เจ้าของธุรกิจ SME ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหลายคนยังไม่รู้ว่ากรมสรรพากรมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 5%
ของยอดรายรับทั้งหมดก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เมื่อกิจการไม่ยื่นแบบภาษี
ไม่ทำบัญชีให้ครบถ้วน หรือไม่นำเอกสารมาแสดงตามหมายเรียก บทความนี้อธิบายว่ามาตรานี้ทำงานอย่างไร ทำไมตัวเลข 5% ถึงอันตรายกว่าที่คิดมาก
และธุรกิจควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในความเสี่ยงนี้
สารบัญบทความ
- มาตรา 71(1) คืออะไร เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจนี้เมื่อไหร่
- ทำไม "5% ของรายรับ" ถึงอันตรายกว่าที่ SME ส่วนใหญ่คิด
- สถานการณ์ที่ SME มักเข้าเงื่อนไขมาตรา 71(1) โดยไม่รู้ตัว
- วิธีป้องกันไม่ให้ถูกประเมินภาษี 5% ตามมาตรา 71(1)
- หากเผลอเข้าเงื่อนไขแล้ว ยังพอมีทางแก้ไขหรือไม่
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
มาตรา 71(1) คืออะไร เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจนี้เมื่อไหร่
ประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากร "ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล" ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ
ของรอบระยะเวลาบัญชี (แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า)
แทนที่จะคำนวณจากกำไรสุทธิตามปกติที่หักรายจ่ายได้ตามเงื่อนไขในมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี อำนาจนี้เป็นมาตรการ "ปิดช่องโหว่"
ที่กฎหมายมอบให้เจ้าหน้าที่ใช้เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
- ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายบังคับ
- ไม่จัดทำบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด หรือจัดทำไม่ครบถ้วน เช่น ไม่มีงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและรับรองแนบมาพร้อมแบบ ภ.ง.ด.50 ตามที่กฎหมายกำหนด
- ไม่นำสมุดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานมาแสดง เมื่อเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวน
ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ นี่คือ "อำนาจ" ของเจ้าพนักงานประเมิน ไม่ใช่ขั้นตอนอัตโนมัติที่จะเกิดขึ้นทุกกรณี แต่เมื่อกิจการไม่มีข้อมูลให้ตรวจสอบว่ากำไรสุทธิที่แท้จริงเป็นเท่าไร
เจ้าหน้าที่จึงมีสิทธิ์เลือกใช้วิธีประเมินแบบเหมาจากยอดรายรับทั้งก้อนแทน ซึ่งมักให้ผลลัพธ์ที่สูงกว่าภาษีที่กิจการควรเสียตามความเป็นจริงมาก และมาตรานี้ใช้กับ "นิติบุคคล" เท่านั้น
คือบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่ใช่บุคคลธรรมดา
ทำไม "5% ของรายรับ" ถึงอันตรายกว่าที่ SME ส่วนใหญ่คิด
เจ้าของธุรกิจจำนวนมากได้ยินตัวเลข 5% แล้วรู้สึกว่าน้อยกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปกติ จึงไม่ได้กังวลมากนัก แต่ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อนอย่างมาก เพราะภาษีปกติคำนวณจาก
"กำไรสุทธิ" หลังหักรายจ่ายแล้ว ขณะที่การประเมินตามมาตรา 71(1) คำนวณจาก
"ยอดรายรับทั้งก้อนก่อนหักรายจ่ายใด ๆ" ซึ่งเป็นฐานภาษีที่ใหญ่กว่ากำไรสุทธิหลายเท่าตัว โดยเฉพาะธุรกิจที่มีมาร์จิ้นต่ำ เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ค้าส่ง หรือรับเหมาที่มีต้นทุนสูง
ลองดูตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น
| รายการ | คำนวณภาษีตามปกติ (จากกำไรสุทธิ) | ประเมินตามมาตรา 71(1) (จากยอดรายรับ) |
|---|---|---|
| ฐานภาษี | กำไรสุทธิหลังหักรายจ่ายที่มีสิทธิหักได้ | ยอดรายรับ/ยอดขายทั้งหมดก่อนหักรายจ่ายใด ๆ |
| ยอดรายรับสมมติ | 20,000,000 บาท | 20,000,000 บาท |
| กำไรสุทธิสมมติ (มาร์จิ้น 3%) | 600,000 บาท | ไม่ถูกนำมาพิจารณา เพราะไม่มีบัญชี/เอกสารพิสูจน์รายจ่าย |
| ภาษีที่คำนวณได้ | ประมาณ 45,000 บาท (สมมติเข้าเกณฑ์ SME อัตรา 15% เฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท) | 1,000,000 บาท (5% ของ 20,000,000 บาท) |
หมายเหตุ: ตัวอย่างนี้สมมติว่ากิจการเข้าเกณฑ์ผู้ประกอบการ SME ตามประมวลรัษฎากร คือมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
และมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทในรอบบัญชีนั้น
จึงได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก และเสียภาษีอัตรา 15% สำหรับส่วนที่เกิน 300,000 บาทแต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท (ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษี 20%)
หากกิจการไม่เข้าเกณฑ์ SME ดังกล่าว จะเสียภาษีอัตรา 20%
ของกำไรสุทธิทั้งจำนวนตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเมื่อเทียบกับฐานประเมินตามมาตรา 71(1) แล้ว ส่วนต่างก็ยังคงสูงมากเช่นกัน
จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าภาษีที่ถูกประเมินตามมาตรา 71(1) สูงกว่าภาษีที่กิจการควรเสียตามปกติกว่า 20 เท่า และตัวเลข 5%
นี้ยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายที่จะถูกคำนวณเพิ่มเติมจากยอดภาษีที่ประเมินได้อีก โดยเบี้ยปรับตามมาตรา 22
แห่งประมวลรัษฎากรอยู่ที่ 1 เท่าของภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม (กรณียื่นแบบไว้แล้วแต่เสียภาษีไม่ครบ) หรือ 2 เท่า (กรณีไม่ยื่นแบบเลย) และยังมีเงินเพิ่มตามมาตรา 27 อีกอัตราร้อยละ 1.5
ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ค้างชำระ
(แต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย) ทำให้ภาระรวมที่ต้องชำระสูงกว่าที่คาดไว้มาก นี่คือเหตุผลที่บัญชีไม่ครบไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับนิติบุคคล
สถานการณ์ที่ SME มักเข้าเงื่อนไขมาตรา 71(1) โดยไม่รู้ตัว
ในทางปฏิบัติ กิจการที่ถูกประเมินภาษีตามมาตรานี้มักไม่ได้ตั้งใจทำผิดกฎหมาย แต่เกิดจากความหย่อนยานในการดูแลระบบบัญชีอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อย ได้แก่
- จดทะเบียนบริษัทไว้แต่ไม่มีการเดินบัญชีจริงจัง (บริษัทเงียบ) และลืมยื่น ภ.ง.ด.50 ต่อเนื่องหลายปีโดยคิดว่าไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องยื่น
- เปลี่ยนสำนักงานบัญชีหรือพนักงานบัญชีกลางปีโดยไม่มีการส่งมอบเอกสารและงานต่ออย่างเป็นระบบ ทำให้บัญชีขาดช่วงและไม่มีงบการเงินที่ตรวจสอบรับรองยื่นทันเวลา
- ทำบัญชีเองแบบสมุดรายรับ-รายจ่ายอย่างง่าย ไม่มีเอกสารประกอบครบถ้วน เมื่อถูกเรียกตรวจจึงไม่มีอะไรนำมาแสดง
- ได้รับหมายเรียกหรือหนังสือขอเอกสารจากสรรพากรแล้วเพิกเฉยหรือปล่อยเวลาให้ล่วงเลยกำหนด เพราะเข้าใจผิดว่าไม่ตอบก็ไม่มีผลอะไร
ทุกสถานการณ์ข้างต้นล้วนเข้าเงื่อนไขที่ทำให้เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธิ์เลือกใช้มาตรา 71(1) ได้ และเมื่อถึงจุดนั้นภาระในการพิสูจน์ตัวเลขที่แท้จริงจะตกอยู่ที่กิจการฝ่ายเดียว
วิธีป้องกันไม่ให้ถูกประเมินภาษี 5% ตามมาตรา 71(1)
ความเสี่ยงนี้ป้องกันได้ไม่ยาก หากกิจการดูแลระบบบัญชีและการยื่นแบบภาษีอย่างสม่ำเสมอ แนวทางที่ควรทำมีดังนี้
- ยื่น ภ.ง.ด.50 ทุกปีภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี แม้ปีนั้นกิจการจะไม่มีรายได้หรือขาดทุนก็ยังต้องยื่นแบบ
- จัดทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดทำงบการเงินให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและรับรองแนบยื่นพร้อม ภ.ง.ด.50 ทุกรอบบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด (โดยทั่วไปต้องเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ยกเว้นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กที่ไม่ใช่บริษัทจำกัดและเข้าเกณฑ์ทุน สินทรัพย์ และรายได้ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรแทนได้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการของตนให้แน่ชัด)
- เก็บเอกสารรายรับ-รายจ่ายและใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนเป็นระบบ ทั้งเอกสารกระดาษและไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำส่งได้ทันทีเมื่อถูกขอตรวจ
- ตอบสนองหมายเรียกหรือหนังสือขอเอกสารจากกรมสรรพากรทุกครั้งภายในกำหนดเวลา อย่าเพิกเฉยแม้จะยังเตรียมเอกสารไม่ครบ ควรติดต่อชี้แจงและขอขยายเวลาหากจำเป็น
- หากพบว่ามีปีที่บัญชีขาดช่วงหรือลืมยื่นแบบ ให้รีบจ้างสำนักงานบัญชีจัดทำบัญชีย้อนหลังและยื่นแบบให้ถูกต้องโดยสมัครใจก่อนถูกกรมสรรพากรตรวจพบเอง เพราะโดยทั่วไปมักได้รับการพิจารณาที่ผ่อนปรนกว่า ทั้งนี้ผลจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานและข้อเท็จจริงแต่ละกรณี
หากเผลอเข้าเงื่อนไขแล้ว ยังพอมีทางแก้ไขหรือไม่
หากกิจการรู้ตัวว่าบัญชีขาดช่วงหรือค้างยื่นแบบ แต่ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ควรรีบจัดทำบัญชีและยื่นแบบภาษีย้อนหลังให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด
พร้อมเตรียมเอกสารหลักฐานรายรับ-รายจ่ายให้ครบเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินจากตัวเลขจริงแทนการใช้ฐาน 5% ของรายรับ ส่วนกรณีที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินตามมาตรา 71(1) ไปแล้ว
กฎหมายยังเปิดช่องให้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน (ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร)
โดยต้องรีบรวบรวมเอกสารบัญชีและหลักฐานรายจ่ายที่แท้จริงมาสนับสนุนคำอุทธรณ์ให้ได้มากที่สุด เพราะยิ่งมีหลักฐานพิสูจน์ต้นทุนที่แท้จริงมากเท่าไร
โอกาสที่จะเปลี่ยนจากฐานประเมินแบบเหมาไปเป็นฐานตามความเป็นจริงก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้กรอบเวลาและขั้นตอนอาจมีรายละเอียดเฉพาะกรณีแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีทันทีที่ได้รับหนังสือ ในสถานการณ์เช่นนี้
การมีที่ปรึกษาบัญชีภาษีที่เข้าใจกระบวนการและสามารถประสานงานกับเจ้าหน้าที่สรรพากรได้อย่างมืออาชีพจะช่วยลดความเสียหายทั้งด้านเวลาและด้านการเงินได้มาก
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง บัญชีไม่ครบ สรรพากรประเมินภาษี 5% ตามมาตรา 71(1) จริงไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มาตรา 71(1) คืออะไร ใช้กับธุรกิจแบบไหน
มาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 5% ของยอดรายรับหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบบัญชี
(แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ใช้กับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ยื่นแบบภาษี
ไม่ทำบัญชีให้ครบถ้วน หรือไม่นำเอกสารมาแสดงเมื่อถูกเรียกตรวจสอบไต่สวน ไม่ใช้กับบุคคลธรรมดา
ทำไมภาษี 5% ตามมาตรานี้ถึงสูงกว่าภาษีปกติมาก
เพราะฐานภาษีคือยอดรายรับทั้งก้อนก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ไม่ใช่กำไรสุทธิเหมือนการคำนวณภาษีปกติ ธุรกิจที่มีมาร์จิ้นต่ำ เช่น ค้าส่งหรือรับเหมา
อาจต้องเสียภาษีสูงกว่าที่ควรเสียจริงหลายสิบเท่า และยังไม่รวมเบี้ยปรับ (1-2 เท่าของภาษีตามมาตรา 22)
และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนตามมาตรา 27 ที่คำนวณเพิ่มเติมอีกด้วย
เคยลืมยื่น ภ.ง.ด.50 ปีก่อนหน้า จะถูกประเมิน 5% ทันทีหรือไม่
การไม่ยื่นแบบเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธิ์เลือกใช้มาตรา 71(1) ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีจะถูกใช้อัตรานี้เสมอไป
หากรีบจัดทำบัญชีและยื่นแบบย้อนหลังให้ถูกต้องโดยสมัครใจก่อนถูกตรวจพบ
พร้อมมีเอกสารพิสูจน์รายได้-รายจ่ายจริง จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกประเมินแบบเหมาได้ ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานและข้อเท็จจริงแต่ละกรณี
ป้องกันไม่ให้ถูกประเมินภาษี 5% ตามมาตรา 71(1) ต้องทำอะไรบ้าง
ควรยื่น ภ.ง.ด.50 ทุกปีภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชีแม้ปีนั้นไม่มีรายได้ จัดทำบัญชีและงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบรับรองให้ครบถ้วน เก็บเอกสารรายรับ-รายจ่ายเป็นระบบ
และตอบสนองหมายเรียกหรือหนังสือขอเอกสารจากสรรพากรทุกครั้งภายในกำหนดเวลา
หากถูกประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) ไปแล้ว อุทธรณ์ได้หรือไม่
ได้ กฎหมายให้สิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน (ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร)
โดยควรรวบรวมเอกสารบัญชีและหลักฐานรายจ่ายที่แท้จริงมาสนับสนุนคำอุทธรณ์ให้ได้มากที่สุด และควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีทันทีที่ได้รับหนังสือ
สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้