บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารสาขาของบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงฝ่ายบัญชีที่ดูแลธุรกรรมระหว่างสาขากับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ

คุณจะได้เข้าใจว่าภาษีจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อัตรา

10% คืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และทำไมแม้ไม่มีการโอนเงินสดออกนอกประเทศจริง เช่น กรณีนำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่ ก็ยังอาจถือว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย

พร้อมตัวอย่างการคำนวณและแนวทางยื่นแบบให้ถูกต้องเพื่อป้องกันความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

สารบัญบทความ
  1. ภาษีจำหน่ายเงินกำไรของสาขาต่างชาติคืออะไร
  2. เมื่อไหร่ถือว่า "จำหน่าย" เงินกำไร แม้ไม่มีการโอนเงินออกจริง
  3. ตัวอย่าง: นำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่
  4. กำหนดเวลายื่นแบบและวิธีนำส่งภาษี
  5. แนวทางป้องกันความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  8. ตารางนำบทความไปใช้

ภาษีจำหน่ายเงินกำไรของสาขาต่างชาติคืออะไร

เมื่อบริษัทต่างประเทศเปิดสาขา (Branch Office) เข้ามาประกอบกิจการในไทยโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่

สาขานั้นต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในไทยตามปกติผ่านแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 เช่นเดียวกับบริษัทไทยทั่วไป

แต่เมื่อสาขานำกำไรหลังหักภาษีส่งกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ กฎหมายกำหนดให้เสียภาษีอีกชั้นหนึ่งเรียกว่า "ภาษีจำหน่ายเงินกำไร" ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 10%

ของเงินกำไรที่จำหน่าย

โดยสาขาเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีนี้ไว้เองแล้วนำส่งกรมสรรพากร ไม่ใช่ภาระของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ

ภาษีนี้มีลักษณะคล้ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลที่บริษัทลูกต้องหักเมื่อจ่ายให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติ

เพียงแต่ใช้กับโครงสร้างสาขาซึ่งไม่มีการแบ่งทุนเป็นหุ้นและไม่มีการประกาศจ่ายปันผลอย่างเป็นทางการ

กรมสรรพากรจึงกำหนดกฎเกณฑ์ให้ครอบคลุมกว้างกว่าการโอนเงินสดออกนอกประเทศเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยวิธีอื่น

เมื่อไหร่ถือว่า "จำหน่าย" เงินกำไร แม้ไม่มีการโอนเงินออกจริง

ประเด็นที่เจ้าของธุรกิจและฝ่ายบัญชีมักเข้าใจผิดคือคิดว่าตราบใดที่ไม่มีการโอนเงินสดออกจากบัญชีธนาคารในไทยไปต่างประเทศ ก็ยังไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ในความเป็นจริง

กฎหมายกำหนดให้การจำหน่ายเงินกำไรครอบคลุมถึงวิธีการอื่นที่ทำให้กำไรของสาขาถูกโอนออกจากประเทศไทยในทางบัญชีหรือทางเศรษฐกิจด้วย แม้จะไม่มีกระแสเงินสดเคลื่อนไหวจริงก็ตาม

กรณีที่พบบ่อยและถือว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ ได้แก่

  • การนำกำไรไปหักกลบลบหนี้ (Netting/Offsetting) กับสำนักงานใหญ่หรือบริษัทในเครือเดียวกันในต่างประเทศ เช่น สาขาเป็นหนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการกับสำนักงานใหญ่ แล้วตกลงตัดยอดหนี้นั้นด้วยกำไรสะสมที่สาขามีอยู่ แทนที่จะโอนเงินไปชำระหนี้และรับเงินกำไรกลับมาแยกกัน
  • การตัดบัญชี (Book Entry) ระหว่างบัญชีกำไรสะสมของสาขากับบัญชีเงินทุนหรือบัญชีเดินสะพัดกับสำนักงานใหญ่ โดยไม่มีการโอนเงินผ่านธนาคารจริง
  • การจำหน่ายในรูปทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่เงินสด เช่น โอนสินค้าคงเหลือ เครื่องจักร หรือสินทรัพย์อื่นให้สำนักงานใหญ่แทนเงินสด โดยมูลค่าทรัพย์สินนั้นถือเป็นเงินกำไรที่จำหน่ายออกไป
  • การเลิกกิจการหรือปิดสาขา หากสาขามีกำไรสะสมค้างอยู่ที่ยังไม่เคยจำหน่ายออกไป ณ วันเลิกกิจการ กำไรส่วนนั้นจะถือว่าจำหน่ายออกไปจากประเทศไทยทันทีในวันเลิกกิจการ แม้จะไม่มีการโอนเงินจริงในขณะนั้น

หลักการเบื้องหลังคือกรมสรรพากรพิจารณาที่ "ผลทางเศรษฐกิจ" ของธุรกรรม ไม่ใช่รูปแบบการโอนเงิน

หากผลของธุรกรรมทำให้สำนักงานใหญ่ได้รับประโยชน์จากกำไรที่สาขาสร้างขึ้นในไทยไม่ว่าในรูปแบบใด ก็เข้าข่ายต้องเสียภาษี 10%

เช่นเดียวกับการโอนเงินสดออกโดยตรง

ตัวอย่าง: นำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่

สมมติสาขาแห่งหนึ่งในไทยมีกำไรสะสมหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว 3,000,000 บาท ซึ่งยังไม่เคยส่งกลับไปยังสำนักงานใหญ่

ในขณะเดียวกันสาขาก็เป็นหนี้ค่าสินค้าที่สั่งซื้อจากสำนักงานใหญ่อยู่ 3,000,000 บาทเช่นกัน

แทนที่จะโอนเงินไปชำระหนี้ค่าสินค้าตามปกติแล้วรอสำนักงานใหญ่โอนเงินกำไรกลับมาให้ในภายหลัง ทั้งสองฝ่ายตกลงทำบันทึกหักกลบหนี้กัน (netting agreement)

โดยถือว่าหนี้ค่าสินค้าหมดไปด้วยกำไรสะสมของสาขาทั้งจำนวน

ไม่มีเงินสดโอนออกจากบัญชีธนาคารในไทยเลยแม้แต่บาทเดียว

ในทางภาษี ธุรกรรมนี้ถือว่าสาขาได้ "จำหน่ายเงินกำไร" ออกไปจากประเทศไทยเต็มจำนวน 3,000,000 บาทแล้ว ตามมาตรา 70 ทวิ สาขาจึงมีหน้าที่หักภาษี 10% คือ 300,000 บาท

และนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.54 นับจากวันที่มีการบันทึกหักกลบหนี้

ไม่ใช่รอให้มีการโอนเงินจริงในอนาคต หากสาขาไม่หักและนำส่งภาษีในจังหวะนี้ เมื่อถูกตรวจสอบย้อนหลังจะต้องเสียภาษี 300,000 บาทพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย

กำหนดเวลายื่นแบบและวิธีนำส่งภาษี

สาขาผู้จำหน่ายเงินกำไร (ไม่ว่าจะจำหน่ายจริงหรือถือว่าจำหน่าย) มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70

สำหรับการจ่ายเงินได้ให้นิติบุคคลต่างประเทศ โดยต้องนำส่งภาษีภายใน 7

วันนับจากวันสิ้นเดือนของเดือนที่จำหน่ายเงินกำไร หรือขยายเป็น 15 วันนับจากวันสิ้นเดือน หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร

กำหนดเวลานี้ใช้กับทั้งกรณีโอนเงินจริงและกรณีถือว่าจำหน่าย เช่น วันที่ทำบันทึกหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่

หรือวันที่บันทึกตัดบัญชีในทางบัญชี

ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ 10% คือจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายหรือถือว่าจำหน่ายออกไปจริง ซึ่งควรเป็นกำไรที่เหลือหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว หากยื่นล่าช้าจะมีเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5

ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ขาด

และอาจมีเบี้ยปรับเพิ่มเติมตามกรณี สำหรับอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ที่ไทยทำไว้กับประเทศต่าง ๆ ควรตรวจสอบเป็นรายประเทศว่ามีข้อบทเกี่ยวกับภาษีกำไรสาขาที่จำกัดอัตราไว้ต่ำกว่า 10%

หรือไม่ เนื่องจากบางอนุสัญญาอาจไม่มีข้อบทนี้หรือกำหนดเงื่อนไขเฉพาะ

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศก่อนใช้สิทธิลดอัตรา

แนวทางป้องกันความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

เพราะการหักกลบหนี้และการตัดบัญชีมักเกิดขึ้นในทางบัญชีโดยไม่มีใครในบริษัทตั้งใจ "เลี่ยงภาษี" แต่เกิดจากความไม่รู้ว่าธุรกรรมเหล่านี้เข้าข่ายต้องเสียภาษี 70 ทวิ

ทำให้สาขาจำนวนมากพลาดกำหนดยื่นแบบโดยไม่ตั้งใจ แนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงมีดังนี้

  • แยกบัญชีให้ชัดเจนระหว่างเงินทุนที่สำนักงานใหญ่จัดสรรมาให้สาขา บัญชีเงินกู้ยืมหรือเงินเดินสะพัดกับสำนักงานใหญ่ และบัญชีกำไรสะสมของสาขา เพื่อให้ระบุได้ชัดว่าธุรกรรมใดเกี่ยวข้องกับกำไรและต้องเสียภาษี 70 ทวิ
  • ก่อนทำข้อตกลงหักกลบหนี้ (netting) กับสำนักงานใหญ่หรือบริษัทในเครือต่างประเทศทุกครั้ง ให้แจ้งฝ่ายบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีล่วงหน้า เพื่อประเมินภาระภาษีก่อนบันทึกรายการ
  • เก็บเอกสารประกอบให้ครบ เช่น บันทึกข้อตกลงหักกลบหนี้ ใบแจ้งหนี้จากสำนักงานใหญ่ และหลักฐานการคำนวณกำไรสะสมที่ใช้เป็นฐานภาษี
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 และนำส่งภาษีทันทีที่มีการบันทึกรายการที่เข้าข่ายจำหน่ายเงินกำไร ไม่ควรรอจนกว่าจะมีการโอนเงินจริงหรือรอสิ้นปีบัญชี
  • หากมีแผนเลิกกิจการหรือปิดสาขาในไทย ควรประเมินภาษีจำหน่ายเงินกำไรของกำไรสะสมคงเหลือล่วงหน้า เพื่อเตรียมงบประมาณภาษีที่จะเกิดขึ้น ณ วันเลิกกิจการ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีส่งกำไรกลับสาขาต่างชาติ 10% เมื่อไหร่ถือว่าจำหน่าย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ภาษีจำหน่ายเงินกำไรของสาขาต่างชาติคืออะไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
เมื่อไหร่ถือว่า "จำหน่าย" เงินกำไร แม้ไม่มีการโอนเงินออกจริงตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ตัวอย่าง: นำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

นำกำไรไปหักกลบหนี้กับสำนักงานใหญ่โดยไม่มีการโอนเงินจริง ต้องเสียภาษี 10% หรือไม่

ต้องเสีย เพราะมาตรา 70 ทวิ

แห่งประมวลรัษฎากรถือว่าการนำกำไรไปหักกลบลบหนี้กับสำนักงานใหญ่หรือบริษัทในเครือต่างประเทศเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยเช่นเดียวกับการโอนเงินสดจริง สาขาต้องหักภาษี 10%

และยื่นแบบ ภ.ง.ด.54

นับจากวันที่บันทึกหักกลบหนี้ แม้จะไม่มีเงินสดเคลื่อนไหวออกจากบัญชีในไทยเลยก็ตาม

ภาษีจำหน่ายเงินกำไร 10% คำนวณจากฐานอะไร

คำนวณจากจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายหรือถือว่าจำหน่ายออกไปจริง ซึ่งควรเป็นกำไรที่เหลือหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50/51) ไปแล้ว ไม่ใช่กำไรก่อนหักภาษี กรณีหักกลบหนี้

ฐานภาษีคือมูลค่าหนี้ส่วนที่ตัดออกด้วยกำไรสะสม ไม่ใช่มูลค่าหนี้ทั้งหมด

ต้องยื่นแบบและนำส่งภาษีภายในกี่วันหลังทำรายการหักกลบหนี้

ภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนของเดือนที่จำหน่ายเงินกำไร หรือขยายเป็น 15 วันนับจากวันสิ้นเดือนหากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร

กำหนดเวลานี้ใช้เหมือนกันทั้งกรณีโอนเงินจริงและกรณีถือว่าจำหน่าย เช่น วันที่บันทึกหักกลบหนี้หรือตัดบัญชี

หากยื่นล่าช้าจะมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ขาด

ปิดสาขาในไทยแล้วมีกำไรสะสมค้างอยู่ ต้องเสียภาษีนี้หรือไม่

ต้องเสีย กฎหมายถือว่ากำไรสะสมที่ยังไม่เคยจำหน่ายออกไป ณ วันเลิกกิจการ เป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยทันทีในวันเลิกกิจการ แม้จะไม่มีการโอนเงินจริงในขณะนั้นก็ตาม

จึงควรประเมินภาระภาษีส่วนนี้ล่วงหน้าก่อนดำเนินการปิดสาขา

หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกรรมและรายจ่ายของธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายภาษีมากน้อยเพียงใด ลองให้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ