เปิดผับ บาร์ หรือร้านคาราโอเกะ นอกจากใบอนุญาตสถานบริการแล้ว ยังต้องรู้เรื่องภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม

และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ บทความนี้สรุปให้ครบในที่เดียว

ธุรกิจผับ บาร์ และร้านคาราโอเกะจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มีข้อกำหนดทางกฎหมายและภาษีซับซ้อนกว่าร้านอาหารทั่วไป เพราะต้องขอใบอนุญาตหลายประเภทพร้อมกัน ทั้งใบอนุญาตสถานบริการ

ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา และใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

อีกทั้งยังมีภาษีสรรพสามิตเข้ามาเกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ขาย บทความนี้สรุปประเด็นใบอนุญาตและภาษีที่ผู้ประกอบการสถานบันเทิงต้องรู้ก่อนเปิดกิจการและระหว่างดำเนินธุรกิจ

สารบัญบทความ
  1. ใบอนุญาตหลักที่ธุรกิจสถานบันเทิงต้องมี
  2. ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  3. โครงสร้างรายได้และการแยกบัญชี
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่มและการจดทะเบียน
  5. ค่าจ้างนักดนตรี MC และทีมงานฟรีแลนซ์
  6. ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อย
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. การวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการ SME
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ใบอนุญาตหลักที่ธุรกิจสถานบันเทิงต้องมี

การเปิดผับ บาร์ หรือร้านคาราโอเกะที่มีลักษณะเป็นสถานบริการตามกฎหมาย โดยทั่วไปต้องขอใบอนุญาตอย่างน้อยสามส่วนหลัก คือ (1)

ใบอนุญาตตั้งสถานบริการจากหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานบริการในพื้นที่ (2)

ใบอนุญาตจำหน่ายสุราจากกรมสรรพสามิตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (3) ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากกิจการมีเสียงดัง แสงไฟ

และการรวมตัวของคนจำนวนมาก

นอกจากนี้หากมีการเล่นดนตรีสดหรือใช้เพลงลิขสิทธิ์ อาจต้องขออนุญาตด้านลิขสิทธิ์เพิ่มเติมด้วย

รายการใบอนุญาตที่ครบถ้วนและขั้นตอนที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องที่และที่ปรึกษากฎหมายก่อนเปิดกิจการจริง

เพราะเงื่อนไขอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และขนาดกิจการ

ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตหรือนำเข้า ผู้ประกอบการร้านที่ซื้อเครื่องดื่มมาขายต่อให้ลูกค้าจึงไม่ต้องยื่นแบบภาษีสรรพสามิตเอง

เพราะภาระภาษีนี้ถูกรวมอยู่ในราคาต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าให้ชัดเจนว่ามาจากผู้จำหน่ายที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับซื้อสินค้าหนีภาษีหรือไม่มีแสตมป์สรรพสามิต

เพราะอาจถูกดำเนินคดีและยึดสินค้าได้ทั้งที่ผู้ประกอบการอาจไม่ทราบว่าสินค้าไม่ถูกต้อง

โครงสร้างรายได้และการแยกบัญชี

ร้านสถานบันเทิงมักมีรายได้หลายประเภทในใบเสร็จเดียวกัน เช่น ค่าเข้าร้าน (Cover Charge) ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ค่าอาหารว่าง

และค่าบริการห้องคาราโอเกะแยกรายชั่วโมง

การแยกบันทึกรายได้แต่ละประเภทให้ชัดเจนช่วยให้เจ้าของธุรกิจวิเคราะห์กำไรแต่ละส่วนได้แม่นยำ เช่น อัตรากำไรขั้นต้นของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักต่างจากอาหารว่างมาก

และยังช่วยให้การจัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องตามประเภทสินค้าและบริการที่ขายจริง

ประเภทรายได้ลักษณะภาษีข้อควรระวัง
ค่าเข้าร้าน/Cover Chargeรายได้บริการ เสีย VATแยกบันทึกจากยอดขายเครื่องดื่ม
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้นทุนรวมภาษีสรรพสามิตแล้วตรวจแหล่งที่มาสินค้าให้ถูกกฎหมาย
ค่าห้องคาราโอเกะรายได้บริการ เสีย VATบันทึกตามชั่วโมงใช้งานจริง

ภาษีมูลค่าเพิ่มและการจดทะเบียน

เมื่อรายได้รวมทั้งปีของกิจการเกิน 1.8 ล้านบาท ผู้ประกอบการมีหน้าที่ยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

ธุรกิจสถานบันเทิงส่วนใหญ่มียอดขายค่อนข้างสูงต่อคืน จึงมักถึงเกณฑ์ต้องจด VAT

เร็วกว่าธุรกิจขนาดเล็กประเภทอื่น ผู้ประกอบการควรติดตามยอดขายสะสมรายเดือนอย่างใกล้ชิด และเตรียมระบบออกใบกำกับภาษีให้พร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียน

ค่าจ้างนักดนตรี MC และทีมงานฟรีแลนซ์

สถานบันเทิงส่วนใหญ่ต้องจ้างนักดนตรี นักร้อง MC หรือดีเจมาแสดงเป็นรายคืนหรือรายสัปดาห์ เงินได้ที่จ่ายให้บุคคลเหล่านี้มักเข้าข่ายเงินได้จากการรับจ้างทำงานหรือรับจ้างแสดง

ซึ่งผู้ประกอบการในฐานะผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ

ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ อัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาว่าจ้างและสถานะของผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)

จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนวางระบบจ่ายค่าตอบแทนทีมงานฟรีแลนซ์เหล่านี้ และควรออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ

ที่จ่ายให้ทุกครั้งเพื่อความถูกต้อง

ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อย

สมมติร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งมีรายได้ต่อคืนเฉลี่ย 50,000 บาท แบ่งเป็นค่าห้อง 20,000 บาท ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 25,000 บาท และค่าอาหารว่าง 5,000 บาท

หากเปิดทุกวันจะมีรายได้ทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาทอย่างแน่นอน ผู้ประกอบการจึงต้องจดทะเบียน VAT

ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการหรือเมื่อประเมินแล้วว่าจะถึงเกณฑ์ในไม่ช้า พร้อมทั้งแยกบันทึกรายได้แต่ละประเภทเพื่อให้จัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มได้ถูกต้องตามความเป็นจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เปิดกิจการโดยยังขอใบอนุญาตไม่ครบ ทำให้เสี่ยงถูกสั่งปิดหรือปรับตามกฎหมายควบคุมสถานบริการ
  • ไม่แยกบันทึกรายได้ค่าเข้าร้าน ค่าเครื่องดื่ม และค่าห้อง ทำให้วิเคราะห์กำไรแต่ละส่วนไม่ได้
  • รับซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากแหล่งที่ไม่มีเอกสารถูกต้อง เสี่ยงถูกยึดสินค้าและดำเนินคดี
  • จ่ายค่าตอบแทนนักดนตรีหรือ MC โดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงย้อนหลัง
  • ไม่ติดตามยอดขายสะสมรายเดือน ทำให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

การวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการ SME

หากธุรกิจสถานบันเทิงจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและเข้าเงื่อนไขกิจการ SME คือมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี

กำไรสุทธิส่วนแรกอาจได้รับยกเว้นหรือเสียภาษีในอัตราลดหย่อนกว่ากิจการทั่วไป

อย่างไรก็ตามธุรกิจสถานบันเทิงหลายรายมีรายได้สูงจนเกินเกณฑ์ SME ได้ในเวลาไม่นาน

จึงควรวางแผนภาษีล่วงหน้าและตรวจสอบเงื่อนไขปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอย่างสม่ำเสมอ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการควรเริ่มจากตรวจสอบรายการใบอนุญาตที่ต้องมีให้ครบก่อนเปิดกิจการ วางผังบัญชีแยกรายได้แต่ละประเภทให้ชัดเจน ติดตามยอดขายสะสมเพื่อจดทะเบียน VAT ให้ทันเวลา

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเรื่องการหักภาษี ณ

ที่จ่ายสำหรับค่าตอบแทนนักแสดงและทีมงานฟรีแลนซ์ตั้งแต่เริ่มวางระบบธุรกิจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เปิดผับหรือบาร์ต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง

โดยทั่วไปต้องขอใบอนุญาตสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากหน่วยงานท้องถิ่น

และหากมีเพลงหรือดนตรีสดอาจต้องขออนุญาตเพิ่มเติม

ควรตรวจสอบรายการที่ครบถ้วนกับหน่วยงานท้องที่และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนเปิดกิจการจริง

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ขายในร้านต้องเสียภาษีอะไรเพิ่มจาก VAT

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตตั้งแต่ขั้นตอนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ผู้ประกอบการร้านที่ซื้อมาขายต่อจึงจ่ายภาษีสรรพสามิตรวมอยู่ในราคาต้นทุนแล้ว

ส่วนรายได้จากการขายยังต้องเสีย VAT ตามปกติเมื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ค่าเข้าร้าน (Cover Charge) กับค่าเครื่องดื่มต้องแยกบันทึกบัญชีไหม

ควรแยกบันทึกเป็นรายได้คนละประเภท เพราะช่วยให้วิเคราะห์ต้นทุนและกำไรแต่ละส่วนได้ชัดเจน อีกทั้งบางกรณีค่าเข้าร้านอาจมีเงื่อนไขภาษีต่างจากค่าขายเครื่องดื่ม

จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อวางผังบัญชีให้เหมาะกับรูปแบบร้าน

ร้านคาราโอเกะขนาดเล็กต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบการควรติดตามยอดขายสะสมรายเดือนเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลา

จ้างนักดนตรีหรือ MC มาแสดงในร้าน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม

โดยทั่วไปเข้าข่ายเงินได้จากการรับจ้างทำงานหรือรับจ้างแสดง ซึ่งมักมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงิน

อัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพราะขึ้นกับลักษณะสัญญาว่าจ้างแต่ละราย

ไม่มีใบอนุญาตครบถ้วนแต่เปิดร้านไปแล้ว มีความเสี่ยงอย่างไร

นอกจากความเสี่ยงถูกสั่งปิดหรือปรับตามกฎหมายควบคุมสถานบริการแล้ว ยังอาจกระทบต่อการหักค่าใช้จ่ายทางภาษีและความน่าเชื่อถือของกิจการ ควรเร่งดำเนินการขอใบอนุญาตให้ครบก่อนขยายธุรกิจต่อ

รายได้จากการขายบุหรี่หรือของว่างเพิ่มเติมในร้านต้องบันทึกอย่างไร

ควรแยกบันทึกเป็นรายได้อีกหมวดหนึ่ง แยกจากค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และค่าเข้าร้าน เพื่อให้ทราบสัดส่วนกำไรแต่ละกลุ่มสินค้าและวางแผนสั่งซื้อสต๊อกได้แม่นยำขึ้น

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปิดงบได้ตรงเวลาและมีรายงานให้ผู้บริหารดูได้ทุกเดือน สามารถดูรายละเอียดบริการวางระบบบัญชีและภาษีเพิ่มเติมได้