ผู้ขาย Amazon FBA ที่ทำธุรกิจจากประเทศไทยจำนวนมากสงสัยว่าต้องจดทะเบียนบริษัทในไทยหรือไม่ และรายได้ที่เข้าบัญชีจาก Amazon สหรัฐฯ หรือยุโรปต้องเสียภาษีอะไรบ้าง คำตอบสั้นๆ
คือถ้ามีรายได้ประจำจากการขายของ
ควรจดทะเบียนนิติบุคคลในไทยเพื่อวางระบบบัญชีและภาษีให้ถูกต้อง และต้องเข้าใจทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทยและภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้นในประเทศที่ Amazon ดำเนินการ
ธุรกิจขายสินค้าผ่าน Amazon FBA (Fulfillment by Amazon) กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือประเทศอื่นๆ
โดยไม่ต้องเปิดหน้าร้านในต่างประเทศเอง
แต่เมื่อรายได้เริ่มเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ควรจดทะเบียนธุรกิจแบบไหนในไทย และต้องเสียภาษีอย่างไรทั้งฝั่งไทยและฝั่งต่างประเทศที่ขายสินค้าอยู่
บทความนี้จะอธิบายภาพรวมโครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับผู้ขาย Amazon FBA
ที่ทำธุรกิจจากประเทศไทย
สารบัญบทความ
ควรจดทะเบียนบริษัทหรือทำในนามบุคคลธรรมดา
ในช่วงเริ่มต้นที่ยอดขายยังน้อยและทดลองตลาด ผู้ขายบางรายอาจดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาไปก่อน แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นและมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง การจดทะเบียนเป็น นิติบุคคล เช่น
บริษัทจำกัด จะมีข้อดีหลายประการ ได้แก่
ความน่าเชื่อถือเมื่อต้องเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินจาก Amazon หรือเปิดบัญชีกับผู้ให้บริการรับโอนเงินระหว่างประเทศ (Payment Service Provider)
การแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากความรับผิดทางธุรกิจ และการวางแผนภาษีที่ยืดหยุ่นกว่า
เพราะภาษีเงินได้นิติบุคคลของ SME มีอัตราขั้นบันไดที่เอื้อต่อกิจการขนาดเล็ก โดยกำไรสุทธิส่วนแรกได้รับยกเว้นภาษี และส่วนถัดไปเสียในอัตราที่ต่ำกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูง
ทั้งนี้เงื่อนไขและอัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทสำหรับผู้ขาย Amazon FBA
- จองชื่อบริษัทและจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- กำหนดวัตถุประสงค์บริษัทให้ครอบคลุมการขายสินค้าออนไลน์และการส่งออกสินค้า
- จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อรายได้เข้าเงื่อนไข (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) หรือสมัครใจจดก่อนถึงเกณฑ์เพื่อขอคืนภาษีซื้อ
- เปิดบัญชีธนาคารในนามนิติบุคคลเพื่อรับเงินโอนจาก Amazon หรือผู้ให้บริการรับเงินระหว่างประเทศ
ภาษีในไทยที่ต้องรู้จัก
เมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทยแล้ว รายได้จากการขายสินค้าผ่าน Amazon FBA ไม่ว่าจะขายในตลาดสหรัฐฯ ยุโรป หรือประเทศใดก็ตาม จะถือเป็นรายได้ของบริษัทไทยที่ต้องนำมารวมคำนวณ
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด สำหรับ SME
ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิอัตราภาษีแบบขั้นบันไดที่เอื้อประโยชน์มากกว่าบริษัททั่วไป
นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ซึ่งการขายสินค้าไปต่างประเทศโดยส่งออกจริงจะเข้าเงื่อนไขอัตราร้อยละ 0 หากมีหลักฐานการส่งออกครบถ้วน เช่น ใบขนสินค้าขาออก แต่หากใช้บริการคลังสินค้า Amazon ในต่างประเทศ (Overseas
Fulfillment Center) โครงสร้างภาษีอาจซับซ้อนขึ้น
เพราะต้องพิจารณาว่าจุดที่ถือว่าสินค้า "ส่งออกจากไทย" อยู่ที่ไหน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางโครงสร้างที่ถูกต้อง
ภาระภาษีในต่างประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง
ผู้ขาย Amazon FBA ที่มียอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกาอาจต้องเผชิญกับประเด็น Sales Tax ของแต่ละรัฐ ซึ่ง Amazon มักทำหน้าที่หักและนำส่งให้ในหลายรัฐผ่านระบบ Marketplace Facilitator
แต่ผู้ขายควรตรวจสอบว่ารัฐที่ตนมีสต๊อกสินค้าฝากอยู่ในคลัง Amazon
(Nexus) มีข้อกำหนดอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ส่วนตลาดยุโรปจะมีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละประเทศสมาชิก (EU VAT) ที่ผู้ขายอาจต้องจดทะเบียน VAT ในประเทศที่เก็บสต๊อกสินค้าอยู่
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเฉพาะทางที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศควบคู่กับนักบัญชีในไทยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภาษีซ้ำซ้อนภายหลัง
การรับเงินจาก Amazon เข้าบัญชีบริษัทไทย
เงินที่ Amazon โอนเข้าบัญชีบริษัทไทย ไม่ว่าจะผ่านระบบ Amazon Global Selling โดยตรงหรือผ่านผู้ให้บริการรับโอนเงินสกุลต่างประเทศ
ถือเป็นรายได้ที่ต้องบันทึกบัญชีตามวันที่เกิดรายการขายจริง (ไม่ใช่วันที่เงินเข้าบัญชี)
ฝ่ายบัญชีจึงต้องดึงรายงานยอดขายจาก Amazon Seller Central มาประกอบการบันทึกบัญชีให้ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงบันทึกค่าธรรมเนียม Amazon เช่น ค่า Referral Fee ค่า FBA Fee
และค่าโฆษณา (PPC) เป็นรายจ่ายของกิจการตามหลักฐานที่ Amazon
ออกให้ในรูปแบบใบแจ้งยอด (Invoice/Statement) นอกจากนี้ต้องพิจารณาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง
ตารางสรุปรายการที่ฝ่ายบัญชีต้องติดตามในธุรกิจ Amazon FBA
| รายการ | สิ่งที่ต้องเก็บ/ตรวจสอบ |
|---|---|
| รายได้จากการขาย | รายงานยอดขายจาก Amazon Seller Central แยกตามช่วงเวลา |
| ค่าธรรมเนียม Amazon | ใบแจ้งยอดค่า Referral Fee, FBA Fee, ค่าโฆษณา PPC |
| ภาษีมูลค่าเพิ่มส่งออก | ใบขนสินค้าขาออกกรณีส่งออกจากไทยโดยตรง |
| ภาษีต่างประเทศ | รายงาน Sales Tax/EU VAT ที่ Amazon หักหรือนำส่งแทน |
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ขาย Amazon FBA ชาวไทย
- ไม่จดทะเบียนนิติบุคคลตั้งแต่ต้น ทำให้เมื่อรายได้เติบโตเร็ว ต้องมาแก้ไขโครงสร้างธุรกิจย้อนหลังซึ่งยุ่งยากกว่ามาก
- ไม่บันทึกรายได้ตามวันที่เกิดรายการขายจริง แต่บันทึกตามวันที่เงินเข้าบัญชี ทำให้ตัวเลขบัญชีคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
- ลืมนำค่าธรรมเนียม Amazon มาหักเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรทางบัญชีสูงเกินจริงและเสียภาษีมากกว่าที่ควร
- ไม่ตรวจสอบภาระภาษีต่างประเทศ เช่น EU VAT เมื่อใช้คลังสินค้า Amazon ในยุโรปหลายประเทศ อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังจากประเทศปลายทางได้
ตัวอย่างสถานการณ์
สมมติผู้ประกอบการไทยจดทะเบียนบริษัทจำกัดเพื่อขายสินค้าไลฟ์สไตล์ผ่าน Amazon FBA ในตลาดสหรัฐอเมริกา มีรายได้จากการขายในรอบปีประมาณ 8 ล้านบาท และมีค่าธรรมเนียม Amazon
รวมค่าโฆษณาประมาณ 3 ล้านบาท กิจการนี้จะเข้าเงื่อนไข SME
ตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันได โดยกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะถูกนำมาคำนวณภาษีตามช่วงอัตราที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้อัตราภาษีที่แน่นอนในแต่ละช่วงกำไรควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบทุกครั้ง
เพื่อความถูกต้องล่าสุด
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจ Amazon FBA จากไทย ควรเริ่มด้วยการจดทะเบียนนิติบุคคลให้เร็วที่สุดเมื่อเห็นแนวโน้มว่ารายได้จะเติบโตต่อเนื่อง
จากนั้นวางระบบบัญชีที่เชื่อมโยงกับรายงานจาก Amazon Seller Central โดยตรง
เพื่อให้บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตรงกับความเป็นจริง และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีทั้งฝั่งไทยและฝั่งต่างประเทศตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะเรื่อง EU VAT และ Sales Tax ของสหรัฐฯ
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภาษีซ้ำซ้อนหรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังในอนาคต
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ขาย Amazon FBA จากไทยจำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทหรือไม่
ไม่ได้บังคับในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ การจดทะเบียนนิติบุคคลจะช่วยให้วางแผนภาษีได้ดีกว่า เปิดบัญชีธนาคารรับเงินจากต่างประเทศได้สะดวก
และแยกความรับผิดชอบทางธุรกิจออกจากทรัพย์สินส่วนตัว
รายได้จาก Amazon ต้องเสียภาษีอะไรในไทยบ้าง
หากดำเนินการในนามนิติบุคคล รายได้จะถูกนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และหากรายได้เข้าเงื่อนไขต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขล่าสุดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
ต้องเสีย Sales Tax ของสหรัฐอเมริกาด้วยหรือไม่
Amazon มักหักและนำส่ง Sales Tax ให้ในหลายรัฐผ่านระบบ Marketplace Facilitator แต่ผู้ขายควรตรวจสอบว่ารัฐที่มีสต๊อกสินค้าฝากอยู่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมหรือไม่
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศ
การขายผ่านคลังสินค้า Amazon ในยุโรปมีผลต่อภาษีอย่างไร
หากฝากสต๊อกสินค้าไว้ในคลัง Amazon หลายประเทศในยุโรป อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (EU VAT) ในประเทศที่เก็บสต๊อกอยู่
เป็นเรื่องเฉพาะทางที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศโดยตรง
ค่าธรรมเนียม Amazon นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่
ได้ ค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น Referral Fee, FBA Fee และค่าโฆษณา PPC ถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินธุรกิจ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หากมีหลักฐานใบแจ้งยอดจาก Amazon ประกอบชัดเจน
ควรบันทึกรายได้ตามวันที่เงินเข้าบัญชีหรือวันที่ขายสินค้า
ควรบันทึกตามวันที่เกิดรายการขายจริงตามรายงานใน Amazon Seller Central ไม่ใช่วันที่เงินโอนเข้าบัญชี เพื่อให้ตัวเลขบัญชีสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริงในแต่ละเดือน
ผู้ขาย Amazon FBA ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อใด
ควรปรึกษาตั้งแต่เริ่มมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนขยายตลาดไปหลายประเทศหรือใช้คลังสินค้าในต่างประเทศ เพื่อวางโครงสร้างภาษีและบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
ลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น