สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักประกันมักให้วงเงินสูงกว่าและดอกเบี้ยต่ำกว่าเพราะธนาคารมีความเสี่ยงน้อยลงจากทรัพย์สินค้ำประกัน

ขณะที่สินเชื่อไม่มีหลักประกันอนุมัติเร็วกว่าแต่วงเงินจำกัดและดอกเบี้ยสูงกว่า SME

ควรเลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้เงินและทรัพย์สินที่มีอยู่

สารบัญบทความ
  1. สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักประกันคืออะไร
  2. ตารางเปรียบเทียบสินเชื่อมีหลักประกัน vs ไม่มีหลักประกัน
  3. ประเภททรัพย์สินที่นิยมใช้ค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจ
  4. เมื่อไหร่ควรเลือกสินเชื่อมีหลักประกัน
  5. เมื่อไหร่ควรเลือกสินเชื่อไม่มีหลักประกัน
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเลือกประเภทสินเชื่อ
  7. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  8. บทบาทของ บสย. สำหรับ SME ที่ไม่มีหลักประกันเพียงพอ
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ SME
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักประกันคืออะไร

สินเชื่อแบบมีหลักประกัน (Secured Loan) คือสินเชื่อที่ผู้กู้ต้องนำทรัพย์สินมาค้ำประกันการกู้ยืม เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร รถยนต์ หรือเงินฝากประจำ

หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้

ธนาคารมีสิทธิ์ยึดทรัพย์สินที่ค้ำประกันไว้เพื่อนำมาชำระหนี้คงค้าง เนื่องจากธนาคารมีความเสี่ยงต่ำกว่าเพราะมีทรัพย์สินรองรับ

จึงมักเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าและให้วงเงินกู้สูงกว่าเมื่อเทียบกับสินเชื่อไม่มีหลักประกัน

ในทางกลับกัน สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) คือสินเชื่อที่ธนาคารอนุมัติโดยพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของกิจการเป็นหลัก เช่น กระแสเงินสด ผลประกอบการ

และประวัติเครดิต โดยไม่ต้องนำทรัพย์สินมาค้ำประกัน

เนื่องจากความเสี่ยงของธนาคารสูงกว่า จึงมักให้วงเงินต่ำกว่าและคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อมีหลักประกัน

ตารางเปรียบเทียบสินเชื่อมีหลักประกัน vs ไม่มีหลักประกัน

ปัจจัยมีหลักประกันไม่มีหลักประกัน
วงเงินกู้สูงกว่า มักอิงกับมูลค่าทรัพย์สินค้ำประกันต่ำกว่า จำกัดตามความสามารถชำระหนี้และนโยบายธนาคาร
อัตราดอกเบี้ยมักต่ำกว่าเพราะความเสี่ยงของธนาคารต่ำกว่ามักสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ไม่มีทรัพย์สินรองรับ
ระยะเวลาอนุมัติใช้เวลานานกว่า เพราะต้องประเมินราคาทรัพย์สินและจดจำนองอนุมัติเร็วกว่า เพราะไม่ต้องประเมินและจดทะเบียนหลักประกัน
เอกสารที่ต้องเตรียมเพิ่มเอกสารกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน ใบประเมินราคา และค่าธรรมเนียมจดจำนองเน้นงบการเงิน Statement และประวัติเครดิตเป็นหลัก
ความเสี่ยงของผู้กู้เสี่ยงสูญเสียทรัพย์สินหากผิดนัดชำระหนี้เสี่ยงถูกฟ้องร้องเรียกชำระหนี้แต่ไม่มีทรัพย์สินเฉพาะที่ผูกไว้

ประเภททรัพย์สินที่นิยมใช้ค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจ

  • ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: เป็นหลักประกันที่ธนาคารยอมรับมากที่สุดเพราะมูลค่าค่อนข้างมั่นคงและประเมินราคาได้ชัดเจน
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต: มักใช้ค้ำประกันสินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ แต่มูลค่าอาจลดลงตามอายุการใช้งาน
  • เงินฝากประจำหรือพันธบัตร: เป็นหลักประกันที่มีสภาพคล่องสูงและธนาคารมักให้เงื่อนไขดีเป็นพิเศษ เพราะยึดคืนได้ง่ายหากผิดนัด
  • ลูกหนี้การค้า (Factoring): บางธนาคารรับลูกหนี้การค้าคุณภาพดีเป็นหลักประกันหรือรับซื้อลูกหนี้เพื่อให้เงินสดหมุนเวียนทันที
  • บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ: กรณี SME ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอ สามารถใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยให้เข้าถึงวงเงินได้มากขึ้น ควรสอบถามเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับธนาคารหรือ บสย. โดยตรง

เมื่อไหร่ควรเลือกสินเชื่อมีหลักประกัน

สินเชื่อมีหลักประกันเหมาะกับ SME ที่ต้องการวงเงินก้อนใหญ่สำหรับการลงทุนระยะยาว เช่น ซื้อที่ดินขยายโรงงาน ซื้อเครื่องจักรใหม่ หรือก่อสร้างอาคาร

เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้มักต้องการเงินทุนจำนวนมากที่สินเชื่อไม่มีหลักประกันอาจให้ไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ธุรกิจที่มีทรัพย์สินอยู่แล้วและต้องการอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงเพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงินในระยะยาว ก็ควรพิจารณาสินเชื่อมีหลักประกันเช่นกัน

แม้จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการนานกว่าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น

ค่าประเมินราคาทรัพย์สินและค่าจดจำนอง แต่ในระยะยาวอาจคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่ประหยัดได้

เมื่อไหร่ควรเลือกสินเชื่อไม่มีหลักประกัน

สินเชื่อไม่มีหลักประกันเหมาะกับ SME ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น เช่น ซื้อสต๊อกสินค้า จ่ายเงินเดือนพนักงานในช่วงรอเก็บเงินจากลูกค้า หรือเสริมสภาพคล่องฉุกเฉิน

โดยเฉพาะธุรกิจที่ยังไม่มีทรัพย์สินมากพอจะนำมาค้ำประกัน

หรือต้องการความรวดเร็วในการอนุมัติมากกว่าวงเงินก้อนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากดอกเบี้ยสูงกว่าและวงเงินจำกัดกว่า

ผู้ประกอบการควรใช้สินเชื่อประเภทนี้สำหรับความต้องการระยะสั้นที่มีแผนชำระคืนชัดเจน

ไม่ควรนำไปใช้ลงทุนระยะยาวที่ต้องใช้เวลาคืนทุนนาน เพราะภาระดอกเบี้ยจะสะสมมากขึ้นตามระยะเวลา

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเลือกประเภทสินเชื่อ

  • ใช้สินเชื่อไม่มีหลักประกันไปลงทุนระยะยาว: เช่น นำเงินกู้หมุนเวียนระยะสั้นไปซื้อเครื่องจักรที่ต้องใช้เวลาคืนทุนหลายปี ทำให้ภาระดอกเบี้ยสูงเกินความจำเป็นและกระทบสภาพคล่องในระยะยาว
  • ประเมินมูลค่าทรัพย์สินค้ำประกันสูงเกินจริง: ทำให้คาดหวังวงเงินที่สูงกว่าที่ธนาคารจะประเมินให้จริง ควรตรวจสอบราคาประเมินตลาดล่วงหน้าก่อนยื่นขอสินเชื่อ
  • ไม่เปรียบเทียบเงื่อนไขจากหลายธนาคาร: อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขค้ำประกันแตกต่างกันในแต่ละธนาคาร ควรสอบถามและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
  • ไม่พิจารณาความเสี่ยงจากการนำทรัพย์สินส่วนตัวไปค้ำประกัน: เจ้าของกิจการบางรายนำบ้านหรือที่ดินส่วนตัวไปค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจโดยไม่ประเมินความเสี่ยงหากธุรกิจไม่เป็นไปตามแผน ควรปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินก่อนตัดสินใจ
  • มองข้ามค่าธรรมเนียมแฝงของสินเชื่อมีหลักประกัน: เช่น ค่าประเมินราคา ค่าจดจำนอง และค่าธรรมเนียมการใช้บริการ บสย. ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าที่คาดไว้ ควรสอบถามค่าใช้จ่ายทั้งหมดล่วงหน้า

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัทผลิตอาหารแปรรูปขนาดกลางแห่งหนึ่งต้องการเงินทุนสองส่วน ส่วนแรกคือ 5,000,000 บาทเพื่อซื้อเครื่องจักรผลิตใหม่ทดแทนเครื่องเก่า และส่วนที่สองคือ 500,000

บาทเพื่อเสริมสภาพคล่องซื้อวัตถุดิบช่วงเทศกาลที่ยอดขายพุ่งสูง

สำหรับส่วนแรกบริษัทเลือกใช้สินเชื่อมีหลักประกันโดยนำที่ดินและอาคารโรงงานค้ำประกัน ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าและระยะเวลาผ่อนชำระยาวกว่า เหมาะกับการลงทุนที่ต้องใช้เวลาคืนทุนหลายปี

ส่วนที่สองบริษัทเลือกใช้วงเงินสินเชื่อหมุนเวียนแบบไม่มีหลักประกันเพราะต้องการความรวดเร็วในการอนุมัติและเป็นความต้องการเงินทุนระยะสั้นที่จะคืนได้เร็วเมื่อขายสินค้าในช่วงเทศกาลได

้ตามแผน

การแบ่งใช้สินเชื่อสองประเภทตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันช่วยให้บริษัทบริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บทบาทของ บสย. สำหรับ SME ที่ไม่มีหลักประกันเพียงพอ

SME จำนวนมากมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่ดีแต่ขาดทรัพย์สินเพียงพอนำไปค้ำประกันสินเชื่อ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

จึงมีบทบาทช่วยค้ำประกันสินเชื่อบางส่วนให้กับ SME ผ่านธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้ SME

สามารถเข้าถึงวงเงินสินเชื่อที่มากขึ้นโดยไม่ต้องมีทรัพย์สินค้ำประกันเต็มจำนวน อย่างไรก็ตามการใช้บริการ บสย. มักมีค่าธรรมเนียมค้ำประกันที่ต้องพิจารณาเป็นต้นทุนเพิ่มเติม

ผู้ประกอบการควรสอบถามเงื่อนไข ค่าธรรมเนียม

และระยะเวลาค้ำประกันโดยตรงกับธนาคารหรือ บสย. ก่อนตัดสินใจ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ SME

ก่อนตัดสินใจเลือกสินเชื่อธุรกิจ ผู้ประกอบการควรกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินให้ชัดเจนก่อนว่าเป็นการลงทุนระยะยาวหรือเสริมสภาพคล่องระยะสั้น

จากนั้นประเมินทรัพย์สินที่มีอยู่ว่าเพียงพอนำไปค้ำประกันหรือไม่

และเปรียบเทียบเงื่อนไขจากหลายธนาคารทั้งอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาอนุมัติ หากไม่แน่ใจว่าโครงสร้างเงินทุนแบบใดเหมาะกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด

ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อวิเคราะห์กระแสเงินสดและความสามารถในการชำระหนี้ก่อนยื่นขอสินเชื่อจริง

เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่เหมาะสมและไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นให้ธุรกิจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สินเชื่อมีหลักประกันกับไม่มีหลักประกันต่างกันอย่างไร

สินเชื่อมีหลักประกันต้องนำทรัพย์สินมาค้ำประกันแลกกับวงเงินสูงและดอกเบี้ยต่ำกว่า ส่วนสินเชื่อไม่มีหลักประกันไม่ต้องใช้ทรัพย์สินค้ำแต่วงเงินจำกัดและดอกเบี้ยสูงกว่า

เพราะความเสี่ยงของธนาคารมากกว่า

ควรเลือกสินเชื่อแบบไหนสำหรับซื้อเครื่องจักรใหม่

เหมาะกับสินเชื่อมีหลักประกันมากกว่า เพราะเป็นการลงทุนระยะยาวที่ต้องการวงเงินก้อนใหญ่และดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินตลอดอายุการผ่อนชำระ

สินเชื่อไม่มีหลักประกันเหมาะกับใคร

เหมาะกับ SME ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น เช่น ซื้อสต๊อกสินค้าหรือเสริมสภาพคล่องช่วงเทศกาล และต้องการความรวดเร็วในการอนุมัติมากกว่าวงเงินก้อนใหญ่

บสย. ช่วย SME ที่ไม่มีหลักประกันได้อย่างไร

บสย. ช่วยค้ำประกันสินเชื่อบางส่วนให้ SME ผ่านธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เข้าถึงวงเงินได้มากขึ้นโดยไม่ต้องมีทรัพย์สินค้ำประกันเต็มจำนวน

แต่มีค่าธรรมเนียมค้ำประกันที่ควรสอบถามล่วงหน้า

นำทรัพย์สินส่วนตัวไปค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

หากธุรกิจผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารมีสิทธิ์ยึดทรัพย์สินที่ค้ำประกันไว้ รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัว เช่น บ้านหรือที่ดิน จึงควรประเมินความเสี่ยงและปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินก่อนตัดสินใจ

สินเชื่อมีหลักประกันมีค่าใช้จ่ายแฝงอะไรบ้าง

มักมีค่าประเมินราคาทรัพย์สิน ค่าจดจำนอง และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควรสอบถามค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากธนาคารล่วงหน้าเพื่อคำนวณต้นทุนรวมของสินเชื่อให้ถูกต้อง

SME ควรใช้สินเชื่อสองประเภทพร้อมกันได้หรือไม่

ได้ และมักเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ เช่น ใช้สินเชื่อมีหลักประกันสำหรับการลงทุนระยะยาว และใช้สินเชื่อไม่มีหลักประกันสำหรับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น

เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินให้เหมาะสมกับแต่ละวัตถุประสงค์

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม