ธุรกิจรับรื้อถอนอาคารและปรับพื้นที่ก่อนก่อสร้างถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% หากจดทะเบียน VAT แล้ว โดยมีรายได้หลักสองส่วนคือค่าบริการรื้อถอนและรายได้จากการขายเศษวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน ซึ่งแต่ละส่วนมีวิธีบันทึกบัญชีและภาษีที่ต้องพิจารณาแยกกัน

ลักษณะธุรกิจรับรื้อถอนปรับพื้นที่ก่อนก่อสร้าง

ธุรกิจรับรื้อถอน (Demolition) และปรับพื้นที่ (Site Clearance) เป็นงานที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มโครงการก่อสร้างใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การรื้อถอนอาคารเก่า ทุบโครงสร้างคอนกรีต ขนย้ายเศษวัสดุ ปรับระดับดิน ไปจนถึงเคลียร์พื้นที่ให้พร้อมสำหรับงานก่อสร้างต่อไป โดยทั่วไปผู้ประกอบธุรกิจนี้จะรับงานเป็นโครงการระยะสั้น (ไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน) แตกต่างจากงานก่อสร้างระยะยาว

รายได้หลักของธุรกิจนี้มาจากสองแหล่ง คือ ค่าบริการรื้อถอนที่คิดเป็นเหมาจ่ายหรือตามพื้นที่/ปริมาณงาน และรายได้เสริมจากการขายเศษวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน เช่น เศษเหล็ก เศษไม้ อิฐ หรือวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งบางสัญญากำหนดให้ผู้รับเหมาเป็นเจ้าของเศษวัสดุและนำไปขายต่อได้เอง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับค่าบริการรื้อถอน

ค่าบริการรื้อถอนถือเป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร ซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) หากผู้ประกอบการมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ให้บริการ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระเงินหรือเมื่อออกใบกำกับภาษี แล้วแต่เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน ซึ่งในทางปฏิบัติมักตรงกับงวดที่วางบิลตามความคืบหน้าของงานรื้อถอน

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าบริการรื้อถอน

เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล จะมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายค่าบริการรื้อถอนให้ผู้รับเหมา โดยงานรื้อถอนมักถูกจัดประเภทเป็นค่าบริการหรือค่าจ้างทำของ ซึ่งมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะที่กำหนดไว้ ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนหักและนำส่ง เนื่องจากการตีความประเภทเงินได้ผิดอาจทำให้หักภาษี ณ ที่จ่ายผิดอัตราได้

รายได้จากการขายเศษวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน

เศษวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน เช่น เศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม หรือวัสดุก่อสร้างเก่าที่นำไปขายต่อได้ ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าที่ต้องนำมารวมคำนวณรายได้ของกิจการ หากผู้รับเหมาเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ในเศษวัสดุตามสัญญาและนำไปขายเอง รายได้ส่วนนี้จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับการขายสินค้าทั่วไป และต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาตามประเภทของกิจการ

ในทางกลับกัน หากสัญญากำหนดให้เศษวัสดุยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของโครงการ และผู้รับเหมาเพียงแค่ขนย้ายออกไปกำจัดหรือขายแทนแล้วหักค่าใช้จ่าย รายได้และภาษีที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาตามข้อสัญญาจริง ซึ่งอาจมีผลต่างในการรับรู้รายได้และผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากการขายเศษวัสดุ

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

บริษัท ก. รับงานรื้อถอนอาคารพาณิชย์เก่า 3 คูหา ค่าบริการรื้อถอนตามสัญญา 800,000 บาท (ยังไม่รวม VAT) สัญญาระบุให้ผู้รับเหมาเป็นเจ้าของเศษวัสดุ และบริษัทนำเศษเหล็กและอิฐไปขายต่อได้เงิน 150,000 บาท

รายการจำนวนเงิน (บาท)
ค่าบริการรื้อถอน (ก่อน VAT)800,000
VAT 7% ของค่าบริการ56,000
รวมค่าบริการก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย856,000
หักภาษีหัก ณ ที่จ่าย (อัตราตามประเภทเงินได้ ควรยืนยันกับผู้เชี่ยวชาญ)(24,000)
ยอดรับสุทธิค่าบริการรื้อถอน832,000
รายได้เพิ่มเติมจากการขายเศษวัสดุ (แยกออกใบกำกับภาษีต่างหาก)150,000

ตัวเลขภาษีหัก ณ ที่จ่ายในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องตามลักษณะสัญญาจริงกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษี และต้องนำรายได้ทั้งค่าบริการและรายได้จากการขายเศษวัสดุมารวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีด้วย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจรับรื้อถอน

  • ไม่แยกรายได้ค่าบริการรื้อถอนกับรายได้ขายเศษวัสดุ: ทำให้บันทึกบัญชีปะปนกันและตรวจสอบภาษีย้อนหลังยาก ควรออกใบกำกับภาษีแยกรายการให้ชัดเจน
  • ไม่ตกลงกรรมสิทธิ์เศษวัสดุในสัญญาให้ชัดเจน: ทำให้เกิดข้อพิพาทภายหลังว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากรายได้ขายเศษวัสดุ
  • ประเมินต้นทุนกำจัดขยะและขนย้ายไม่ครบ: ค่าใช้จ่ายขนย้ายเศษวัสดุไปทิ้งหรือรีไซเคิลมักถูกมองข้าม ทำให้กำไรที่แท้จริงของโครงการคลาดเคลื่อน
  • ไม่ขอใบอนุญาตหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนตามกฎหมายควบคุมอาคาร: แม้ไม่ใช่ประเด็นภาษีโดยตรง แต่หากถูกระงับงานจะกระทบรายได้และกระแสเงินสดของโครงการ
  • ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับเหมาช่วง: หากธุรกิจรับรื้อถอนจ้างผู้รับเหมาช่วงต่ออีกทอดหนึ่ง ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้รับเหมาช่วงด้วยเช่นกัน

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ผู้ประกอบธุรกิจรับรื้อถอนควรระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของเศษวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน และแยกรายการค่าบริการกับรายได้จากการขายเศษวัสดุออกจากกันในใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษี เพื่อให้การคำนวณ VAT และภาษีเงินได้ถูกต้อง ควรจัดทำระบบต้นทุนแยกตามโครงการเพื่อคำนวณกำไรที่แท้จริงหลังหักค่าขนย้ายและกำจัดเศษวัสดุ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อยืนยันอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องตามลักษณะงานที่รับจริง เนื่องจากงานรื้อถอนอาจถูกตีความต่างกันในแต่ละสัญญา

สรุป

ธุรกิจรับรื้อถอนปรับพื้นที่ก่อนก่อสร้างมีรายได้สองส่วนที่ต้องจัดการภาษีแยกกัน คือค่าบริการรื้อถอนที่เสีย VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย และรายได้จากการขายเศษวัสดุที่ต้องพิจารณากรรมสิทธิ์ตามสัญญาให้ชัดเจน การวางระบบเอกสารและบัญชีที่แยกรายการชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบภาษีย้อนหลังและทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นกำไรที่แท้จริงของแต่ละโครงการ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง รับรื้อถอนปรับพื้นที่ก่อนก่อสร้าง เสียภาษี VAT อย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าบริการรื้อถอนอาคารต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

ต้องเสีย เพราะถือเป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร หากผู้ประกอบการมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT ในอัตราปัจจุบัน (ควรตรวจสอบอัตราที่ใช้บังคับกับกรมสรรพากร) พร้อมออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ให้บริการ

รายได้จากการขายเศษวัสดุที่ได้จากการรื้อถอนต้องเสียภาษีหรือไม่

ต้องเสีย หากผู้รับเหมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เศษวัสดุตามสัญญาและนำไปขายเอง รายได้นี้ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าที่ต้องเสีย VAT และรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีเช่นเดียวกับรายได้อื่น

ใครเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายค่าบริการรื้อถอน

ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายค่าบริการให้ผู้รับเหมารื้อถอน โดยอัตราขึ้นอยู่กับการจัดประเภทเงินได้ตามลักษณะงาน ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญก่อนหักและนำส่ง

หากสัญญาไม่ได้ระบุกรรมสิทธิ์เศษวัสดุไว้ชัดเจน จะเกิดปัญหาอะไร

อาจเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาว่าใครเป็นเจ้าของเศษวัสดุและใครมีหน้าที่เสียภาษีจากการขาย จึงควรระบุเงื่อนไขนี้ในสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเพื่อป้องกันปัญหาภาษีและข้อพิพาทภายหลัง

ธุรกิจรื้อถอนที่จ้างผู้รับเหมาช่วงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่

ต้องหัก หากธุรกิจรื้อถอนเป็นนิติบุคคลและว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงทำงานบางส่วน มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าจ้างที่จ่ายให้ผู้รับเหมาช่วงเช่นเดียวกับที่ผู้ว่าจ้างหลักหักจากตนเอง

ควรแยกใบกำกับภาษีค่าบริการรื้อถอนกับรายได้ขายเศษวัสดุหรือไม่

ควรแยก เพื่อให้การบันทึกบัญชีและการคำนวณภาษีชัดเจน ป้องกันความสับสนเมื่อถูกตรวจสอบย้อนหลัง และช่วยให้เจ้าของธุรกิจวิเคราะห์กำไรของแต่ละส่วนงานได้แม่นยำขึ้น

SME ที่ทำธุรกิจรับรื้อถอนได้รับสิทธิยกเว้นภาษีนิติบุคคลหรือไม่

หากเข้าเงื่อนไข SME คือทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิส่วนแรก 300,000 บาทและอัตราภาษีลดหย่อนสำหรับส่วนถัดไปตามเกณฑ์ทั่วไป ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากร