ผู้รับเหมาทาสีอาคาร-บ้านต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิของงานทั้งก้อน ไม่ใช่แยกเฉพาะค่าแรง โดยลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลมักหักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดเต็มของใบแจ้งหนี้ ไม่ว่าในนั้นจะมีค่าสีปนอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม

ผู้รับเหมาทาสีอาคารและบ้านหลายคนสงสัยว่า เวลาเสนอราคางานที่มีทั้งค่าแรงช่างทาสีและค่าสี น้ำยารองพื้น อุปกรณ์ต่างๆ รวมอยู่ในใบเสนอราคาเดียวกัน ตอนคำนวณภาษีจะต้องแยกคิดเป็นสองส่วนหรือไม่ และลูกค้าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายจากอะไร บทความนี้จะอธิบายหลักการที่ใช้ได้จริงสำหรับทั้งช่างทาสีอิสระที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคล และผู้รับเหมาที่จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนแล้ว

งานทาสีคือ "สัญญารับจ้างทำของ" ไม่ใช่การขายสินค้า

ในทางภาษี งานรับเหมาทาสีอาคารหรือบ้านที่รวมทั้งค่าแรงและค่าวัสดุ (สี น้ำยารองพื้น ทินเนอร์ อุปกรณ์กันเปื้อน) ไว้ในสัญญาเดียว ถือเป็น สัญญารับจ้างทำของ ไม่ใช่การขายสีหรือขายสินค้าอย่างเดียว ดังนั้นเวลาคำนวณภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จะคิดจาก กำไรสุทธิของงานทั้งก้อน คือรายรับที่ได้จากลูกค้า หักด้วยต้นทุนทั้งหมดที่จ่ายจริง ทั้งค่าแรงช่างและค่าวัสดุที่ใช้ในงานนั้น ไม่ใช่แยกคำนวณภาษีของค่าแรงกับค่าสีเป็นคนละส่วน

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ลูกค้านิติบุคคลต้องหัก

เมื่อลูกค้าเป็นบริษัทหรือนิติบุคคล (เช่น นิติบุคคลอาคารชุด บริษัทเจ้าของโครงการ หรือเจ้าของกิจการที่จดทะเบียน) ว่าจ้างผู้รับเหมาทาสี ลูกค้าจะมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดที่จ่ายตามใบแจ้งหนี้ ซึ่งงานทาสีที่มีลักษณะเป็นการรับจ้างทำของมักถูกหักในอัตราที่ใช้กับงานรับเหมาก่อสร้างทั่วไป แต่หากผู้รับเหมาเสนอราคาแยกเป็นค่าสีต่างหากจากค่าแรงอย่างชัดเจน (เช่น ขายสีให้ลูกค้าเอง แล้วแยกใบเสนอราคาค่าแรงทาสีต่างหาก) อัตราการหักอาจแตกต่างกัน เนื่องจากมีรายละเอียดปลีกย่อยตามลักษณะสัญญาที่ต่างกันไป ผู้รับเหมาควรตรวจสอบอัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรโดยตรง ก่อนเสนอราคาหรือวางบิลทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดกับลูกค้าเรื่องยอดเงินที่จะได้รับจริง

ผู้รับเหมาทาสีอิสระ (บุคคลธรรมดา) คำนวณภาษีอย่างไร

ช่างทาสีที่รับงานในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากงานรับเหมาทาสีมักถูกจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 (เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยทั้งค่าแรงและค่าของ) ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ

  • หักค่าใช้จ่ายตามจริง: ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ใบเสร็จซื้อสี ค่าแรงช่างที่จ้างมาช่วย ค่าเช่านั่งร้าน ค่าเดินทาง
  • หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา: ใช้อัตราเหมาตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทนี้ ซึ่งสะดวกกว่าแต่ควรเปรียบเทียบกับวิธีหักตามจริงก่อนตัดสินใจว่าแบบไหนประหยัดภาษีมากกว่า

เนื่องจากอัตราหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาของเงินได้แต่ละประเภทมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้รับเหมาควรตรวจสอบอัตราที่ใช้ได้จริงในปีภาษีนั้นกับผู้เชี่ยวชาญหรือเว็บไซต์กรมสรรพากรก่อนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90

เมื่อรายได้เติบโต ควรจดทะเบียนนิติบุคคลหรือไม่

ผู้รับเหมาทาสีที่เริ่มรับงานใหญ่ขึ้น เช่น รับงานทาสีอาคารสำนักงาน คอนโด หรือโรงงาน ที่มีมูลค่างานสูงและมีทีมช่างหลายคน ควรพิจารณาจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน เพราะจะช่วยให้

  • ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาลูกค้าองค์กร ซึ่งมักต้องการทำสัญญากับนิติบุคคลที่มีทะเบียนพาณิชย์ชัดเจน
  • สามารถวางแผนภาษีได้ดีขึ้น เพราะอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) มีการยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก และคิดอัตรา 15% สำหรับกำไรส่วนถัดไปจนถึง 3,000,000 บาท ส่วนที่เกินคิด 20% ซึ่งควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันให้แน่ใจก่อนวางแผน
  • แยกทรัพย์สินส่วนตัวกับทรัพย์สินธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น ลดความเสี่ยงหากเกิดข้อพิพาทกับลูกค้าเรื่องคุณภาพงาน

การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ผู้รับเหมาทาสีไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากมีรายได้รวมจากการรับเหมาเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และต้องเรียกเก็บ VAT (ปัจจุบันอัตรา 7% แต่ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้จริงในช่วงเวลานั้น) จากลูกค้าเพิ่มเติมจากค่าจ้าง พร้อมออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง หากยังรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ยังไม่จำเป็นต้องจด แต่ควรติดตามยอดรายได้สะสมทุกเดือนเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาการจดทะเบียน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

ผู้รับเหมาทาสีรายหนึ่งรับงานทาสีอาคารสำนักงาน 3 ชั้น มูลค่าสัญญา 450,000 บาท (รวมค่าแรงช่าง 4 คนและค่าสีทั้งหมด) ลูกค้าเป็นบริษัทจำกัด

รายการจำนวนเงิน (บาท)
มูลค่าสัญญาทั้งงาน (ค่าแรง+ค่าสี+อุปกรณ์)450,000
ต้นทุนค่าสีและวัสดุ120,000
ต้นทุนค่าแรงช่างที่จ้างมาช่วย150,000
ค่าใช้จ่ายอื่น (เช่น นั่งร้าน เดินทาง)20,000
กำไรสุทธิก่อนภาษี160,000

กำไรสุทธิ 160,000 บาทนี้คือฐานที่ใช้คำนวณภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ลูกค้าหักไว้จากยอด 450,000 บาท จะเป็นเครดิตภาษีที่นำไปหักออกจากภาษีที่ต้องชำระตอนยื่นแบบประจำปี ไม่ใช่ภาษีที่เสียเพิ่มอีกก้อนหนึ่ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • แยกคำนวณภาษีค่าแรงกับค่าสีเป็นคนละเรื่อง: ทำให้สับสนเรื่องฐานภาษีที่แท้จริง ทั้งที่ควรคำนวณจากกำไรสุทธิรวมของงาน
  • ไม่เก็บใบเสร็จค่าสีและวัสดุ: เมื่อเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง แต่ไม่มีหลักฐาน ทำให้ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามสิทธิ
  • ไม่ขอหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้า: เสียสิทธิ์นำภาษีที่ถูกหักไปแล้วมาเครดิตตอนยื่นแบบประจำปี
  • ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมเพื่อดูเกณฑ์ VAT: เมื่อรับงานหลายโครงการต่อปี อาจเผลอมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทโดยไม่รู้ตัว ทำให้จดทะเบียน VAT ล่าช้ากว่ากำหนด
  • ไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร: เมื่อถูกตรวจสอบภาษีหรือเกิดข้อพิพาท จะไม่มีหลักฐานยืนยันเงื่อนไขงานและมูลค่าที่ตกลงกัน

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ผู้รับเหมาทาสีอาคาร-บ้านควรทำสัญญาหรือใบเสนอราคาที่ระบุรายละเอียดงานให้ชัดเจน เก็บใบเสร็จค่าสีและวัสดุทุกใบ บันทึกค่าแรงที่จ่ายให้ทีมงานอย่างเป็นระบบ และขอหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้าทุกครั้งที่ถูกหัก หากรายได้เริ่มเติบโตควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจดทะเบียนนิติบุคคลและ VAT เพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ การจัดระบบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ผู้รับเหมาโฟกัสกับคุณภาพงานได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีย้อนหลัง

สรุป

งานรับเหมาทาสีอาคาร-บ้านที่รวมค่าแรงและค่าสีไว้ในสัญญาเดียว ต้องคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิของงานทั้งก้อน ไม่ใช่แยกคิดภาษีค่าแรงกับค่าสีต่างหาก ผู้รับเหมาควรเก็บเอกสารต้นทุนให้ครบ ขอหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายทุกครั้ง และติดตามเกณฑ์ VAT อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ยื่นภาษีถูกต้องและวางแผนธุรกิจระยะยาวได้อย่างมั่นใจ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ผู้รับเหมาทาสีอาคาร-บ้าน ภาษีค่าแรงและค่าสีคำนวณไหน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

งานทาสีที่มีทั้งค่าแรงและค่าสีในบิลเดียว คำนวณภาษีอย่างไร

คำนวณจากกำไรสุทธิของงานทั้งก้อน คือรายรับทั้งหมดหักด้วยต้นทุนค่าสี วัสดุ และค่าแรงที่จ่ายจริง ไม่ใช่แยกคิดภาษีค่าแรงกับค่าสีเป็นคนละส่วน เพราะถือเป็นสัญญารับจ้างทำของ

ลูกค้าที่เป็นบริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากงานทาสีไหม

ต้องหัก เนื่องจากเป็นการจ่ายค่าจ้างทำของให้ผู้รับเหมา แต่อัตราที่ใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาว่าเป็นการรับเหมาทั้งค่าแรงค่าของ หรือแยกขายวัสดุต่างหาก ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนวางบิล

ช่างทาสีอิสระที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัท ต้องยื่นภาษีอย่างไร

รายได้มักจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือแบบเหมาตามที่กฎหมายกำหนด แล้วนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า และยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี

ผู้รับเหมาทาสีต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไหร่

ต้องจดทะเบียนเมื่อรายได้รวมจากงานรับเหมาทาสีเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ควรติดตามยอดรายได้สะสมทุกเดือนเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาการจดทะเบียน

ควรเก็บเอกสารอะไรบ้างสำหรับธุรกิจรับเหมาทาสี

ควรเก็บสัญญาหรือใบเสนอราคาที่ระบุรายละเอียดงาน ใบเสร็จซื้อสีและวัสดุ หลักฐานค่าแรงที่จ่ายให้ทีมงาน และหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้าทุกครั้งที่ถูกหักเงิน เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษี

ควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตอนไหน

เมื่อเริ่มรับงานขนาดใหญ่ขึ้น มีทีมช่างหลายคน หรือลูกค้าองค์กรต้องการทำสัญญากับนิติบุคคล ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินว่าการจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจะช่วยวางแผนภาษีและสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้นหรือไม่

หากไม่เก็บใบเสร็จค่าสีและวัสดุ จะมีผลอย่างไร

หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงแต่ไม่มีหลักฐาน จะไม่สามารถนำต้นทุนนั้นมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามสิทธิ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควรจะเป็น จึงควรเก็บใบเสร็จทุกใบอย่างเป็นระบบ