มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 เรื่อง "สัญญาเช่า" (TFRS 16) ได้เปลี่ยนแนวทางการทำบัญชีของบริษัทผู้เช่าไปอย่างสิ้นเชิง โดยกำหนดให้ยกเลิกการแยกประเภทสัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease) ออกจากงบดุล และบังคับให้บันทึกสินทรัพย์และหนี้สินจากสัญญาเช่าระยะยาวทั้งหมดเข้ามาแสดงในงบการเงิน
1. หลักการสำคัญของมาตรฐาน TFRS 16
ภายใต้มาตรฐาน TFRS 16 บริษัทผู้เช่าต้องแสดงรายการสัญญาเช่าที่มีระยะเวลาเกิน 12 เดือนในงบการเงินดังนี้:
- สินทรัพย์สิทธิการใช้ (Right-of-Use Asset - ROU): สิทธิ์ในการควบคุมและใช้งานทรัพย์สินนั้นตลอดระยะสัญญาเช่า โดยบันทึกในหมวดสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนและต้องทำการหักค่าเสื่อมราคาทุกเดือน
- หนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liability): มูลค่าปัจจุบันของเงินงวดที่จะต้องจ่ายชำระตลอดอายุสัญญาเช่า โดยคำนวณลดหย่อนด้วยอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาหรืออัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมส่วนเพิ่ม
2. ขั้นตอนการบันทึกบัญชีของ SME ในวันเริ่มต้นสัญญาเช่า
ตัวอย่าง: บริษัทจดสัญญาเช่าออฟฟิศ 3 ปี โดยมูลค่าปัจจุบันของเงินงวดคำนวณได้ 1,000,000 บาท:
การลงบันทึกในวันแรก:
- Debit: สินทรัพย์สิทธิการใช้ (ROU Asset) = 1,000,000 บาท
- Credit: หนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liability) = 1,000,000 บาท
การบันทึกตัดจ่ายประจำเดือน:
ทุกเดือน บริษัทจะทำการบันทึกค่าเสื่อมราคาของ ROU Asset และบันทึกจ่ายดอกเบี้ยจ่ายจากหนี้สินสัญญาเช่า แทนการบันทึกค่าเช่าจ่ายก้อนเดียวเหมือนในอดีต
3. ข้อยกเว้นสำหรับ SME และกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs)
มาตรฐาน TFRS 16 มีข้อผ่อนปรนเพื่อลดภาระงานบัญชีของกิจการ SME:
- สัญญาเช่าระยะสั้น: สัญญาเช่าที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 12 เดือน สามารถเลือกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายตัดจ่ายรายเดือนตามวิธีเดิมได้
- สินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำ: สัญญาเช่าคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์สำนักงานขนาดเล็ก สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที
สรุป
การปฏิบัติตามมาตรฐาน TFRS 16 ช่วยสะท้อนหนี้สินและโครงสร้างการใช้สินทรัพย์ที่แท้จริงของบริษัทในงบแสดงฐานะการเงิน การจัดทำตารางคำนวณดอกเบี้ยที่แม่นยำจะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดหมวดหมู่ดอกเบี้ยจ่ายและค่าเสื่อมราคา และประหยัดเวลาในการปรับปรุงภาษีสิ้นปี
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง การบันทึกบัญชีสัญญาเช่าการเงินตามมาตรฐาน TFRS 16: คู่มือบันทึกสินทรัพย์สิทธิการใช้สำหรับ SME ควรใช้เป็นแนวทางจัดระบบเอกสารและตัวเลขจริง ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์เท่านั้น เพราะคุณภาพบัญชีวัดจากการกระทบยอดได้และเจ้าของกิจการนำตัวเลขไปตัดสินใจได้
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- รวบรวมเอกสารขาย ซื้อ ค่าใช้จ่าย ธนาคาร และรายการเจ้าของสำรองจ่ายให้ครบตามรอบเดือน
- กระทบยอดรายงานบัญชีกับรายการเดินบัญชีธนาคาร ลูกหนี้ เจ้าหนี้ สต๊อก และสินทรัพย์
- ตรวจว่ารายงานที่ได้รับช่วยตอบคำถามธุรกิจได้ เช่น กำไร กระแสเงินสด ภาษีค้างจ่าย และเอกสารที่ยังขาด
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- ส่งเอกสารให้บัญชีเฉพาะตอนใกล้ยื่นภาษีหรือปิดงบ ทำให้แก้รายการผิดยาก
- บันทึกค่าใช้จ่ายโดยไม่มีใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานผู้รับเงินชัดเจน
- ดูเฉพาะกำไรขาดทุน แต่ไม่ตรวจเงินสด ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และภาษีที่ต้องจ่ายจริง
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: บริการจดทะเบียนและข้อมูลนิติบุคคล
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การจัดระบบเอกสารและส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชีตรวจสม่ำเสมอมีข้อดีอย่างไร?
ช่วยให้กิจการมีงบการเงินและตัวเลขที่อัปเดตสำหรับใช้วิเคราะห์ผลกำไรขาดทุนและสภาพคล่องเพื่อตัดสินใจทางธุรกิจได้ทันท่วงที อีกทั้งยังช่วยให้สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดหรือเอกสารสูญหายได้เร็ว และปิดงบการเงินประจำปีได้เสร็จทันตามที่กฎหมายกำหนด
เอกสารขั้นพื้นฐานที่ผู้ประกอบการนิติบุคคลต้องรวบรวมเพื่อส่งทำบัญชีรายเดือนประกอบด้วยอะไรบ้าง?
เอกสารรายได้ (ใบกำกับภาษีขาย, ใบเสร็จรับเงิน), เอกสารรายจ่าย (ใบกำกับภาษีซื้อ, ใบแจ้งหนี้, ใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่าย), หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ), ใบแสดงรายการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement), และเอกสารเกี่ยวกับการจ้างงานและประกันสังคม
หากข้อมูลในงบทดลองหรือบัญชีแยกประเภททั่วไปไม่ตรงกับหลักฐานภายนอก ควรมีขั้นตอนตรวจสอบอย่างไร?
ให้เริ่มทำรายการกระทบยอด (Reconciliation) ระหว่างบัญชีคุมในแยกประเภทกับเอกสารภายนอก เช่น ยอดเงินฝากธนาคารกับ Bank Statement, ยอดลูกหนี้/เจ้าหนี้การค้ากับใบเสร็จค้างรับ/ค้างจ่าย เพื่อหาจุดคลาดเคลื่อนของตัวเลขและทำการบันทึกปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้อง