ธุรกิจรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่มักถามว่าต้องขอใบอนุญาตอะไรและเสียภาษีอย่างไร คำตอบสั้นๆ

คือต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยกและรีไซเคิลของเสียอันตราย

ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามประเภทวัสดุที่รับ และต้องบันทึกรายได้จากการขายโลหะมีค่าที่สกัดได้แยกจากค่าบริการรับกำจัดซาก เพราะมีฐานภาษีต่างกัน

สารบัญบทความ
  1. ใบอนุญาตที่ธุรกิจรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์ต้องมี
  2. การขึ้นทะเบียนของเสียอันตรายและการขนส่ง
  3. แยกรายได้ค่าบริการรับกำจัดซากกับรายได้ขายโลหะที่สกัดได้
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล
  5. ตัวอย่างการคำนวณรายได้ธุรกิจรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ความรับผิดชอบของผู้ผลิตขยายผล (EPR) กับธุรกิจรีไซเคิล
  8. การตรวจนับสต๊อกและควบคุมความปลอดภัยในการจัดเก็บ
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ใบอนุญาตที่ธุรกิจรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์ต้องมี

ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) รวมถึงแบตเตอรี่ใช้แล้ว จัดเป็นของเสียที่อาจมีส่วนประกอบเป็นวัตถุอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม หรือกรดในแบตเตอรี่

ธุรกิจที่รับซื้อ คัดแยก ถอดชิ้นส่วน

หรือแปรรูปซากเหล่านี้จึงต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามประเภทที่กฎหมายโรงงานกำหนด ซึ่งมักอยู่ในกลุ่มโรงงานคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว

และหากมีการสกัดโลหะหรือถลุงบางส่วนอาจต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามลักษณะกระบวนการผลิตที่แท้จริง

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบประเภทโรงงานที่ตรงกับกิจกรรมจริงกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนเริ่มดำเนินการ

เพราะการดำเนินกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง

การขึ้นทะเบียนของเสียอันตรายและการขนส่ง

นอกจากใบอนุญาตโรงงานแล้ว

ธุรกิจที่รับซากอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่ในฐานะผู้รวบรวมหรือขนส่งของเสียอันตรายยังต้องปฏิบัติตามระเบียบการขนส่งวัตถุอันตรายและการแจ้งปริมาณของเสียตามระบบที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมก

ำหนด เช่น

ระบบรายงานการจัดการกากอุตสาหกรรม (สก.2/สก.3 หรือระบบออนไลน์ที่ใช้แทน) ผู้ประกอบการต้องเก็บหลักฐานการรับซาก ปริมาณที่รับเข้าและส่งออกให้ตรงกันทุกงวด

เพราะเป็นเอกสารที่หน่วยงานตรวจสอบใช้เทียบกับรายได้ที่บันทึกในบัญชี

หากปริมาณของเสียที่รายงานกับหน่วยงานสิ่งแวดล้อมไม่สอดคล้องกับยอดขายที่ยื่นภาษี อาจถูกตั้งข้อสงสัยและเรียกตรวจสอบเพิ่มเติม

เอกสารที่ต้องเก็บให้ครบทุกรอบ

ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ตรงกับประเภทกิจกรรม หลักฐานการรับซากพร้อมน้ำหนักชั่งจริง รายงานการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ยื่นต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม

และใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีขายโลหะหรือวัสดุที่สกัดได้

แยกรายได้ค่าบริการรับกำจัดซากกับรายได้ขายโลหะที่สกัดได้

ธุรกิจกลุ่มนี้มักมีรายได้สองทางที่ต้องแยกบันทึกบัญชีให้ชัดเจน ทางแรกคือค่าบริการรับกำจัดหรือรับซื้อซากอิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทหรือหน่วยงานที่ต้องการทำลายทรัพย์สินตามระเบียบ

ซึ่งมีลักษณะเป็นรายได้ค่าบริการ

ทางที่สองคือรายได้จากการขายโลหะมีค่าที่สกัดได้ เช่น ทองแดง อลูมิเนียม หรือแผงวงจรที่มีทองคำปริมาณเล็กน้อย ซึ่งมีลักษณะเป็นรายได้จากการขายสินค้า

ทั้งสองประเภทต้องบันทึกแยกผังบัญชี เพราะมีผลต่อการคำนวณต้นทุนขายและฐานภาษีหัก ณ

ที่จ่ายที่ลูกค้าต้องหักเมื่อจ่ายค่าบริการที่แตกต่างจากการซื้อขายสินค้าทั่วไป

ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล

ทั้งรายได้ค่าบริการรับกำจัดซากและรายได้ขายโลหะที่สกัดได้ต้องนำมารวมคำนวณเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากรายได้รวมของกิจการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT

และออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามประเภทรายได้ ควรตรวจสอบอัตรา VAT

ปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนคำนวณราคาบริการ ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากค่าบริการรับกำจัดซากที่ลูกค้านิติบุคคลจ่ายให้ ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากร

เพราะอาจแตกต่างจากอัตราที่ใช้กับการซื้อขายเศษวัสดุทั่วไป

สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล กิจการที่เข้าเงื่อนไข SME คือทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิภาษีแบบขั้นบันไดตามเกณฑ์ทั่วไป

ตัวอย่างการคำนวณรายได้ธุรกิจรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์

แหล่งรายได้ลักษณะรายได้ประเด็นภาษีหลัก
ค่าบริการรับกำจัดซากจากบริษัทรายได้ค่าบริการVAT ตามสัญญา + หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราที่ควรตรวจสอบ
ขายแผงวงจรและโลหะมีค่ารายได้จากการขายสินค้าVAT ตามอัตราปกติ + CIT ตามกำไรสุทธิ
ขายแบตเตอรี่ตะกั่วกรดใช้แล้วรายได้จากการขายสินค้าต้องมีหลักฐานรับซื้อและใบกำกับภาษีขาย

สมมติกิจการมีรายได้ค่าบริการรับกำจัดซาก 2,000,000 บาท และรายได้ขายโลหะที่สกัดได้ 3,500,000 บาทต่อปี รวมรายได้ 5,500,000 บาท หากมีกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย 700,000

บาทและเข้าเงื่อนไข SME กิจการจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะส่วนที่เกิน

300,000 บาท คือ 400,000 บาท ในอัตรา 15% เท่ากับ 60,000 บาท ทั้งนี้ตัวเลขจริงต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายที่หักได้ตามกฎหมายประกอบด้วย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ดำเนินกิจการคัดแยกหรือถอดชิ้นส่วนซากอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ตรงกับประเภทกิจกรรมจริง
  • รวมรายได้ค่าบริการรับกำจัดซากกับรายได้ขายโลหะไว้บัญชีเดียว ทำให้แยกฐานภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้
  • ไม่เก็บหลักฐานน้ำหนักซากที่รับเข้าและปริมาณโลหะที่ขายออก ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังกับรายงานสิ่งแวดล้อมไม่ตรงกัน
  • ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงประเภทวัสดุที่รับ เมื่อขยายกิจการไปรับแบตเตอรี่ประเภทใหม่ที่มีสารเคมีต่างจากเดิม
  • ไม่มีมาตรการความปลอดภัยเฉพาะสำหรับพนักงานที่สัมผัสสารตะกั่วหรือกรดโดยตรง ทำให้เสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบด้านอาชีวอนามัย

ความรับผิดชอบของผู้ผลิตขยายผล (EPR) กับธุรกิจรีไซเคิล

แนวโน้มนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของผู้ผลิตขยายผล (Extended Producer Responsibility: EPR) กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในประเทศไทย

ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังหมดอายุการใช้งาน

ซึ่งเปิดโอกาสให้ธุรกิจรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์ทำสัญญารับจ้างบริหารจัดการซากแทนผู้ผลิตเหล่านี้ได้

หากธุรกิจของท่านมีแผนขยายไปรับงานลักษณะนี้ ควรติดตามความคืบหน้าของกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

และเตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรองรับรายได้ค่าบริการรูปแบบใหม่ที่อาจมีเงื่อนไขการรายงานปริมาณและผลการจัดการที่ละเอียดกว่าสัญญารับซื้อซากทั่วไป

การตรวจนับสต๊อกและควบคุมความปลอดภัยในการจัดเก็บ

ซากอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่ที่รอการคัดแยกหรือแปรรูปมักมีมูลค่าสูงและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น แบตเตอรี่ลิเทียมที่อาจเกิดการลัดวงจรและติดไฟได้หากจัดเก็บไม่ถูกวิธี

ธุรกิจจึงควรจัดทำระบบตรวจนับสต๊อกที่แยกตามประเภทวัสดุ

พร้อมกำหนดพื้นที่จัดเก็บที่มีมาตรการป้องกันอัคคีภัยและการรั่วไหลของสารเคมีอย่างเหมาะสม การตรวจนับสต๊อกอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยเรื่องความปลอดภัย

แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้กระทบยอดกับรายงานที่ยื่นต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมและยอดขายที่บันทึกในบัญชีให้ตรงกันทุกรอบเดือน

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ธุรกิจรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่ควรตรวจสอบประเภทใบอนุญาตโรงงานให้ตรงกับกิจกรรมจริงกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนเริ่มดำเนินการ

แยกผังบัญชีรายได้ค่าบริการและรายได้ขายโลหะให้ชัดเจน

เก็บหลักฐานน้ำหนักและปริมาณซากให้ตรงกับรายงานที่ยื่นหน่วยงานสิ่งแวดล้อม จัดทำระบบตรวจนับสต๊อกและมาตรการความปลอดภัยในการจัดเก็บ ติดตามความคืบหน้านโยบาย EPR

ที่อาจสร้างโอกาสรายได้ใหม่ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเรื่องอัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้อง เพื่อให้ธุรกิจดำเนินการถูกกฎหมายและลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและภาษี

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์ต้องขอใบอนุญาตอะไร

ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามประเภทกิจกรรมที่ตรงกับการคัดแยกหรือแปรรูปของเสียอันตรายจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ควรตรวจสอบประเภทให้ตรงกับกิจกรรมจริงก่อนเริ่มดำเนินการ

รายได้ค่าบริการรับกำจัดซากกับรายได้ขายโลหะต้องแยกบัญชีไหม

ควรแยก เพราะทั้งสองมีลักษณะรายได้และฐานภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน การรวมเป็นบัญชีเดียวจะทำให้คำนวณต้นทุนและภาษีคลาดเคลื่อน

ต้องรายงานปริมาณของเสียที่รับเข้ากับหน่วยงานใด

ต้องรายงานตามระบบที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดสำหรับการจัดการกากอุตสาหกรรม และเก็บหลักฐานน้ำหนักให้ตรงกับยอดขายที่บันทึกในบัญชี

ธุรกิจรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์ต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้รวมของกิจการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามประเภทรายได้

ค่าบริการรับกำจัดซากต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราเท่าไร

ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากร เพราะอาจแตกต่างจากอัตราที่ใช้กับการซื้อขายเศษวัสดุทั่วไป

หากดำเนินกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องจะเกิดอะไรขึ้น

มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงทั้งการถูกสั่งระงับกิจการและบทลงโทษตามกฎหมายโรงงาน จึงควรตรวจสอบและขอใบอนุญาตให้ครบก่อนเริ่มดำเนินการ

แบตเตอรี่ตะกั่วกรดใช้แล้วต้องจัดการเป็นพิเศษไหม

ต้องจัดการเป็นพิเศษเพราะเข้าข่ายวัตถุอันตราย ควรมีระบบเก็บและขนส่งที่ปลอดภัย พร้อมหลักฐานรับซื้อและใบกำกับภาษีขายที่ครบถ้วน

สำหรับ SME ที่ต้องการจัดระบบบัญชีและภาษีให้รัดกุมมากขึ้นโดยไม่ต้องศึกษาทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง ลองพิจารณาภาพรวมบริการที่ปรึกษาบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อประกอบการตัดสินใจ