินสดหรือแผนธุรกิจรองรับ ทำให้ผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม
  • ไม่เปิดเผยความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญในงบการเงิน: ทำให้ผู้ใช้งบการเงิน เช่น ธนาคารหรือนักลงทุน ขาดข้อมูลความเสี่ยงที่สำคัญในการตัดสินใจ
  • สับสนระหว่างปัญหาชั่วคราวกับปัญหาที่กระทบการดำเนินงานต่อเนื่อง: ไม่ใช่ทุกปัญหาทางการเงินจะกระทบสมมติฐาน Going Concern ต้องพิจารณาความรุนแรงและระยะเวลาผลกระทบประกอบด้วย

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

กรรมการควรกำหนดให้การประเมิน Going Concern เป็นวาระหนึ่งในการประชุมก่อนอนุมัติงบการเงินประจำปี โดยจัดทำเอกสารสรุปการประเมินอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ครอบคลุมสถานะการเงิน

กระแสเงินสด และแผนงานรองรับความเสี่ยง (หากมี)

เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาของผู้สอบบัญชี หากธุรกิจมีสัญญาณความเสี่ยงด้านการเงินหรือการดำเนินงาน ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีตั้งแต่เนิ่น ๆ

เพื่อวางแผนมาตรการรองรับและพิจารณาว่าจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในงบการเงินหรือไม่

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
Going Concern คืออะไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ทำไมกรรมการต้องเป็นผู้ประเมินตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
สัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาด้านการดำเนินงานต่อเนื่องตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Going Concern หรือการดำเนินงานต่อเนื่องคืออะไร

คือสมมติฐานพื้นฐานในการจัดทำงบการเงินว่ากิจการจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตอันใกล้ โดยไม่มีเจตนาหรือความจำเป็นต้องเลิกกิจการหรือหยุดดำเนินงาน

โดยทั่วไปพิจารณาช่วงเวลาอย่างน้อย 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน

ทำไมกรรมการต้องประเมิน Going Concern ทุกปี

เพราะกรรมการเป็นผู้ที่มีข้อมูลภายในเกี่ยวกับแผนธุรกิจและกระแสเงินสดมากที่สุด การประเมินนี้เป็นความรับผิดชอบของกรรมการก่อนส่งมอบงบการเงินให้ผู้สอบบัญชี

ซึ่งจะพิจารณาความเหมาะสมของการประเมินและแสดงความเห็นในรายงานของตน

สัญญาณอะไรบ้างที่บ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาด้าน Going Concern

สัญญาณที่พบบ่อยได้แก่ หนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ ขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี ไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด สูญเสียลูกค้ารายใหญ่

หรือมีคดีความที่กระทบการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง

หากพบสัญญาณความเสี่ยง กิจการต้องหยุดดำเนินธุรกิจทันทีหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป กรรมการต้องประเมินอย่างละเอียดว่ามีแผนงานหรือมาตรการรองรับที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เช่น การเพิ่มทุน การเจรจากับเจ้าหนี้ หรือคำสั่งซื้อใหม่ หากมีแผนงานที่สมเหตุสมผล

กิจการอาจยังสามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้

แต่ต้องเปิดเผยความไม่แน่นอนในงบการเงิน

ต้องเปิดเผยอะไรในงบการเงินหากมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับ Going Concern

ควรเปิดเผยลักษณะของความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง และแผนงานหรือมาตรการที่ฝ่ายบริหารดำเนินการเพื่อบรรเทาความเสี่ยงนั้น

เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจสถานการณ์อย่างครบถ้วน

SME ขนาดเล็กที่ธุรกิจไปได้ดี ยังต้องประเมิน Going Concern หรือไม่

ต้องประเมินทุกปีไม่ว่าธุรกิจจะมีสัญญาณความเสี่ยงหรือไม่ เพียงแต่หากไม่มีสัญญาณความเสี่ยงใด การประเมินอาจใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม

แต่ควรมีเอกสารสรุปการประเมินไว้เป็นหลักฐาน

ผู้สอบบัญชีมีบทบาทอย่างไรเกี่ยวกับ Going Concern

ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่พิจารณาความเหมาะสมของการประเมินที่กรรมการจัดทำ และหากพบว่ามีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญ อาจแสดงความเห็นเน้นข้อมูลและเหตุการณ์ (Emphasis of Matter)

หรือในกรณีร้ายแรงอาจกระทบความเห็นในรายงานผู้สอบบัญชี

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me

เพิ่มเติมได้