ผู้ขาย Amazon FBA ที่ทำธุรกิจจากประเทศไทยจำนวนมากสงสัยว่าต้องจดทะเบียนบริษัทในไทยหรือไม่ และรายได้ที่เข้าบัญชีจาก Amazon สหรัฐฯ หรือยุโรปต้องเสียภาษีอะไรบ้าง คำตอบสั้นๆ

คือถ้ามีรายได้ประจำจากการขายของ

ควรจดทะเบียนนิติบุคคลในไทยเพื่อวางระบบบัญชีและภาษีให้ถูกต้อง และต้องเข้าใจทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทยและภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้นในประเทศที่ Amazon ดำเนินการ

ธุรกิจขายสินค้าผ่าน Amazon FBA (Fulfillment by Amazon) กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือประเทศอื่นๆ

โดยไม่ต้องเปิดหน้าร้านในต่างประเทศเอง

แต่เมื่อรายได้เริ่มเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ควรจดทะเบียนธุรกิจแบบไหนในไทย และต้องเสียภาษีอย่างไรทั้งฝั่งไทยและฝั่งต่างประเทศที่ขายสินค้าอยู่

บทความนี้จะอธิบายภาพรวมโครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับผู้ขาย Amazon FBA

ที่ทำธุรกิจจากประเทศไทย

สารบัญบทความ
  1. ควรจดทะเบียนบริษัทหรือทำในนามบุคคลธรรมดา
  2. ภาษีในไทยที่ต้องรู้จัก
  3. การรับเงินจาก Amazon เข้าบัญชีบริษัทไทย
  4. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ขาย Amazon FBA ชาวไทย
  5. ตัวอย่างสถานการณ์
  6. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ควรจดทะเบียนบริษัทหรือทำในนามบุคคลธรรมดา

ในช่วงเริ่มต้นที่ยอดขายยังน้อยและทดลองตลาด ผู้ขายบางรายอาจดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาไปก่อน แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นและมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง การจดทะเบียนเป็น นิติบุคคล เช่น

บริษัทจำกัด จะมีข้อดีหลายประการ ได้แก่

ความน่าเชื่อถือเมื่อต้องเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินจาก Amazon หรือเปิดบัญชีกับผู้ให้บริการรับโอนเงินระหว่างประเทศ (Payment Service Provider)

การแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากความรับผิดทางธุรกิจ และการวางแผนภาษีที่ยืดหยุ่นกว่า

เพราะภาษีเงินได้นิติบุคคลของ SME มีอัตราขั้นบันไดที่เอื้อต่อกิจการขนาดเล็ก โดยกำไรสุทธิส่วนแรกได้รับยกเว้นภาษี และส่วนถัดไปเสียในอัตราที่ต่ำกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูง

ทั้งนี้เงื่อนไขและอัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทสำหรับผู้ขาย Amazon FBA

  • จองชื่อบริษัทและจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • กำหนดวัตถุประสงค์บริษัทให้ครอบคลุมการขายสินค้าออนไลน์และการส่งออกสินค้า
  • จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อรายได้เข้าเงื่อนไข (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) หรือสมัครใจจดก่อนถึงเกณฑ์เพื่อขอคืนภาษีซื้อ
  • เปิดบัญชีธนาคารในนามนิติบุคคลเพื่อรับเงินโอนจาก Amazon หรือผู้ให้บริการรับเงินระหว่างประเทศ

ภาษีในไทยที่ต้องรู้จัก

เมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทยแล้ว รายได้จากการขายสินค้าผ่าน Amazon FBA ไม่ว่าจะขายในตลาดสหรัฐฯ ยุโรป หรือประเทศใดก็ตาม จะถือเป็นรายได้ของบริษัทไทยที่ต้องนำมารวมคำนวณ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด สำหรับ SME

ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิอัตราภาษีแบบขั้นบันไดที่เอื้อประโยชน์มากกว่าบริษัททั่วไป

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ซึ่งการขายสินค้าไปต่างประเทศโดยส่งออกจริงจะเข้าเงื่อนไขอัตราร้อยละ 0 หากมีหลักฐานการส่งออกครบถ้วน เช่น ใบขนสินค้าขาออก แต่หากใช้บริการคลังสินค้า Amazon ในต่างประเทศ (Overseas

Fulfillment Center) โครงสร้างภาษีอาจซับซ้อนขึ้น

เพราะต้องพิจารณาว่าจุดที่ถือว่าสินค้า "ส่งออกจากไทย" อยู่ที่ไหน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางโครงสร้างที่ถูกต้อง

ภาระภาษีในต่างประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง

ผู้ขาย Amazon FBA ที่มียอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกาอาจต้องเผชิญกับประเด็น Sales Tax ของแต่ละรัฐ ซึ่ง Amazon มักทำหน้าที่หักและนำส่งให้ในหลายรัฐผ่านระบบ Marketplace Facilitator

แต่ผู้ขายควรตรวจสอบว่ารัฐที่ตนมีสต๊อกสินค้าฝากอยู่ในคลัง Amazon

(Nexus) มีข้อกำหนดอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ส่วนตลาดยุโรปจะมีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละประเทศสมาชิก (EU VAT) ที่ผู้ขายอาจต้องจดทะเบียน VAT ในประเทศที่เก็บสต๊อกสินค้าอยู่

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเฉพาะทางที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศควบคู่กับนักบัญชีในไทยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภาษีซ้ำซ้อนภายหลัง

การรับเงินจาก Amazon เข้าบัญชีบริษัทไทย

เงินที่ Amazon โอนเข้าบัญชีบริษัทไทย ไม่ว่าจะผ่านระบบ Amazon Global Selling โดยตรงหรือผ่านผู้ให้บริการรับโอนเงินสกุลต่างประเทศ

ถือเป็นรายได้ที่ต้องบันทึกบัญชีตามวันที่เกิดรายการขายจริง (ไม่ใช่วันที่เงินเข้าบัญชี)

ฝ่ายบัญชีจึงต้องดึงรายงานยอดขายจาก Amazon Seller Central มาประกอบการบันทึกบัญชีให้ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงบันทึกค่าธรรมเนียม Amazon เช่น ค่า Referral Fee ค่า FBA Fee

และค่าโฆษณา (PPC) เป็นรายจ่ายของกิจการตามหลักฐานที่ Amazon

ออกให้ในรูปแบบใบแจ้งยอด (Invoice/Statement) นอกจากนี้ต้องพิจารณาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง

ตารางสรุปรายการที่ฝ่ายบัญชีต้องติดตามในธุรกิจ Amazon FBA

รายการสิ่งที่ต้องเก็บ/ตรวจสอบ
รายได้จากการขายรายงานยอดขายจาก Amazon Seller Central แยกตามช่วงเวลา
ค่าธรรมเนียม Amazonใบแจ้งยอดค่า Referral Fee, FBA Fee, ค่าโฆษณา PPC
ภาษีมูลค่าเพิ่มส่งออกใบขนสินค้าขาออกกรณีส่งออกจากไทยโดยตรง
ภาษีต่างประเทศรายงาน Sales Tax/EU VAT ที่ Amazon หักหรือนำส่งแทน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ขาย Amazon FBA ชาวไทย

  • ไม่จดทะเบียนนิติบุคคลตั้งแต่ต้น ทำให้เมื่อรายได้เติบโตเร็ว ต้องมาแก้ไขโครงสร้างธุรกิจย้อนหลังซึ่งยุ่งยากกว่ามาก
  • ไม่บันทึกรายได้ตามวันที่เกิดรายการขายจริง แต่บันทึกตามวันที่เงินเข้าบัญชี ทำให้ตัวเลขบัญชีคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
  • ลืมนำค่าธรรมเนียม Amazon มาหักเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรทางบัญชีสูงเกินจริงและเสียภาษีมากกว่าที่ควร
  • ไม่ตรวจสอบภาระภาษีต่างประเทศ เช่น EU VAT เมื่อใช้คลังสินค้า Amazon ในยุโรปหลายประเทศ อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังจากประเทศปลายทางได้

ตัวอย่างสถานการณ์

สมมติผู้ประกอบการไทยจดทะเบียนบริษัทจำกัดเพื่อขายสินค้าไลฟ์สไตล์ผ่าน Amazon FBA ในตลาดสหรัฐอเมริกา มีรายได้จากการขายในรอบปีประมาณ 8 ล้านบาท และมีค่าธรรมเนียม Amazon

รวมค่าโฆษณาประมาณ 3 ล้านบาท กิจการนี้จะเข้าเงื่อนไข SME

ตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันได โดยกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะถูกนำมาคำนวณภาษีตามช่วงอัตราที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้อัตราภาษีที่แน่นอนในแต่ละช่วงกำไรควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบทุกครั้ง

เพื่อความถูกต้องล่าสุด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจ Amazon FBA จากไทย ควรเริ่มด้วยการจดทะเบียนนิติบุคคลให้เร็วที่สุดเมื่อเห็นแนวโน้มว่ารายได้จะเติบโตต่อเนื่อง

จากนั้นวางระบบบัญชีที่เชื่อมโยงกับรายงานจาก Amazon Seller Central โดยตรง

เพื่อให้บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตรงกับความเป็นจริง และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีทั้งฝั่งไทยและฝั่งต่างประเทศตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะเรื่อง EU VAT และ Sales Tax ของสหรัฐฯ

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภาษีซ้ำซ้อนหรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังในอนาคต

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ขาย Amazon FBA จากไทยจำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทหรือไม่

ไม่ได้บังคับในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ การจดทะเบียนนิติบุคคลจะช่วยให้วางแผนภาษีได้ดีกว่า เปิดบัญชีธนาคารรับเงินจากต่างประเทศได้สะดวก

และแยกความรับผิดชอบทางธุรกิจออกจากทรัพย์สินส่วนตัว

รายได้จาก Amazon ต้องเสียภาษีอะไรในไทยบ้าง

หากดำเนินการในนามนิติบุคคล รายได้จะถูกนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และหากรายได้เข้าเงื่อนไขต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขล่าสุดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ต้องเสีย Sales Tax ของสหรัฐอเมริกาด้วยหรือไม่

Amazon มักหักและนำส่ง Sales Tax ให้ในหลายรัฐผ่านระบบ Marketplace Facilitator แต่ผู้ขายควรตรวจสอบว่ารัฐที่มีสต๊อกสินค้าฝากอยู่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมหรือไม่

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศ

การขายผ่านคลังสินค้า Amazon ในยุโรปมีผลต่อภาษีอย่างไร

หากฝากสต๊อกสินค้าไว้ในคลัง Amazon หลายประเทศในยุโรป อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (EU VAT) ในประเทศที่เก็บสต๊อกอยู่

เป็นเรื่องเฉพาะทางที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศโดยตรง

ค่าธรรมเนียม Amazon นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่

ได้ ค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น Referral Fee, FBA Fee และค่าโฆษณา PPC ถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินธุรกิจ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หากมีหลักฐานใบแจ้งยอดจาก Amazon ประกอบชัดเจน

ควรบันทึกรายได้ตามวันที่เงินเข้าบัญชีหรือวันที่ขายสินค้า

ควรบันทึกตามวันที่เกิดรายการขายจริงตามรายงานใน Amazon Seller Central ไม่ใช่วันที่เงินโอนเข้าบัญชี เพื่อให้ตัวเลขบัญชีสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริงในแต่ละเดือน

ผู้ขาย Amazon FBA ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อใด

ควรปรึกษาตั้งแต่เริ่มมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนขยายตลาดไปหลายประเทศหรือใช้คลังสินค้าในต่างประเทศ เพื่อวางโครงสร้างภาษีและบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น