ถ้าจะส่งสินค้าไปขายในสหภาพยุโรป คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้คือสินค้าของคุณเข้าข่ายต้องติดเครื่องหมาย CE หรือต้องผ่านการตรวจสอบสารเคมีตามระเบียบ REACH หรือไม่ เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตาม

สินค้าอาจถูกกักที่ด่านศุลกากรยุโรปทันที

และบทความนี้จะพาไปดูทั้งฝั่งมาตรฐานสินค้าและฝั่งภาษีที่ SME ไทยต้องเตรียมให้พร้อมก่อนส่งออกจริง

การส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป (EU) ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพสินค้าหรือราคาที่แข่งขันได้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่อง มาตรฐานบังคับ ที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องรู้ก่อนส่งของออกไปจริง

เพราะหากสินค้าที่ส่งไปไม่ผ่านเกณฑ์

อาจถูกด่านศุลกากรยุโรปกักสินค้า ตีกลับ หรือแม้แต่ถูกปรับ ทำให้เสียทั้งเงินและเวลา ในบทความนี้จะอธิบายสองมาตรฐานหลักที่ผู้ส่งออกต้องรู้จัก คือ CE Marking และ ระเบียบ REACH

พร้อมทั้งเชื่อมโยงไปถึงเรื่องภาษีและเอกสารที่ฝ่ายบัญชีของบริษัทต้องเตรียมควบคู่กันไป

สารบัญบทความ
  1. CE Marking คืออะไร ทำไมสินค้าบางชนิดต้องมี
  2. ระเบียบ REACH คืออะไร เกี่ยวข้องกับสินค้าแบบไหน
  3. ผลกระทบต่อบัญชีและภาษีเมื่อส่งออกไปยุโรป
  4. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ SME ไทยเมื่อส่งออกไป EU
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. คำแนะนำเชิงปฏิบัติก่อนส่งออกไปยุโรป
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

CE Marking คืออะไร ทำไมสินค้าบางชนิดต้องมี

CE Marking (Conformité Européenne) คือเครื่องหมายที่แสดงว่าสินค้าผ่านเกณฑ์ด้านความปลอดภัย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายของสหภาพยุโรป ไม่ใช่เครื่องหมายรับรองคุณภาพทั่วไป

แต่เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่บังคับสำหรับสินค้าบางกลุ่มก่อนจะวางขายในตลาด EU ได้ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็ก เครื่องจักรอุตสาหกรรม อุปกรณ์ทางการแพทย์

และอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) หากสินค้าของคุณอยู่ในกลุ่มที่กฎหมายกำหนด

แต่ไม่มีเครื่องหมาย CE ติดอยู่ สินค้านั้นจะไม่สามารถนำเข้าและวางจำหน่ายในประเทศสมาชิก EU ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านหน้าร้านหรือผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนก็ตาม

ขั้นตอนหลักในการขอเครื่องหมาย CE

  • ตรวจสอบว่าสินค้าของคุณอยู่ในกลุ่มที่กฎหมาย EU (Directive หรือ Regulation ที่เกี่ยวข้อง) บังคับให้ต้องมี CE Marking หรือไม่
  • ระบุมาตรฐานเทคนิค (Harmonised Standard) ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทนั้น เช่น มาตรฐานความปลอดภัยไฟฟ้า หรือมาตรฐานเครื่องจักร
  • ทำการทดสอบสินค้าโดยห้องแล็บที่ได้รับการรับรอง (Notified Body) ในบางกรณีสินค้าความเสี่ยงต่ำอาจประเมินตนเองได้ (Self-Declaration) แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัดเจนก่อน
  • จัดทำเอกสารทางเทคนิค (Technical File) และ Declaration of Conformity เก็บไว้เป็นหลักฐาน
  • ติดเครื่องหมาย CE บนตัวสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด

ระเบียบ REACH คืออะไร เกี่ยวข้องกับสินค้าแบบไหน

REACH ย่อมาจาก Registration, Evaluation, Authorisation and Restriction of Chemicals เป็นระเบียบของสหภาพยุโรปที่ควบคุมการใช้สารเคมีในสินค้าทุกประเภทที่จำหน่ายใน EU

ไม่ใช่เฉพาะสารเคมีที่ขายเป็นวัตถุดิบเท่านั้น

แต่รวมถึงสารเคมีที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ หากสินค้ามีสารเคมีที่อยู่ในบัญชี SVHC

(Substances of Very High Concern) เกินเกณฑ์ที่กำหนด ผู้นำเข้าใน EU

มีหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลและอาจถูกจำกัดการนำเข้า ผู้ส่งออกไทยจึงควรขอ Certificate of Analysis หรือรายงานผลทดสอบสารเคมีจากซัพพลายเออร์วัตถุดิบของตนเองไว้ล่วงหน้า

เพื่อยืนยันว่าสินค้าปลอดสารต้องห้ามตามบัญชี SVHC

สินค้าที่มักถูกตรวจสอบเข้มงวดภายใต้ REACH

  • สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ผ่านกระบวนการย้อมสีหรือเคลือบสารกันน้ำ
  • เครื่องประดับและอุปกรณ์ที่มีส่วนผสมของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม
  • ของเล่นเด็กและผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง
  • เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดหรือพลาสติกที่มีสารระเหย (VOC)

ผลกระทบต่อบัญชีและภาษีเมื่อส่งออกไปยุโรป

นอกจากเรื่องมาตรฐานสินค้าแล้ว ฝ่ายบัญชีของกิจการต้องเตรียมเอกสารประกอบการส่งออกให้ครบถ้วน เพราะการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศเข้าเงื่อนไข ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0

ตามประมวลรัษฎากร แต่ต้องมีหลักฐานยืนยันการส่งออกจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก

(Export Declaration) ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Air Waybill) และหลักฐานการชำระเงินจากผู้ซื้อต่างประเทศ หากเอกสารไม่ครบถ้วน กรมสรรพากรอาจไม่ยอมรับสิทธิ VAT 0%

และประเมินภาษีเพิ่มเติมภายหลังได้

นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขอ CE Marking และการทดสอบ REACH เช่น ค่าธรรมเนียมห้องแล็บ ค่าที่ปรึกษาด้านมาตรฐาน

ถือเป็นรายจ่ายทางภาษีที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป

หากมีใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วน

เอกสารที่ฝ่ายบัญชีควรจัดเก็บคู่กับการขอมาตรฐาน CE และ REACH

รายการเอกสารวัตถุประสงค์
ใบรับรอง Declaration of Conformity (CE)ยืนยันสินค้าผ่านมาตรฐานตามกฎหมาย EU
รายงานผลทดสอบสารเคมี (REACH Test Report)ยืนยันไม่มีสาร SVHC เกินเกณฑ์
ใบขนสินค้าขาออกและใบตราส่งสินค้าใช้ประกอบสิทธิ VAT 0% สำหรับการส่งออก
ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีค่าทดสอบและที่ปรึกษาใช้เป็นหลักฐานรายจ่ายทางภาษีของกิจการ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ SME ไทยเมื่อส่งออกไป EU

  • คิดว่าสินค้าตนไม่เข้าข่ายต้องมี CE ทั้งที่จริงแล้วสินค้าประเภทเดียวกันจากผู้ผลิตต่างรายอาจมีส่วนประกอบต่างกันจนต้องขอ CE คนละแบบ ควรตรวจสอบกับที่ปรึกษาด้านมาตรฐานหรือหน่วยงานรับรองโดยตรงทุกครั้งก่อนส่งออกล็อตแรก
  • ใช้วัตถุดิบจากซัพพลายเออร์หลายเจ้าโดยไม่ขอผลทดสอบสารเคมีใหม่ทุกครั้ง เพราะสูตรหรือแหล่งวัตถุดิบเปลี่ยนอาจทำให้ผลตรวจ REACH เดิมใช้ไม่ได้แล้ว
  • ไม่เก็บเอกสารส่งออกให้ครบ ทำให้ตอนขอใช้สิทธิ VAT 0% ถูกกรมสรรพากรปฏิเสธ หรือถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม
  • มองข้ามค่าใช้จ่ายด้านมาตรฐานว่าเป็นต้นทุนจม ทั้งที่จริงสามารถนำมาบันทึกเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หากมีเอกสารถูกต้อง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัท SME ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กในไทยต้องการส่งออกไปขายในเยอรมนี สินค้าประเภทนี้เข้าข่ายต้องมีเครื่องหมาย CE ตาม Low Voltage Directive และต้องผ่านการทดสอบ REACH

เนื่องจากมีสายไฟหุ้มพลาสติก

บริษัทจึงต้องจ่ายค่าทดสอบในห้องแล็บที่ได้รับการรับรองประมาณหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อรุ่นสินค้า ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน

ค่าใช้จ่ายนี้สามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกิจการได้ตามปกติ และเมื่อส่งออกสินค้าสำเร็จ

บริษัทต้องเก็บใบขนสินค้าขาออกและหลักฐานการรับชำระเงินจากลูกค้าเยอรมันไว้ประกอบการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ทุกเดือนที่มีการส่งออกจริง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติก่อนส่งออกไปยุโรป

ก่อนตัดสินใจส่งออกสินค้าไปยุโรปครั้งแรก ผู้ประกอบการควรทำตามลำดับนี้ ขั้นแรกตรวจสอบว่าสินค้าของตนอยู่ในกลุ่มที่ต้องมี CE Marking

หรือไม่โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานหรือหน่วยงานรับรองที่มีประสบการณ์ตรงกับสินค้านั้น

ขั้นที่สองให้ตรวจสอบวัตถุดิบทุกชิ้นส่วนว่ามีสารเคมีที่เข้าข่าย REACH หรือไม่ โดยขอเอกสารรับรองจากซัพพลายเออร์ล่วงหน้า

ขั้นที่สามให้ประสานงานกับฝ่ายบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ปรึกษาเพื่อเตรียมเอกสารส่งออกให้ครบตั้งแต่ต้น เพื่อใช้สิทธิ VAT 0%

ได้ถูกต้อง และสุดท้ายควรวางแผนงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายด้านมาตรฐานล่วงหน้า เพราะเป็นต้นทุนที่จำเป็นสำหรับการเข้าตลาด EU อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สินค้าทุกชนิดที่ส่งไปยุโรปต้องมีเครื่องหมาย CE หรือไม่

ไม่ใช่ทุกชนิด CE Marking บังคับเฉพาะสินค้าที่กฎหมาย EU กำหนดไว้ในกลุ่มความเสี่ยง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ของเล่น และอุปกรณ์การแพทย์

ผู้ส่งออกควรตรวจสอบประเภทสินค้าของตนกับผู้เชี่ยวชาญก่อนส่งออกจริง

ถ้าสินค้าไม่มี CE Marking แต่ยังส่งออกไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น

สินค้าอาจถูกด่านศุลกากรของประเทศปลายทางในสหภาพยุโรปกักไว้ ไม่อนุญาตให้นำเข้า หรือถูกตีกลับ และในบางกรณีผู้นำเข้าปลายทางอาจถูกปรับตามกฎหมายท้องถิ่นด้วย

REACH ต่างจาก CE Marking อย่างไร

CE Marking เน้นความปลอดภัยโดยรวมของสินค้าตามการออกแบบและการใช้งาน ส่วน REACH เน้นเฉพาะเรื่องสารเคมีที่ผสมอยู่ในสินค้าว่าปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมหรือไม่

สินค้าบางชนิดอาจต้องผ่านทั้งสองมาตรฐานพร้อมกัน

ค่าใช้จ่ายในการทดสอบ CE และ REACH นำมาหักภาษีได้หรือไม่

โดยหลักการทั่วไปค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าทดสอบมาตรฐานและค่าที่ปรึกษา สามารถนำมาบันทึกเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หากมีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วน

ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจนในแต่ละกรณี

การส่งออกไปยุโรปได้สิทธิภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 จริงหรือไม่

การส่งออกสินค้าจากไทยไปต่างประเทศเข้าเงื่อนไขภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 ตามประมวลรัษฎากร แต่ต้องมีเอกสารยืนยันการส่งออกจริงครบถ้วน เช่น

ใบขนสินค้าขาออกและหลักฐานการรับชำระเงิน ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญ

ต้องขอเครื่องหมาย CE ทุกครั้งที่เปลี่ยนรุ่นสินค้าหรือไม่

โดยทั่วไปหากมีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบ วัสดุ หรือฟังก์ชันการทำงานที่กระทบต่อความปลอดภัย ผู้ผลิตควรประเมินใหม่และอาจต้องขอเอกสารรับรองใหม่

ควรปรึกษาหน่วยงานรับรองมาตรฐานเพื่อความชัดเจนในแต่ละกรณี

SME ที่เพิ่งเริ่มส่งออกควรเริ่มต้นอย่างไร

ควรเริ่มจากตรวจสอบประเภทสินค้าว่าต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง ปรึกษาห้องแล็บหรือที่ปรึกษามาตรฐานที่มีประสบการณ์ตรง

พร้อมประสานงานกับฝ่ายบัญชีเพื่อเตรียมเอกสารภาษีส่งออกให้ครบตั้งแต่ล็อตแรก จะช่วยลดความเสี่ยงถูกกักสินค้าหรือถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น