ธุรกิจแปรรูปผลไม้อบแห้งเพื่อขายส่งออกต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของ อย. และเข้าใจสิทธิประโยชน์ทางภาษีของการส่งออก เช่น VAT อัตรา 0%

รวมถึงการวางระบบบัญชีต้นทุนวัตถุดิบเกษตรที่มีราคาผันผวนตามฤดูกาล

บทความนี้สรุปแนวทางปฏิบัติหลักสำหรับผู้ประกอบการ SME ในอุตสาหกรรมนี้

ผลไม้อบแห้งไทย เช่น มะม่วงอบแห้ง กล้วยอบ ทุเรียนทอด เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากจึงขยายธุรกิจจากขายในประเทศไปสู่การส่งออก

แต่การส่งออกผลไม้แปรรูปมีข้อกำหนดด้านมาตรฐานอาหารและภาษีที่แตกต่างจากการขายในประเทศ ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนล่วงหน้าให้รอบคอบ

สารบัญบทความ
  1. 1. มาตรฐาน อย. และการขึ้นทะเบียนโรงงานแปรรูป
  2. 2. ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก
  3. 3. การวางระบบบัญชีต้นทุนวัตถุดิบเกษตร
  4. 4. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  5. 5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. 6. การจัดการฤดูกาลผลผลิตและวางแผนกำลังการผลิต
  7. 7. ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

1. มาตรฐาน อย. และการขึ้นทะเบียนโรงงานแปรรูป

การแปรรูปผลไม้อบแห้งจัดเป็นการผลิตอาหาร จึงต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยสถานที่ผลิตต้องผ่านมาตรฐาน GMP หรือ Primary GMP

ขึ้นกับขนาดกำลังการผลิต นอกจากนี้หากส่งออกไปยังตลาดที่มีมาตรฐานสูง เช่น สหภาพยุโรป

สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น อาจต้องมีมาตรฐานเพิ่มเติม เช่น HACCP หรือ BRC ตามที่คู่ค้าหรือประเทศปลายทางกำหนด

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อกำหนดของตลาดปลายทางแต่ละแห่งให้ชัดเจนก่อนเริ่มส่งออกจริง

2. ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก

2.1 VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก

การส่งออกสินค้าที่มีหลักฐานครบถ้วน เช่น ใบขนสินค้าขาออกและหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ จะได้รับสิทธิภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0% ทำให้ผู้ส่งออกไม่ต้องเรียกเก็บ VAT

จากลูกค้าต่างประเทศ

แต่ยังสามารถขอคืนภาษีซื้อที่เกิดจากการผลิตได้ตามหลักเกณฑ์ ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ทั้งนี้ควรตรวจสอบเงื่อนไขและอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ

2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล

รายได้จากการส่งออกถือเป็นรายได้ปกติของกิจการ ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราปกติ หากเข้าเงื่อนไข SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท

และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับกำไร

300,000 บาทแรก ส่วนที่เหลือเสียภาษีตามอัตราขั้นบันได ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากร

2.3 สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรในประเทศปลายทาง

หากประเทศไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศปลายทาง ผู้ส่งออกอาจขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D, Form E หรือแบบอื่นตามข้อตกลง)

เพื่อให้ลูกค้าปลายทางได้รับสิทธิลดหย่อนอากรขาเข้า

ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดนั้น

3. การวางระบบบัญชีต้นทุนวัตถุดิบเกษตร

ผลไม้สดเป็นวัตถุดิบที่มีราคาผันผวนตามฤดูกาลและปริมาณผลผลิต การวางระบบบัญชีต้นทุนจึงควรพิจารณาดังนี้:

  • บันทึกต้นทุนวัตถุดิบตามรอบการรับซื้อจริง ไม่ใช้ราคาเฉลี่ยคงที่ทั้งปี เพราะราคาผลไม้อาจต่างกันมากระหว่างฤดูกาลผลผลิตออกมากกับช่วงขาดแคลน
  • คำนวณอัตราการสูญเสียน้ำหนักจากการอบแห้ง (Yield Rate) เช่น มะม่วงสด 5 กิโลกรัม อาจได้มะม่วงอบแห้งเพียง 1 กิโลกรัม ต้องนำอัตรานี้มาคำนวณต้นทุนต่อหน่วยสินค้าสำเร็จรูปให้แม่นยำ
  • แยกต้นทุนบรรจุภัณฑ์สำหรับตลาดส่งออก ซึ่งมักมีมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และฉลากที่ต่างจากขายในประเทศ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า

4. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่คำนวณอัตราการสูญเสียน้ำหนักจากการอบแห้งให้ถูกต้อง: ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสินค้าสำเร็จรูปต่ำกว่าความเป็นจริง และตั้งราคาขายผิดพลาด
  • ขาดเอกสารหลักฐานการส่งออกที่ครบถ้วน: ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิ VAT อัตรา 0% ได้ และอาจถูกประเมินให้เสีย VAT ในอัตราปกติย้อนหลัง
  • ไม่ตรวจสอบมาตรฐานอาหารของประเทศปลายทางก่อนส่งออก: ทำให้สินค้าถูกตีกลับหรือถูกทำลายที่ด่านนำเข้าปลายทาง เกิดความเสียหายทางการเงิน
  • บันทึกต้นทุนวัตถุดิบด้วยราคาเฉลี่ยที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง: ทำให้กำไรขั้นต้นในแต่ละรอบการผลิตคลาดเคลื่อนและวางแผนราคาขายผิดพลาด

5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติผู้ประกอบการรับซื้อมะม่วงสด 1,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 15 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบ 15,000 บาท เมื่อผ่านกระบวนการอบแห้งได้อัตราการสูญเสียน้ำหนักประมาณ 80% (ได้มะม่วงอบแห้ง

200 กิโลกรัม)

ต้นทุนวัตถุดิบต่อกิโลกรัมของมะม่วงอบแห้งจึงเท่ากับ 15,000 หารด้วย 200 เท่ากับ 75 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่รวมค่าแรง ค่าพลังงาน และค่าบรรจุภัณฑ์

หากไม่คำนวณอัตราการสูญเสียน้ำหนักให้ถูกต้อง

ผู้ประกอบการอาจตั้งราคาขายต่ำกว่าต้นทุนจริงโดยไม่รู้ตัว เมื่อส่งออกสินค้านี้ไปต่างประเทศและมีเอกสารครบถ้วน จะได้รับสิทธิ VAT 0% สำหรับรายได้จากการขายชุดนี้

แต่ยังต้องนำกำไรที่ได้ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ

6. การจัดการฤดูกาลผลผลิตและวางแผนกำลังการผลิต

ผลไม้ไทยหลายชนิดมีฤดูกาลผลผลิตชัดเจน เช่น มะม่วงออกผลมากช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม หรือทุเรียนออกผลมากช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

ทำให้ผู้ประกอบการต้องวางแผนรับซื้อวัตถุดิบเข้าคลังในปริมาณมากช่วงที่ราคาต่ำ แล้วทยอยแปรรูปตลอดทั้งปี

ซึ่งต้องมีระบบบันทึกสต๊อกวัตถุดิบแช่แข็งหรือแช่เย็นแยกตามรอบการรับซื้อ พร้อมคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามรอบที่รับซื้อจริง

เพื่อไม่ให้ต้นทุนขายคลาดเคลื่อนเมื่อราคาผลไม้ในตลาดเปลี่ยนแปลงระหว่างปี

นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่มีสัญญาส่งออกระยะยาวควรเจรจาราคาขายที่ครอบคลุมความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบตามฤดูกาลไว้ล่วงหน้า เพื่อรักษาอัตรากำไรให้สม่ำเสมอตลอดปี

7. ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการควรจัดทำสูตรคำนวณอัตราการสูญเสียน้ำหนัก (Yield Rate) ของผลไม้แต่ละชนิดแยกกัน เพราะแต่ละชนิดมีอัตราการอบแห้งไม่เท่ากัน

และควรปรับปรุงข้อมูลนี้เป็นระยะเมื่อกระบวนการผลิตเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ควรจัดเก็บเอกสารการส่งออกทุกชิปเมนต์ให้ครบถ้วน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อวางระบบคำนวณต้นทุนและใช้สิทธิ VAT ส่งออกได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
1. มาตรฐาน อย. และการขึ้นทะเบียนโรงงานแปรรูปตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
2. ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
3. การวางระบบบัญชีต้นทุนวัตถุดิบเกษตรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจผลไม้อบแห้งต้องขอใบอนุญาตอะไรก่อนผลิต?

ต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยสถานที่ผลิตต้องผ่านมาตรฐาน GMP หรือ Primary GMP ตามขนาดกำลังการผลิต

หากส่งออกไปตลาดที่มีมาตรฐานสูงอาจต้องมีมาตรฐานเพิ่มเติมตามที่คู่ค้ากำหนด

ส่งออกผลไม้อบแห้งได้สิทธิภาษีอะไรบ้าง?

หากมีหลักฐานการส่งออกครบถ้วน เช่น ใบขนสินค้าขาออกและหลักฐานรับชำระเงินจากต่างประเทศ จะได้รับสิทธิภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0%

แต่รายได้ยังต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับกรมสรรพากร

อัตราการสูญเสียน้ำหนักจากการอบแห้งคำนวณอย่างไร?

คำนวณจากน้ำหนักวัตถุดิบสดที่ใช้เทียบกับน้ำหนักสินค้าสำเร็จรูปที่ได้หลังอบแห้ง เช่น ใช้มะม่วงสด 1,000 กิโลกรัม ได้มะม่วงอบแห้ง 200 กิโลกรัม แสดงว่ามีอัตราการสูญเสียน้ำหนักประมาณ

80% ซึ่งต้องนำมาคำนวณต้นทุนต่อหน่วยให้ถูกต้อง

ทำไมต้องแยกต้นทุนบรรจุภัณฑ์สำหรับตลาดส่งออก?

เพราะตลาดส่งออกมักมีมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และฉลากที่เข้มงวดกว่าขายในประเทศ ทำให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์สูงกว่า หากไม่แยกคำนวณจะทำให้กำไรขั้นต้นของสินค้าส่งออกคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ธุรกิจนี้มีสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่?

หากเข้าเงื่อนไข SME คือทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก

ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนคำนวณจริง

ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้ามีประโยชน์อย่างไร?

ช่วยให้ลูกค้าปลายทางในประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับไทยได้รับสิทธิลดหย่อนอากรขาเข้า ทำให้สินค้าไทยแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้นในตลาดนั้น

ควรขอผ่านกรมการค้าต่างประเทศตามเงื่อนไขที่กำหนด

หากไม่มีเอกสารส่งออกครบถ้วนจะเกิดผลอย่างไร?

จะไม่สามารถใช้สิทธิ VAT อัตรา 0% ได้ และอาจถูกกรมสรรพากรประเมินให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราปกติย้อนหลัง จึงควรจัดเก็บใบขนสินค้าขาออกและหลักฐานการรับชำระเงินให้ครบทุกชิปเมนต์

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้