คำตอบสั้นๆ คือ การโฆษณาอาหารเสริมที่อวดอ้างสรรพคุณในการป้องกัน บำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค ถือเป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เพราะอาหารเสริมไม่ใช่ยาและไม่สามารถอวดอ้างสรรพคุณทางการแพทย์ได้
ผู้ประกอบการที่ขายหรือทำการตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องระมัดระวังถ้อยคำโฆษณาอย่างมาก บทความนี้สรุปข้อห้ามหลักและแนวทางโฆษณาที่ปลอดภัยสำหรับธุรกิจ
คำตอบสั้นๆ คือ การโฆษณาอาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ที่อวดอ้างสรรพคุณในการป้องกัน บำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค เป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหาร
เนื่องจากอาหารเสริมถูกจัดประเภทเป็น "อาหาร" ไม่ใช่ "ยา" ตามกฎหมาย
จึงไม่มีสิทธิ์อวดอ้างสรรพคุณในการรักษาโรคใดๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาผ่านสื่อดั้งเดิมหรือผ่านโซเชียลมีเดียก็ตาม ผู้ประกอบการ SME
ที่ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนมากยังใช้ถ้อยคำโฆษณาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้อธิบายข้อห้ามหลักและแนวทางโฆษณาที่ปลอดภัย
สารบัญบทความ
- ทำไมอาหารเสริมจึงอวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคไม่ได้
- ตัวอย่างถ้อยคำโฆษณาที่มักเข้าข่ายผิดกฎหมาย
- หน่วยงานที่กำกับดูแลและการขออนุญาตโฆษณา
- บทลงโทษหากโฆษณาผิดกฎหมาย
- ความเสี่ยงจากการใช้อินฟลูเอนเซอร์และการตลาดออนไลน์
- แนวทางโฆษณาอาหารเสริมที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย
- ผลกระทบทางภาษีและบัญชีจากการถูกดำเนินคดีโฆษณา
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ประกอบการอาหารเสริม
- แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ทำไมอาหารเสริมจึงอวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคไม่ได้
ตามพระราชบัญญัติอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถูกจัดประเภทเป็นอาหารกลุ่มเฉพาะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสารอาหารที่ร่างกายอาจได้รับไม่เพียงพอจากอาหารปกติ
ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคเหมือนยา
การอวดอ้างว่าอาหารเสริมสามารถรักษาโรคเบาหวาน ลดความดันโลหิต รักษามะเร็ง หรือแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะทางใดๆ จึงเป็นการโฆษณาที่ขัดต่อกฎหมาย
เพราะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณเกินความเป็นจริงและอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์เทียบเท่ายา
ตัวอย่างถ้อยคำโฆษณาที่มักเข้าข่ายผิดกฎหมาย
- อ้างว่า "รักษา" "บำบัด" "แก้" หรือ "หาย" จากโรคหรืออาการป่วยเฉพาะทาง เช่น "แก้เบาหวาน" "หายจากไขมันพอกตับ"
- อ้างสรรพคุณลดน้ำหนักหรือเผาผลาญไขมันแบบเกินจริง โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เช่น "ลดได้ 10 กิโลใน 7 วัน"
- ใช้คำที่บ่งบอกถึงการทดแทนยาหรือการรักษาทางการแพทย์ เช่น "ไม่ต้องพึ่งยา" "เลิกยาได้เลย"
- ใช้ภาพหรือคำรับรองจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือบุคคลมีชื่อเสียงในลักษณะที่ทำให้เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองทางการแพทย์
- ใช้คำว่า "อย. รับรอง" ในลักษณะที่ทำให้เข้าใจผิดว่า อย. รับรองสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ ทั้งที่ อย. เพียงรับแจ้งหรือขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เท่านั้น ไม่ได้รับรองประสิทธิผลในการรักษาโรค
หน่วยงานที่กำกับดูแลและการขออนุญาตโฆษณา
การโฆษณาอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งกำหนดให้ข้อความ เสียง
หรือภาพโฆษณาอาหารบางประเภทต้องได้รับอนุญาตก่อนเผยแพร่ต่อสาธารณะ
ผู้ประกอบการที่จะโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรตรวจสอบว่าข้อความโฆษณาที่จะใช้เข้าข่ายต้องขออนุญาตก่อนเผยแพร่หรือไม่ และหากเข้าข่ายต้องขออนุญาต ควรยื่นขออนุญาตต่อ อย.
ก่อนเริ่มเผยแพร่โฆษณาในทุกช่องทาง
เนื่องจากรายละเอียดหลักเกณฑ์การขออนุญาตโฆษณาและถ้อยคำที่อนุญาตให้ใช้ได้มีการปรับปรุงเป็นระยะ
ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดโดยตรงกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนเผยแพร่โฆษณา
บทลงโทษหากโฆษณาผิดกฎหมาย
การโฆษณาอาหารเสริมที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงหรือไม่ได้รับอนุญาตอาจมีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาตามพระราชบัญญัติอาหาร รวมถึงอาจถูกดำเนินการภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้วย
นอกจากนี้หน่วยงานกำกับดูแลมีอำนาจสั่งให้ระงับการโฆษณา
เรียกคืนผลิตภัณฑ์ หรือเพิกถอนใบอนุญาตผลิตภัณฑ์ในกรณีร้ายแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการขายผ่านโซเชียลมีเดียซึ่งมักถูกตรวจสอบเป็นพิเศษในปัจจุบัน
ความเสี่ยงจากการใช้อินฟลูเอนเซอร์และการตลาดออนไลน์
ธุรกิจ SME จำนวนมากใช้อินฟลูเอนเซอร์หรือผู้มีอิทธิพลทางโซเชียลมีเดียในการรีวิวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ซึ่งหากอินฟลูเอนเซอร์ใช้ถ้อยคำอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงหรือกล่าวอ้างว่าใช้แล้วหายจากโรค
เจ้าของผลิตภัณฑ์ในฐานะผู้ว่าจ้างอาจต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้โฆษณาด้วย แม้ตนเองจะไม่ได้เป็นผู้พูดถ้อยคำนั้นโดยตรงก็ตาม
ดังนั้นผู้ประกอบการควรกำหนดแนวทางการใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนให้อินฟลูเอนเซอร์ปฏิบัติตามก่อนเริ่มแคมเปญการตลาดทุกครั้ง
และควรตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่จริง
แนวทางโฆษณาอาหารเสริมที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย
ผู้ประกอบการควรเน้นการสื่อสารในลักษณะข้อมูลโภชนาการที่เป็นข้อเท็จจริง เช่น ระบุส่วนประกอบและปริมาณสารอาหารตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ อย. โดยไม่กล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง
หลีกเลี่ยงการใช้คำที่บ่งบอกถึงการรักษาโรคโดยเด็ดขาด
และหากต้องการสื่อสารประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ควรใช้ถ้อยคำในลักษณะทั่วไปที่ไม่ก้าวล่วงไปถึงสรรพคุณทางการแพทย์ เช่น เน้นเรื่องคุณค่าทางโภชนาการเสริมจากอาหารตามปกติ
แทนการอ้างผลลัพธ์เฉพาะเจาะจงต่อโรค
ผลกระทบทางภาษีและบัญชีจากการถูกดำเนินคดีโฆษณา
หากธุรกิจถูกสั่งระงับการโฆษณาหรือเรียกคืนผลิตภัณฑ์ อาจส่งผลกระทบต่องบการเงินในหลายด้าน เช่น สินค้าคงเหลือที่ต้องตั้งด้อยค่าหากไม่สามารถขายต่อได้
ค่าปรับที่เกิดขึ้นซึ่งโดยทั่วไปไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้
(เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่กฎหมายภาษีไม่อนุญาตให้หัก) และรายได้ที่หายไปจากการหยุดขายสินค้าชั่วคราว ผู้ประกอบการจึงควรวางระบบตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาก่อนเผยแพร่อย่างรัดกุม
เพื่อป้องกันผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นตามมา
ตัวอย่างผลกระทบทางการเงินหากถูกสั่งระงับโฆษณา
| รายการผลกระทบ | ลักษณะผลกระทบทางบัญชี/ภาษี |
|---|---|
| ค่าปรับตามกฎหมายอาหาร | รายจ่ายต้องห้าม ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ |
| สินค้าคงเหลือที่ถูกเรียกคืน | อาจต้องตั้งด้อยค่าหรือตัดจำหน่ายสินค้าคงเหลือ |
| รายได้ที่หายไปจากการหยุดขาย | กระทบกระแสเงินสดและกำไรของงวดบัญชีนั้น |
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ประกอบการอาหารเสริม
- คัดลอกถ้อยคำโฆษณาจากคู่แข่งหรือผู้ผลิตต่างประเทศโดยไม่ตรวจสอบว่าถ้อยคำนั้นถูกกฎหมายไทยหรือไม่
- ปล่อยให้อินฟลูเอนเซอร์ใช้ถ้อยคำอวดอ้างสรรพคุณตามความเข้าใจของตนเองโดยไม่มีแนวทางกำกับจากเจ้าของแบรนด์
- ใช้รีวิวจากลูกค้าที่กล่าวอ้างว่าหายจากโรคมาโพสต์ซ้ำในเพจธุรกิจ โดยไม่ตระหนักว่าเป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมายเช่นเดียวกับการโฆษณาโดยตรง
- ไม่ขออนุญาตโฆษณาตามที่กฎหมายกำหนดก่อนเผยแพร่ในสื่อที่ต้องขออนุญาต
- ไม่มีกระบวนการตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาภายในก่อนเผยแพร่ ทำให้พนักงานฝ่ายการตลาดใช้ถ้อยคำที่มีความเสี่ยงโดยไม่มีใครตรวจทาน
แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
ผู้ประกอบการที่ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรจัดทำแนวทางการใช้ถ้อยคำโฆษณาที่ชัดเจนและอบรมพนักงานฝ่ายการตลาดรวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ที่ร่วมงานด้วยให้เข้าใจข้อห้ามตามกฎหมาย
ควรตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาทุกชิ้นก่อนเผยแพร่ผ่านกระบวนการอนุมัติภายใน
และปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าถ้อยคำใดเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่
นอกจากนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อประเมินผลกระทบทางการเงินและวางแผนสำรองความเสี่ยงหากธุรกิจถูกดำเนินการทางกฎหมายในอนาคต
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
อาหารเสริมสามารถโฆษณาว่า "ช่วยบำรุงร่างกาย" ได้หรือไม่?
ถ้อยคำทั่วไปที่ไม่ก้าวล่วงสรรพคุณทางการแพทย์อาจใช้ได้ในบางกรณี แต่ต้องไม่สื่อถึงการรักษาหรือป้องกันโรคเฉพาะทาง
ควรตรวจสอบถ้อยคำที่ใช้กับข้อมูลที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้สอดคล้องกัน
หากลูกค้ารีวิวเองว่าอาหารเสริมช่วยรักษาโรค ธุรกิจนำมาโพสต์ซ้ำได้หรือไม่?
ไม่ควรนำมาโพสต์ซ้ำ เพราะถือเป็นการเผยแพร่ข้อความที่อวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคผ่านช่องทางของธุรกิจ ซึ่งอาจมีความผิดเช่นเดียวกับการโฆษณาโดยตรง แม้ต้นทางจะเป็นคำพูดของลูกค้าเองก็ตาม
อินฟลูเอนเซอร์ที่รีวิวผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย เจ้าของแบรนด์ต้องรับผิดด้วยหรือไม่?
อาจต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างหรือผู้โฆษณา หากปล่อยให้อินฟลูเอนเซอร์ใช้ถ้อยคำอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงโดยไม่มีการกำกับดูแลหรือตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่
โฆษณาอาหารเสริมทุกชิ้นต้องขออนุญาตจาก อย. ก่อนเผยแพร่หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับประเภทของสื่อและลักษณะข้อความโฆษณา บางกรณีกฎหมายกำหนดให้ต้องขออนุญาตก่อนเผยแพร่
ควรตรวจสอบรายละเอียดกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาว่าโฆษณาที่วางแผนจะเผยแพร่เข้าข่ายต้องขออนุญาตหรือไม่
ค่าปรับจากการโฆษณาผิดกฎหมายนำมาหักภาษีได้หรือไม่?
โดยทั่วไปค่าปรับตามกฎหมายถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร ไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้
ควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีในแต่ละกรณี
ถูกสั่งระงับโฆษณาส่งผลต่อสินค้าคงเหลือในบัญชีอย่างไร?
หากสินค้าที่ถูกเรียกคืนไม่สามารถขายต่อได้ อาจต้องพิจารณาตั้งด้อยค่าหรือตัดจำหน่ายสินค้าคงเหลือในงบการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรของงวดบัญชีนั้น
ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อบันทึกรายการให้ถูกต้อง
ควรมีกระบวนการตรวจสอบโฆษณาภายในองค์กรอย่างไร?
ควรกำหนดขั้นตอนอนุมัติเนื้อหาโฆษณาก่อนเผยแพร่ทุกชิ้น โดยมีผู้รับผิดชอบตรวจสอบถ้อยคำให้สอดคล้องกับข้อมูลที่ขึ้นทะเบียนไว้
และปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายเป็นระยะเมื่อมีแคมเปญการตลาดใหม่หรือใช้อินฟลูเอนเซอร์ เพื่อลดความเสี่ยงก่อนเผยแพร่จริง
กรณีที่ต้องจัดการเรื่องใบอนุญาตหรือประกันสังคมควบคู่ไปด้วย อาจพิจารณาขอบเขตงานบริการเสริมที่เกี่ยวข้องของ A Plus Me เพื่อให้จัดลำดับงานได้ง่ายขึ้น