บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารสาขาของบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงฝ่ายบัญชีที่ดูแลธุรกรรมระหว่างสาขากับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ
คุณจะได้เข้าใจว่าภาษีจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อัตรา
10% คืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และทำไมแม้ไม่มีการโอนเงินสดออกนอกประเทศจริง เช่น กรณีนำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่ ก็ยังอาจถือว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย
พร้อมตัวอย่างการคำนวณและแนวทางยื่นแบบให้ถูกต้องเพื่อป้องกันความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
สารบัญบทความ
- ภาษีจำหน่ายเงินกำไรของสาขาต่างชาติคืออะไร
- เมื่อไหร่ถือว่า "จำหน่าย" เงินกำไร แม้ไม่มีการโอนเงินออกจริง
- ตัวอย่าง: นำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่
- กำหนดเวลายื่นแบบและวิธีนำส่งภาษี
- แนวทางป้องกันความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- ตารางนำบทความไปใช้
ภาษีจำหน่ายเงินกำไรของสาขาต่างชาติคืออะไร
เมื่อบริษัทต่างประเทศเปิดสาขา (Branch Office) เข้ามาประกอบกิจการในไทยโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่
สาขานั้นต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในไทยตามปกติผ่านแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 เช่นเดียวกับบริษัทไทยทั่วไป
แต่เมื่อสาขานำกำไรหลังหักภาษีส่งกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ กฎหมายกำหนดให้เสียภาษีอีกชั้นหนึ่งเรียกว่า "ภาษีจำหน่ายเงินกำไร" ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 10%
ของเงินกำไรที่จำหน่าย
โดยสาขาเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีนี้ไว้เองแล้วนำส่งกรมสรรพากร ไม่ใช่ภาระของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ
ภาษีนี้มีลักษณะคล้ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลที่บริษัทลูกต้องหักเมื่อจ่ายให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติ
เพียงแต่ใช้กับโครงสร้างสาขาซึ่งไม่มีการแบ่งทุนเป็นหุ้นและไม่มีการประกาศจ่ายปันผลอย่างเป็นทางการ
กรมสรรพากรจึงกำหนดกฎเกณฑ์ให้ครอบคลุมกว้างกว่าการโอนเงินสดออกนอกประเทศเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยวิธีอื่น
เมื่อไหร่ถือว่า "จำหน่าย" เงินกำไร แม้ไม่มีการโอนเงินออกจริง
ประเด็นที่เจ้าของธุรกิจและฝ่ายบัญชีมักเข้าใจผิดคือคิดว่าตราบใดที่ไม่มีการโอนเงินสดออกจากบัญชีธนาคารในไทยไปต่างประเทศ ก็ยังไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ในความเป็นจริง
กฎหมายกำหนดให้การจำหน่ายเงินกำไรครอบคลุมถึงวิธีการอื่นที่ทำให้กำไรของสาขาถูกโอนออกจากประเทศไทยในทางบัญชีหรือทางเศรษฐกิจด้วย แม้จะไม่มีกระแสเงินสดเคลื่อนไหวจริงก็ตาม
กรณีที่พบบ่อยและถือว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ ได้แก่
- การนำกำไรไปหักกลบลบหนี้ (Netting/Offsetting) กับสำนักงานใหญ่หรือบริษัทในเครือเดียวกันในต่างประเทศ เช่น สาขาเป็นหนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการกับสำนักงานใหญ่ แล้วตกลงตัดยอดหนี้นั้นด้วยกำไรสะสมที่สาขามีอยู่ แทนที่จะโอนเงินไปชำระหนี้และรับเงินกำไรกลับมาแยกกัน
- การตัดบัญชี (Book Entry) ระหว่างบัญชีกำไรสะสมของสาขากับบัญชีเงินทุนหรือบัญชีเดินสะพัดกับสำนักงานใหญ่ โดยไม่มีการโอนเงินผ่านธนาคารจริง
- การจำหน่ายในรูปทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่เงินสด เช่น โอนสินค้าคงเหลือ เครื่องจักร หรือสินทรัพย์อื่นให้สำนักงานใหญ่แทนเงินสด โดยมูลค่าทรัพย์สินนั้นถือเป็นเงินกำไรที่จำหน่ายออกไป
- การเลิกกิจการหรือปิดสาขา หากสาขามีกำไรสะสมค้างอยู่ที่ยังไม่เคยจำหน่ายออกไป ณ วันเลิกกิจการ กำไรส่วนนั้นจะถือว่าจำหน่ายออกไปจากประเทศไทยทันทีในวันเลิกกิจการ แม้จะไม่มีการโอนเงินจริงในขณะนั้น
หลักการเบื้องหลังคือกรมสรรพากรพิจารณาที่ "ผลทางเศรษฐกิจ" ของธุรกรรม ไม่ใช่รูปแบบการโอนเงิน
หากผลของธุรกรรมทำให้สำนักงานใหญ่ได้รับประโยชน์จากกำไรที่สาขาสร้างขึ้นในไทยไม่ว่าในรูปแบบใด ก็เข้าข่ายต้องเสียภาษี 10%
เช่นเดียวกับการโอนเงินสดออกโดยตรง
ตัวอย่าง: นำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่
สมมติสาขาแห่งหนึ่งในไทยมีกำไรสะสมหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว 3,000,000 บาท ซึ่งยังไม่เคยส่งกลับไปยังสำนักงานใหญ่
ในขณะเดียวกันสาขาก็เป็นหนี้ค่าสินค้าที่สั่งซื้อจากสำนักงานใหญ่อยู่ 3,000,000 บาทเช่นกัน
แทนที่จะโอนเงินไปชำระหนี้ค่าสินค้าตามปกติแล้วรอสำนักงานใหญ่โอนเงินกำไรกลับมาให้ในภายหลัง ทั้งสองฝ่ายตกลงทำบันทึกหักกลบหนี้กัน (netting agreement)
โดยถือว่าหนี้ค่าสินค้าหมดไปด้วยกำไรสะสมของสาขาทั้งจำนวน
ไม่มีเงินสดโอนออกจากบัญชีธนาคารในไทยเลยแม้แต่บาทเดียว
ในทางภาษี ธุรกรรมนี้ถือว่าสาขาได้ "จำหน่ายเงินกำไร" ออกไปจากประเทศไทยเต็มจำนวน 3,000,000 บาทแล้ว ตามมาตรา 70 ทวิ สาขาจึงมีหน้าที่หักภาษี 10% คือ 300,000 บาท
และนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.54 นับจากวันที่มีการบันทึกหักกลบหนี้
ไม่ใช่รอให้มีการโอนเงินจริงในอนาคต หากสาขาไม่หักและนำส่งภาษีในจังหวะนี้ เมื่อถูกตรวจสอบย้อนหลังจะต้องเสียภาษี 300,000 บาทพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย
กำหนดเวลายื่นแบบและวิธีนำส่งภาษี
สาขาผู้จำหน่ายเงินกำไร (ไม่ว่าจะจำหน่ายจริงหรือถือว่าจำหน่าย) มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70
สำหรับการจ่ายเงินได้ให้นิติบุคคลต่างประเทศ โดยต้องนำส่งภาษีภายใน 7
วันนับจากวันสิ้นเดือนของเดือนที่จำหน่ายเงินกำไร หรือขยายเป็น 15 วันนับจากวันสิ้นเดือน หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร
กำหนดเวลานี้ใช้กับทั้งกรณีโอนเงินจริงและกรณีถือว่าจำหน่าย เช่น วันที่ทำบันทึกหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่
หรือวันที่บันทึกตัดบัญชีในทางบัญชี
ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ 10% คือจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายหรือถือว่าจำหน่ายออกไปจริง ซึ่งควรเป็นกำไรที่เหลือหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว หากยื่นล่าช้าจะมีเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5
ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ขาด
และอาจมีเบี้ยปรับเพิ่มเติมตามกรณี สำหรับอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ที่ไทยทำไว้กับประเทศต่าง ๆ ควรตรวจสอบเป็นรายประเทศว่ามีข้อบทเกี่ยวกับภาษีกำไรสาขาที่จำกัดอัตราไว้ต่ำกว่า 10%
หรือไม่ เนื่องจากบางอนุสัญญาอาจไม่มีข้อบทนี้หรือกำหนดเงื่อนไขเฉพาะ
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศก่อนใช้สิทธิลดอัตรา
แนวทางป้องกันความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
เพราะการหักกลบหนี้และการตัดบัญชีมักเกิดขึ้นในทางบัญชีโดยไม่มีใครในบริษัทตั้งใจ "เลี่ยงภาษี" แต่เกิดจากความไม่รู้ว่าธุรกรรมเหล่านี้เข้าข่ายต้องเสียภาษี 70 ทวิ
ทำให้สาขาจำนวนมากพลาดกำหนดยื่นแบบโดยไม่ตั้งใจ แนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงมีดังนี้
- แยกบัญชีให้ชัดเจนระหว่างเงินทุนที่สำนักงานใหญ่จัดสรรมาให้สาขา บัญชีเงินกู้ยืมหรือเงินเดินสะพัดกับสำนักงานใหญ่ และบัญชีกำไรสะสมของสาขา เพื่อให้ระบุได้ชัดว่าธุรกรรมใดเกี่ยวข้องกับกำไรและต้องเสียภาษี 70 ทวิ
- ก่อนทำข้อตกลงหักกลบหนี้ (netting) กับสำนักงานใหญ่หรือบริษัทในเครือต่างประเทศทุกครั้ง ให้แจ้งฝ่ายบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีล่วงหน้า เพื่อประเมินภาระภาษีก่อนบันทึกรายการ
- เก็บเอกสารประกอบให้ครบ เช่น บันทึกข้อตกลงหักกลบหนี้ ใบแจ้งหนี้จากสำนักงานใหญ่ และหลักฐานการคำนวณกำไรสะสมที่ใช้เป็นฐานภาษี
- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 และนำส่งภาษีทันทีที่มีการบันทึกรายการที่เข้าข่ายจำหน่ายเงินกำไร ไม่ควรรอจนกว่าจะมีการโอนเงินจริงหรือรอสิ้นปีบัญชี
- หากมีแผนเลิกกิจการหรือปิดสาขาในไทย ควรประเมินภาษีจำหน่ายเงินกำไรของกำไรสะสมคงเหลือล่วงหน้า เพื่อเตรียมงบประมาณภาษีที่จะเกิดขึ้น ณ วันเลิกกิจการ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีส่งกำไรกลับสาขาต่างชาติ 10% เมื่อไหร่ถือว่าจำหน่าย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| ภาษีจำหน่ายเงินกำไรของสาขาต่างชาติคืออะไร | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| เมื่อไหร่ถือว่า "จำหน่าย" เงินกำไร แม้ไม่มีการโอนเงินออกจริง | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ตัวอย่าง: นำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่ | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
นำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่โดยไม่มีการโอนเงินจริง ต้องเสียภาษี 10% หรือไม่
ต้องเสีย เพราะมาตรา 70 ทวิ
แห่งประมวลรัษฎากรถือว่าการนำกำไรไปหักกลบลบหนี้กับสำนักงานใหญ่หรือบริษัทในเครือต่างประเทศเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยเช่นเดียวกับการโอนเงินสดจริง สาขาต้องหักภาษี 10%
และยื่นแบบ ภ.ง.ด.54
นับจากวันที่บันทึกหักกลบหนี้ แม้จะไม่มีเงินสดเคลื่อนไหวออกจากบัญชีในไทยเลยก็ตาม
ภาษีจำหน่ายเงินกำไร 10% คำนวณจากฐานอะไร
คำนวณจากจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายหรือถือว่าจำหน่ายออกไปจริง ซึ่งควรเป็นกำไรที่เหลือหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50/51) ไปแล้ว ไม่ใช่กำไรก่อนหักภาษี กรณีหักกลบหนี้
ฐานภาษีคือมูลค่าหนี้ส่วนที่ตัดออกด้วยกำไรสะสม ไม่ใช่มูลค่าหนี้ทั้งหมด
ต้องยื่นแบบและนำส่งภาษีภายในกี่วันหลังทำรายการหักกลบหนี้
ภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนของเดือนที่จำหน่ายเงินกำไร หรือขยายเป็น 15 วันนับจากวันสิ้นเดือนหากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร
กำหนดเวลานี้ใช้เหมือนกันทั้งกรณีโอนเงินจริงและกรณีถือว่าจำหน่าย เช่น วันที่บันทึกหักกลบหนี้หรือตัดบัญชี
หากยื่นล่าช้าจะมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ขาด
ปิดสาขาในไทยแล้วมีกำไรสะสมค้างอยู่ ต้องเสียภาษีนี้หรือไม่
ต้องเสีย กฎหมายถือว่ากำไรสะสมที่ยังไม่เคยจำหน่ายออกไป ณ วันเลิกกิจการ เป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยทันทีในวันเลิกกิจการ แม้จะไม่มีการโอนเงินจริงในขณะนั้นก็ตาม
จึงควรประเมินภาระภาษีส่วนนี้ล่วงหน้าก่อนดำเนินการปิดสาขา
หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกรรมและรายจ่ายของธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายภาษีมากน้อยเพียงใด ลองให้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ