นักตัดต่อวิดีโอและ Motion Graphic อิสระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากรายได้ค่าจ้างทั้งหมด โดยลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลมักหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ล่วงหน้า และหากรายได้เกิน 1.8

ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT ด้วย

อาชีพนักตัดต่อวิดีโอและ Motion Graphic อิสระเติบโตอย่างรวดเร็วตามความต้องการคอนเทนต์วิดีโอของธุรกิจและครีเอเตอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะรับงานตัดต่อ YouTube ทำ Motion Graphic โฆษณา

หรือรับจ็อบผ่านแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ต่างประเทศ

รายได้แต่ละช่องทางมีวิธีคำนวณภาษีที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้พลาดยื่นแบบหรือเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี

สารบัญบทความ
  1. เงินได้นักตัดต่อวิดีโออิสระจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
  2. รายได้จากลูกค้าในประเทศไทย
  3. รายได้จากลูกค้าต่างประเทศและแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์
  4. ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักได้ของนักตัดต่อวิดีโอ
  5. เกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  9. สรุป
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เงินได้นักตัดต่อวิดีโออิสระจัดเป็นเงินได้ประเภทใด

ในทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายได้จากงานตัดต่อวิดีโอหรือทำ Motion Graphic แบบฟรีแลนซ์มักเข้าข่าย เงินได้ประเภทที่ 2 (ค่าจ้างทำงาน)

หากรับงานเป็นรายชิ้นตามสัญญาจ้างโดยลูกค้าเป็นผู้กำหนดขอบเขตงานชัดเจน หรืออาจเข้าข่าย เงินได้ประเภทที่ 8

หากมีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจของตนเอง เช่น มีทีมงานผู้ช่วยตัดต่อ ลงทุนซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง หรือมีสตูดิโอของตัวเอง การจัดประเภทที่ถูกต้องมีผลต่อวิธีหักค่าใช้จ่าย

จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินตามลักษณะงานจริงของแต่ละคน

รายได้จากลูกค้าในประเทศไทย

เมื่อรับงานตัดต่อวิดีโอหรือทำ Motion Graphic ให้บริษัทหรือเอเจนซี่โฆษณาในไทย ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าจ้างก่อนโอนเงิน

อัตราที่ใช้ขึ้นอยู่กับการจัดประเภทงานว่าเป็นค่าจ้างทำของหรือค่าบริการทางวิชาชีพ

ซึ่งควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนวางบิลทุกครั้ง นักตัดต่อควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

จากลูกค้าทุกงานเพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี

รายได้จากลูกค้าต่างประเทศและแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์

นักตัดต่อวิดีโอจำนวนมากรับงานผ่านแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ต่างประเทศ หรือรับจ็อบตรงจากลูกค้าต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้คือ

  • เงินได้ที่นำเข้าประเทศไทย: ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบันของกรมสรรพากร เงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในไทยต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขเรื่องปีภาษีที่ได้รับเงินและปีที่นำเข้าซึ่งมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เป็นระยะ ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นแบบ
  • ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากต่างประเทศ: ลูกค้าต่างประเทศไม่มีหน้าที่หักภาษีตามกฎหมายไทย นักตัดต่อต้องคำนวณและยื่นชำระภาษีด้วยตนเองทั้งจำนวน
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม: เงินที่หักจากแพลตฟอร์ม (เช่น ค่าคอมมิชชั่นของเว็บฟรีแลนซ์) ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการหารายได้ที่สามารถนำมาหักได้หากเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายตามจริงและมีหลักฐานครบถ้วน

ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักได้ของนักตัดต่อวิดีโอ

นักตัดต่อวิดีโออิสระมีค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพหลายรายการที่ควรเก็บหลักฐานไว้ เช่น

  • ค่าเช่าหรือค่าซื้อซอฟต์แวร์ตัดต่อและ Motion Graphic (เช่น ค่าสมาชิกรายเดือน)
  • ค่าคอมพิวเตอร์ การ์ดจอ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน
  • ค่าไฟล์เสียง เพลงประกอบ ฟอนต์ หรือ Stock Footage ที่ซื้อมาใช้ในงาน
  • ค่าเช่าพื้นที่ทำงานหรือสตูดิโอ (หากมี)
  • ค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟฟ้าตามสัดส่วนที่ใช้ในการทำงาน

หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานการจ่ายเงินครบถ้วน แต่หากไม่สะดวกเก็บเอกสารจำนวนมาก

ก็สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทนั้นได้

ซึ่งควรเปรียบเทียบทั้งสองวิธีกับผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

เกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

นักตัดต่อวิดีโอและ Motion Graphic อิสระที่มีรายได้รวมจากทุกแหล่งเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้รายได้จากลูกค้าต่างประเทศบางกรณีอาจเข้าข่าย

ส่งออกบริการที่มีเงื่อนไขภาษีต่างจากรายได้ในประเทศ

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินให้ถูกต้องตามลักษณะงานจริง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

นักตัดต่อวิดีโออิสระคนหนึ่งมีรายได้ในปีภาษีหนึ่งดังนี้

แหล่งรายได้จำนวนเงิน (บาท/ปี)ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
รับงานตัดต่อให้เอเจนซี่โฆษณาไทย420,000ถูกหักตามอัตราที่ระบุ (ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ)
รับงาน Motion Graphic ให้ลูกค้าต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม280,000ไม่มีการหัก ต้องคำนวณเองทั้งจำนวน
รับงานตัดต่อ YouTube ให้ครีเอเตอร์รายย่อยในไทย150,000ส่วนใหญ่ไม่ถูกหัก เนื่องจากลูกค้าเป็นบุคคลธรรมดา
รวมรายได้ทั้งปี850,000-

รายได้รวมทั้งปี 850,000 บาทของนักตัดต่อรายนี้ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT ที่ 1.8 ล้านบาท แต่ต้องนำรายได้ทั้งหมดมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า พร้อมนำภาษีหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกหักไว้จากงานในประเทศไทยมาใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่รวมรายได้จากแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้ามาคำนวณภาษี: เข้าใจผิดว่ารายได้ที่รับผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษีในไทย ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน
  • ไม่เก็บหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้าไทย: ทำให้เสียสิทธิ์นำภาษีที่ถูกหักไว้แล้วมาเครดิตตอนยื่นแบบประจำปี
  • ไม่แยกบัญชีรายได้ตามแหล่งที่มา: ทำให้คำนวณภาษีและติดตามเกณฑ์จด VAT ได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อมีรายได้หลายสกุลเงิน
  • ไม่เก็บใบเสร็จค่าซอฟต์แวร์และอุปกรณ์: เมื่อเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง แต่ไม่มีหลักฐาน ทำให้ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้
  • สับสนระหว่างเงินได้ประเภทที่ 2 กับประเภทที่ 8: เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายผิดประเภท ทำให้คำนวณภาษีคลาดเคลื่อนจากที่ควรจะเป็น

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

นักตัดต่อวิดีโอและ Motion Graphic อิสระควรทำบัญชีรายรับแยกตามแหล่งที่มาและสกุลเงินอย่างสม่ำเสมอ เก็บหลักฐานสัญญาจ้าง ใบแจ้งหนี้ หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย

และใบเสร็จค่าอุปกรณ์ซอฟต์แวร์ไว้ครบถ้วน

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อจัดประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง และประเมินว่าควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือจดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อรายได้เติบโตถึงระดับหนึ่งหรือไม่

การวางระบบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้นักตัดต่อโฟกัสกับงานสร้างสรรค์ได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีย้อนหลัง

สรุป

นักตัดต่อวิดีโอและ Motion Graphic อิสระมีแหล่งรายได้หลากหลายทั้งจากลูกค้าไทยและต่างประเทศ ซึ่งแต่ละแหล่งมีวิธีจัดการภาษีต่างกัน การแยกบัญชีตามแหล่งที่มา เก็บเอกสารครบถ้วน

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอย่างสม่ำเสมอ

จะช่วยให้ยื่นภาษีได้ถูกต้องและวางแผนการเงินระยะยาวได้อย่างมั่นใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

นักตัดต่อวิดีโออิสระต้องเสียภาษีจากรายได้ทุกช่องทางหรือไม่

ต้องเสีย ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากลูกค้าไทย ลูกค้าต่างประเทศ หรือแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ต่างประเทศ ทั้งหมดต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

งานตัดต่อวิดีโอให้บริษัทไทยถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าไหร่

อัตราขึ้นอยู่กับการจัดประเภทว่าเป็นค่าจ้างทำของหรือค่าบริการทางวิชาชีพตามลักษณะงานจริง ซึ่งมีอัตราต่างกัน

ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรก่อนวางบิล

รายได้จากแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ต่างประเทศต้องยื่นภาษีอย่างไร

ถือเป็นเงินได้จากต่างประเทศที่ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย นักตัดต่อต้องนำรายได้มารวมคำนวณและยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตนเองทั้งจำนวน

โดยใช้หลักฐานการรับเงินจากแพลตฟอร์มเป็นเอกสารประกอบ

นักตัดต่อวิดีโออิสระต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

ต้องจดทะเบียนเมื่อรายได้รวมจากทุกแหล่งเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้รายได้จากลูกค้าต่างประเทศบางกรณีอาจเข้าข่ายส่งออกบริการที่มีเงื่อนไขต่างกัน

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินให้ถูกต้อง

ค่าซอฟต์แวร์ตัดต่อและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นำมาหักภาษีได้ไหม

หากเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถนำค่าซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานมาหักได้ โดยต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานการจ่ายเงินครบถ้วน

เงินได้จากงานตัดต่อวิดีโอจัดเป็นเงินได้ประเภทใด

อาจเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 หรือประเภทที่ 8 ขึ้นอยู่กับลักษณะงานจริง เช่น การมีทีมงาน อุปกรณ์ และการลงทุนของตนเอง ซึ่งมีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างกัน

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดประเภทให้ถูกต้อง

ควรเก็บเอกสารอะไรบ้างสำหรับงานฟรีแลนซ์ตัดต่อวิดีโอ

ควรเก็บสัญญาจ้างงาน ใบแจ้งหนี้ที่ออกให้ลูกค้า หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้าไทย หลักฐานการรับเงินจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ และใบเสร็จค่าซอฟต์แวร์อุปกรณ์

เพื่อใช้ยืนยันรายได้และค่าใช้จ่าย

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้