ราคานำเข้าสินค้าราคาเดียวกัน จากบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือต่างประเทศ อาจถูกกรมศุลกากรมองว่าต่ำเกินจริงจนต้องปรับอากรเพิ่ม ขณะเดียวกันกรมสรรพากรกลับมองว่าสูงเกินจริงตามหลัก

Transfer Pricing จนต้องปรับกำไรเพิ่มอีกทาง

บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของธุรกิจที่นำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากบริษัทในเครือต่างประเทศ (Related Party Import)

เพื่อให้เข้าใจว่าความขัดแย้งระหว่างสองหน่วยงานเกิดขึ้นได้อย่างไร มีความเสี่ยงถูกปรับภาษีสวนทางกันแบบใดบ้าง

และควรเตรียมเอกสารอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้ถูกประเมินก่อนแล้วค่อยแก้ไข

ราคานำเข้าสินค้าราคาเดียวกัน จากบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือต่างประเทศ อาจถูกกรมศุลกากรมองว่า "ต่ำเกินจริง" จนถูกปรับอากรเพิ่ม ในขณะที่กรมสรรพากรกลับมองว่า "สูงเกินจริง" ตามหลัก

Transfer Pricing จนต้องปรับกำไรเพิ่มอีกทาง

บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของธุรกิจที่นำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากบริษัทในเครือต่างประเทศ (Related Party Import) เพื่อให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

มีความเสี่ยงถูกปรับภาษีสวนทางกันแบบใดบ้าง

และควรเตรียมเอกสารอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้ถูกประเมินก่อนแล้วค่อยแก้

สารบัญบทความ
  1. รากของปัญหา: สองหน่วยงาน สองมาตรฐาน มองราคานำเข้าคนละมุม
  2. ตัวอย่างการโดนปรับสวนทาง (Double Adjustment) ที่ธุรกิจนำเข้าในเครือต้องระวัง
  3. จุดที่ทำให้เกิดความขัดแย้งซ้ำซ้อน และวิธีป้องกันตั้งแต่ต้นทาง
  4. เอกสารและขั้นตอนที่ควรเตรียมให้พร้อมตลอดปี
  5. สรุป: เมื่อราคาเดียวต้องตอบสองหน่วยงาน ให้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แยกกันทำ
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

รากของปัญหา: สองหน่วยงาน สองมาตรฐาน มองราคานำเข้าคนละมุม

เมื่อธุรกิจนำเข้าสินค้าจากบริษัทในเครือต่างประเทศ ราคาที่ตกลงกันในใบกำกับสินค้า (Invoice) จะถูกใช้งานสองครั้งในสองระบบภาษีที่แยกกันตรวจสอบโดยสิ้นเชิง

  • ฝั่งศุลกากร: ใช้ "ราคาซื้อขายจริง" (Transaction Value) เป็นฐานคำนวณอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งวางกรอบตามความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากรขององค์การการค้าโลก (WTO Customs Valuation Agreement) เมื่อผู้ซื้อกับผู้ขายเป็น "ผู้มีความสัมพันธ์กัน" (Related Party) เจ้าหน้าที่ศุลกากรมีอำนาจตรวจสอบว่าความสัมพันธ์นั้นมีผลทำให้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ เป้าหมายของศุลกากรคือป้องกันการ "สำแดงราคาต่ำ" เพื่อเสียอากรน้อยลง
  • ฝั่งสรรพากร: ใช้หลักราคาตลาด (Arm's Length Principle) ซึ่งมีฐานกฎหมายอยู่ที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) อันเป็นหลักการปรับปรุงราคาให้เป็นไปตามราคาตลาดที่ใช้มาแต่เดิม ประกอบกับหลักเกณฑ์ Transfer Pricing เฉพาะทางตามมาตรา 71 ทวิ และ 71 ตรี ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 47) พ.ศ. 2561 โดยมาตรา 71 ทวิ ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินปรับปรุงทั้งรายได้และรายจ่ายของนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันให้เป็นไปตามราคาตลาดโดยตรง เป้าหมายของสรรพากรคือป้องกันการ "ตั้งราคานำเข้าสูง" เพื่อโยกกำไรที่ควรเสียภาษีในไทยไปไว้กับบริษัทแม่ต่างประเทศ ทำให้กำไรของนิติบุคคลไทยต่ำกว่าความเป็นจริง

ผลคือราคานำเข้าจากบริษัทในเครือเดียวกันตัวเลขเดียวกัน ถูกสองหน่วยงานตรวจสอบด้วยคำถามที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง คือ "ราคานี้ต่ำไปหรือเปล่า" กับ "ราคานี้สูงไปหรือเปล่า"

องค์การศุลกากรโลก (WCO) เองก็เคยจัดทำแนวทางเฉพาะเรื่องนี้ไว้ (WCO Guide

to Customs Valuation and Transfer Pricing) โดยผ่านการหารือร่วมกับ OECD ในเวทีนานาชาติหลายครั้ง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าธุรกิจข้ามชาติจำนวนมากเจอสถานการณ์นี้

เพราะวิธีคำนวณราคาของทั้งสองระบบสร้างขึ้นมาจากคนละวัตถุประสงค์ตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างการโดนปรับสวนทาง (Double Adjustment) ที่ธุรกิจนำเข้าในเครือต้องระวัง

ตัวอย่างสมมติต่อไปนี้ใช้เพื่อความเข้าใจเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขอ้างอิงจากกรณีจริง: บริษัท ก. ในไทยนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ในราคา 100 บาทต่อหน่วย

แล้วนำมาประกอบขายต่อในไทย

  • ด้านศุลกากร: เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าราคาสินค้าประเภทเดียวกันที่ผู้นำเข้ารายอื่นซื้อจากผู้ขายอิสระอยู่ที่ประมาณ 130 บาทต่อหน่วย จึงเห็นว่าราคา 100 บาทต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลรองรับ และปรับราคาศุลกากรขึ้นเป็น 130 บาท ส่งผลให้บริษัทต้องจ่ายอากรขาเข้าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มนำเข้าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายศุลกากร
  • ด้านสรรพากร: ในปีภาษีเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ Transfer Pricing พบว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทแม่ในธุรกรรมนี้สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับคู่ค้าอิสระที่ทำธุรกิจลักษณะเดียวกัน (Comparable Companies) และประเมินว่าราคาที่เหมาะสมตามหลักราคาตลาดควรอยู่ที่ประมาณ 90 บาทต่อหน่วยเท่านั้น จึงปรับเพิ่มกำไรทางภาษีของบริษัท ก. โดยไม่ยอมให้ต้นทุนส่วนเกิน (100 หัก 90 บาท) เป็นรายจ่ายที่นำมาหักภาษีได้เต็มจำนวน

ผลลัพธ์คือบริษัท ก. เจอการปรับสองทางในธุรกรรมเดียวกัน คือถูกบอกว่าราคาต้องสูงกว่านี้ (มุมศุลกากร) พร้อมกับถูกบอกว่าราคาต้องต่ำกว่านี้ (มุมสรรพากร)

ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นทั้งสองด้าน

โดยไม่มีกลไกอัตโนมัติใดที่จะหักลบผลกระทบระหว่างสองหน่วยงานนี้ให้กันเอง เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับ หน่วยงานคนละกรม และกระบวนการอุทธรณ์คนละสาย

จุดที่ทำให้เกิดความขัดแย้งซ้ำซ้อน และวิธีป้องกันตั้งแต่ต้นทาง

ความเสี่ยงนี้มักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษี แต่เกิดจากการที่ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบัญชี และฝ่ายภาษี ทำงานแยกกันโดยไม่ประสานข้อมูลราคา จุดที่ควรระวังเป็นพิเศษมีดังนี้

ประเด็นมุมมองศุลกากรมุมมอง Transfer Pricing
ราคาที่ต้องการเห็นไม่ต่ำกว่าราคาตลาดเปรียบเทียบไม่สูงกว่าช่วงราคาตลาดที่เหมาะสม (Arm's Length Range)
ฐานกฎหมายหลักพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4), 71 ทวิ, 71 ตรี
เอกสารที่ใช้อ้างอิงใบขนสินค้า ใบกำกับสินค้า สัญญาซื้อขาย แบบสอบถามความสัมพันธ์ผู้ซื้อผู้ขายLocal File, การวิเคราะห์ Comparable, สัญญาระหว่างบริษัทในเครือ
ผลเมื่อถูกปรับอากรขาเข้าเพิ่ม + VAT นำเข้าเพิ่ม + เบี้ยปรับ/เงินเพิ่มปรับเพิ่มกำไรทางภาษี + ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่ม + เบี้ยปรับ/เงินเพิ่ม

อีกจุดที่ผู้ประกอบการมักพลาดคือการทำ "Year-End TP Adjustment" หรือการปรับราคาปลายปีเพื่อให้อัตรากำไรของบริษัทเข้าสู่ช่วงราคาตลาดตามเอกสาร Transfer Pricing

โดยไม่ได้แจ้งแก้ไขใบขนสินค้าที่นำเข้าไปแล้วระหว่างปีให้กรมศุลกากรทราบ

เมื่อราคาที่ใช้บันทึกบัญชีกับราคาที่แจ้งศุลกากรไม่ตรงกัน เอกสารทั้งสองชุดจะกลายเป็นหลักฐานที่ขัดแย้งกันเอง

และเจ้าหน้าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เข้ามาตรวจสอบภายหลังจะหยิบยกความไม่สอดคล้องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นได้ทันที

เอกสารและขั้นตอนที่ควรเตรียมให้พร้อมตลอดปี

เพื่อลดความเสี่ยงถูกปรับซ้ำซ้อน ธุรกิจที่นำเข้าจากบริษัทในเครือควรวางระบบเอกสารที่ตอบได้ทั้งสองหน่วยงานพร้อมกัน ไม่ใช่เตรียมแยกกันเมื่อถูกเรียกตรวจ

  • จัดทำเอกสาร Transfer Pricing (Local File) ที่มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบราคาตลาด (Comparable Analysis) รองรับราคานำเข้าที่ใช้จริง แม้รายได้รวมของบริษัทจะยังไม่ถึงเกณฑ์ 200 ล้านบาทต่อปีที่ต้องยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ ก็ควรมีเอกสารรองรับไว้ เพราะเกณฑ์ 200 ล้านบาทผูกกับหน้าที่ยื่นแบบรายงานประจำปีเท่านั้น ส่วนอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินในการปรับปรุงราคาให้เป็นไปตามราคาตลาดตามมาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 71 ทวิ ใช้ได้กับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันทุกขนาด ไม่ว่ารายได้จะถึงเกณฑ์หรือไม่
  • ให้ราคาที่แจ้งศุลกากรกับราคาที่ใช้ในเอกสาร Transfer Pricing เป็นราคาเดียวกันตั้งแต่ต้น โดยกำหนดนโยบายราคาโอน (Transfer Pricing Policy) ล่วงหน้าก่อนสั่งซื้อสินค้า ไม่ใช่ปรับราคาย้อนหลังหลังนำเข้าไปแล้ว
  • เก็บแบบสอบถามข้อมูลความสัมพันธ์ผู้ซื้อผู้ขายที่กรมศุลกากรกำหนด พร้อมเอกสารประกอบราคา เช่น ใบเสนอราคาจากผู้ขายอิสระรายอื่น (ถ้ามี) เพื่อชี้แจงว่าความสัมพันธ์ไม่ได้มีผลกระทบต่อราคาที่สำแดง
  • หากมีการปรับราคาปลายปีตามผล Transfer Pricing ให้ปรึกษาแนวทางแจ้งแก้ไขใบขนสินค้าหรือขอคืน/ชำระอากรเพิ่มเติมกับกรมศุลกากรให้สอดคล้องกับราคาที่ปรับ แทนที่จะปล่อยให้สองระบบเดินคนละทาง
  • ทำสัญญาซื้อขายระหว่างบริษัทในเครือ (Intercompany Agreement) ระบุวิธีกำหนดราคา เงื่อนไขการปรับราคา และเหตุผลทางธุรกิจไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ใช้เป็นเอกสารอ้างอิงชุดเดียวกันทั้งฝ่ายภาษีและฝ่ายศุลกากร

สรุป: เมื่อราคาเดียวต้องตอบสองหน่วยงาน ให้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แยกกันทำ

ความขัดแย้งระหว่างราคาศุลกากรกับ Transfer Pricing ไม่ใช่เรื่องที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วยการเลือกราคาใดราคาหนึ่งตามใจชอบ

เพราะทั้งสองระบบมีกฎหมายรองรับและมีอำนาจปรับปรุงราคาของตัวเองอย่างเป็นอิสระต่อกัน ทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับ SME

ที่นำเข้าจากบริษัทในเครือคือการวางราคานำเข้าให้อยู่ในช่วงที่มีเหตุผลรองรับได้ทั้งสองด้าน จัดทำเอกสารสนับสนุนราคาไว้ล่วงหน้า และให้ทีมบัญชี ภาษี

และฝ่ายนำเข้าทำงานร่วมกันตั้งแต่ขั้นตอนกำหนดราคา

ไม่ใช่ต่างคนต่างเตรียมเอกสารเฉพาะตอนถูกเรียกตรวจ ซึ่งมักจะสายเกินไปที่จะแก้ไขให้สองระบบสอดคล้องกัน ทั้งนี้ รายละเอียดและข้อเท็จจริงของแต่ละธุรกรรมมีปัจจัยเฉพาะที่แตกต่างกัน

บทความนี้ให้ข้อมูลในเชิงหลักการเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น

ธุรกิจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและศุลกากรเพื่อประเมินกรณีของตนเองโดยเฉพาะก่อนตัดสินใจ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ราคาศุลกากร vs Transfer Pricing เสี่ยงภาษีซ้ำซ้อน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำไมราคานำเข้าราคาเดียวกันถึงถูกศุลกากรมองว่าต่ำ แต่สรรพากรมองว่าสูง?

เพราะสองหน่วยงานตรวจสอบด้วยวัตถุประสงค์ตรงข้ามกัน ศุลกากรกังวลว่าธุรกิจสำแดงราคาต่ำเพื่อเสียอากรขาเข้าน้อยลง จึงเทียบกับราคาตลาดขั้นต่ำที่ควรจะเป็น

ส่วนสรรพากรกังวลว่าธุรกิจตั้งราคานำเข้าสูงเพื่อโยกกำไรออกจากไทยไปให้บริษัทแม่ต่างประเทศ

จึงเทียบกับช่วงราคาตลาดสูงสุดที่ยอมรับได้ตามหลัก Arm's Length

บริษัทรายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ยังต้องกังวลเรื่อง Transfer Pricing กับราคาศุลกากรหรือไม่?

ต้องกังวล เพราะเกณฑ์รายได้ 200 ล้านบาทเป็นเพียงเกณฑ์บังคับยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิเท่านั้น

ส่วนอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินในการปรับปรุงราคาที่ไม่เป็นไปตามราคาตลาดตามมาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 71

ทวิ ใช้ได้กับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันทุกขนาดโดยไม่ผูกกับเกณฑ์รายได้ และการตรวจสอบราคาศุลกากรของธุรกรรมที่มีความสัมพันธ์กันก็ไม่มีเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำเช่นกัน

ถ้าถูกศุลกากรปรับราคาขึ้นแล้ว จะช่วยลดความเสี่ยงถูกสรรพากรปรับ Transfer Pricing ได้หรือไม่?

ไม่ได้อัตโนมัติ เพราะเป็นกฎหมายและกระบวนการคนละส่วนกัน การที่ศุลกากรปรับราคาศุลกากรขึ้นไม่ได้ผูกพันให้สรรพากรยอมรับราคานั้นเป็นราคาตลาดตามหลัก Transfer Pricing

ธุรกิจจึงยังต้องมีเอกสารวิเคราะห์ราคาตลาด (Comparable Analysis)

รองรับแยกต่างหากสำหรับฝั่งภาษีเงินได้นิติบุคคล

ควรทำอย่างไรถ้าปรับราคาซื้อขายกับบริษัทแม่ปลายปีตามผล Transfer Pricing?

ควรตรวจสอบว่าการปรับราคาปลายปีนั้นกระทบราคาที่เคยแจ้งไว้ในใบขนสินค้าระหว่างปีหรือไม่ และปรึกษาแนวทางแจ้งแก้ไขใบขนสินค้าหรือดำเนินการกับกรมศุลกากรให้สอดคล้องกัน

เพื่อไม่ให้ราคาที่บันทึกบัญชีกับราคาที่แจ้งศุลกากรขัดแย้งกันเอง

ซึ่งจะกลายเป็นจุดอ่อนเมื่อถูกตรวจสอบภายหลัง

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน