เจ้าของ SME หลายคนปิดงบปลายปีแล้วเจอปัญหาเดิมทุกปี คือมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในเดือนธันวาคม เช่น ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าบริการวิชาชีพ หรือค่าจ้างผู้รับเหมา

แต่ใบกำกับภาษีหรือใบแจ้งหนี้ยังไม่มาถึงจนข้ามปี

คำถามคือจะตั้งเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายในปีนั้นได้หรือไม่ และหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้เลยไหม หรือต้องรอใบกำกับก่อน บทความนี้อธิบายเงื่อนไขตามเกณฑ์คงค้างของประมวลรัษฎากร

หลักฐานประมาณการที่กรมสรรพากรยอมรับ

และวิธีทำให้ไม่กลายเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองซึ่งกฎหมายห้ามนำมาหักเป็นรายจ่าย

สารบัญบทความ
  1. เกณฑ์คงค้างคือข้อบังคับ ไม่ใช่ทางเลือกของบริษัท
  2. เงื่อนไขไม่ให้กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9)
  3. หลักฐานประมาณการแบบไหนที่สรรพากรยอมรับ
  4. หักภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ก่อน แต่ภาษีซื้อ VAT ต้องรอใบกำกับจริง
  5. ขั้นตอนปฏิบัติ: ตั้งประมาณการอย่างไรให้ปลอดภัยและปรับยอดให้ถูกต้อง
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เกณฑ์คงค้างคือข้อบังคับ ไม่ใช่ทางเลือกของบริษัท

เจ้าของ SME หลายคนเข้าใจผิดว่าการตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expense) เป็นเรื่องที่ทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ในความเป็นจริง มาตรา 65

แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้นิติบุคคลคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีด้วย "เกณฑ์สิทธิ" (Accrual Basis)

คือให้นำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรอบระยะเวลาบัญชีใดมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบบัญชีนั้น แม้ว่าจะยังไม่ได้จ่ายเงินหรือยังไม่ได้รับใบกำกับภาษี/ใบแจ้งหนี้ก็ตาม พูดง่าย ๆ

คือถ้าสินค้าหรือบริการนั้นเกิดขึ้นแล้วจริงในเดือนธันวาคม

แม้บิลจะยังไม่มาจนข้ามปี บริษัทก็มีหน้าที่ต้องรับรู้เป็นรายจ่ายของปีนั้น ไม่ใช่รอให้ได้ใบกำกับก่อนแล้วค่อยบันทึก

เพราะจะทำให้งบการเงินและกำไรสุทธิทางภาษีของปีนั้นแสดงตัวเลขต่ำหรือสูงกว่าความเป็นจริง

เงื่อนไขไม่ให้กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9)

ประเด็นที่ SME กังวลคือ ถ้าตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายโดยยังไม่มีใบกำกับ จะถูกกรมสรรพากรมองว่าเป็น "รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง" ตามมาตรา 65 ตรี (9)

ซึ่งเป็นรายการที่กฎหมายห้ามนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือไม่

คำตอบคือ การตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่ถูกต้องตามเกณฑ์คงค้าง "ไม่ใช่" รายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองตามความหมายของมาตรานี้ เพราะมีธุรกรรมจริงรองรับ เพียงแต่เอกสารยืนยันมูลค่ายังมาไม่ถึง

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้าม

บริษัทต้องพิสูจน์ได้ว่า:

  • มีธุรกรรมเกิดขึ้นจริงแล้วในรอบบัญชีนั้น เช่น ได้รับสินค้า ได้ใช้บริการ หรือผู้รับเหมาส่งมอบงานแล้วจริงก่อนวันสิ้นรอบบัญชี ไม่ใช่ประมาณการรายจ่ายที่ยังไม่เกิดขึ้น
  • มูลค่าที่ประมาณการมีฐานอ้างอิงที่สมเหตุสมผลและตรวจสอบย้อนกลับได้ เช่น อิงจากสัญญา ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา หรือค่าเฉลี่ยของรายจ่ายลักษณะเดียวกันในอดีต ไม่ใช่ตัวเลขกลม ๆ ที่ตั้งขึ้นเองโดยไม่มีที่มา
  • มีการอนุมัติภายในเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนปิดงบ พร้อมเอกสารประกอบการคำนวณที่เก็บไว้ให้ตรวจสอบได้ เช่น ใบสำคัญจ่ายชั่วคราวหรือ Memo ประมาณการค่าใช้จ่าย

หากประมาณการรายการใดไม่มีเหตุผลรองรับเลย หรือความจริงเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรอบบัญชีอื่น เช่น นำรายจ่ายปีถัดไปมาตั้งไว้ล่วงหน้าเพื่อลดกำไรปีปัจจุบัน

กรณีนี้จึงจะเข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) จริง

และมาตรานี้ยังเปิดช่องไว้ด้วยว่า หากรายการใดไม่สามารถประมาณการได้อย่างน่าเชื่อถือในรอบบัญชีนั้นจริง ๆ กฎหมายอนุญาตให้นำไปลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้

แต่ควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่แนวปฏิบัติประจำ

เพราะขัดกับหลักการจับคู่รายได้-รายจ่ายที่ถูกต้อง

หลักฐานประมาณการแบบไหนที่สรรพากรยอมรับ

หลักฐานที่ใช้ประกอบการตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายจะแตกต่างกันตามลักษณะของรายจ่ายแต่ละประเภท สิ่งสำคัญคือต้องเลือกใช้ฐานอ้างอิงที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุดและอธิบายที่มาได้

ตัวอย่างแนวทางที่ใช้ได้จริงมีดังนี้

ประเภทรายจ่ายค้างจ่ายหลักฐานประมาณการที่ควรใช้
ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ตเดือนธันวาคมค่าเฉลี่ยจากใบแจ้งหนี้ 2-3 เดือนล่าสุด หรือเลขมิเตอร์ ณ วันสิ้นปี
ค่าจ้างผู้รับเหมา/งานที่ส่งมอบแล้วแต่ยังไม่วางบิลใบตรวจรับงานหรือใบส่งมอบงานที่มีลายเซ็นรับทราบ อ้างอิงราคาตามสัญญา
ค่าบริการวิชาชีพ เช่น ค่าสอบบัญชี ค่าที่ปรึกษากฎหมายปลายปีสัญญาว่าจ้างหรือใบเสนอราคาที่ระบุอัตราค่าบริการไว้ล่วงหน้า
ดอกเบี้ยจ่ายค้างจ่ายจากเงินกู้ตารางคำนวณดอกเบี้ยตามสัญญาเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงไว้
โบนัส/ค่าคอมมิชชั่นพนักงานที่อนุมัติแล้วแต่ยังไม่จ่ายมติที่ประชุมหรือบันทึกอนุมัติ พร้อมสูตร/เกณฑ์การคำนวณที่ใช้จริง

สังเกตว่าหลักฐานทุกแบบมีจุดร่วมกันคือ "อ้างอิงได้กับข้อเท็จจริงหรือข้อตกลงที่มีอยู่ก่อนแล้ว" ไม่ใช่การคาดเดาลอย ๆ

นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่างค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่ถูกต้องตามเกณฑ์คงค้าง กับรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

หักภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ก่อน แต่ภาษีซื้อ VAT ต้องรอใบกำกับจริง

จุดที่ผู้ประกอบการมักสับสนคือ นำ "การหักรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล" ไปปนกับ "การขอเครดิตภาษีซื้อของภาษีมูลค่าเพิ่ม" ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกัน สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล

การตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายตามเกณฑ์คงค้างพร้อมหลักฐานประมาณการที่สมเหตุสมผลสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ของรอบบัญชีนั้นได้เลย โดยไม่ต้องรอใบกำกับภาษี

แต่สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม

กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจึงจะนำภาษีซื้อไปหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ดังนั้นเมื่อบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายปลายปี

ให้บันทึกเฉพาะมูลค่ารายจ่ายก่อนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นหนี้สินค้างจ่ายไว้ก่อน

ยังไม่ต้องตั้งภาษีซื้อค้างรับ เพราะสิทธิในการเครดิตภาษีซื้อยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะได้รับใบกำกับภาษีจริง เมื่อได้รับใบกำกับภาษีในเดือนถัดไป

จึงบันทึกภาษีซื้อและนำไปเครดิตในเดือนภาษีนั้น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยอาศัยอำนาจมาตรา 82/3

แห่งประมวลรัษฎากร หากไม่ได้นำภาษีซื้อไปเครดิตในเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษีทันที กฎหมายยังเปิดช่องให้นำไปเครดิตในเดือนภาษีถัดไปได้ แต่ต้องไม่เกิน 6 เดือน

นับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษีนั้น

หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวจะเสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อจำนวนนั้นทันที จึงควรติดตามใบกำกับภาษีที่ค้างอยู่และบันทึกเครดิตให้ทันภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป

ขั้นตอนปฏิบัติ: ตั้งประมาณการอย่างไรให้ปลอดภัยและปรับยอดให้ถูกต้อง

เพื่อให้การตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายปลายปีผ่านการตรวจสอบได้อย่างสบายใจ ผู้ประกอบการควรทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • รวบรวมรายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงแล้วก่อนวันสิ้นรอบบัญชี แต่ยังไม่ได้รับใบกำกับภาษีหรือใบแจ้งหนี้
  • จัดทำเอกสารประมาณการแนบหลักฐานอ้างอิงตามประเภทรายจ่าย และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนปิดงบ
  • บันทึกบัญชีด้าน เดบิต ค่าใช้จ่าย และเครดิต ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ด้วยมูลค่าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • เมื่อได้รับใบกำกับภาษี/ใบแจ้งหนี้จริงในปีถัดไป ให้เทียบยอดประมาณการกับยอดจริงทันที (การปรับปรุงแบบ True-up)
  • เก็บเอกสารประมาณการ ใบตรวจรับงาน สัญญา และใบกำกับภาษีจริงไว้ครบชุด อย่างน้อย 5 ปีตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้เก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี

ตัวอย่าง บริษัทแห่งหนึ่งปิดรอบบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคมที่ยังไม่ได้รับบิล จึงคำนวณค่าเฉลี่ยจากบิล 3 เดือนก่อนหน้าได้ 42,000 บาท

และตั้งเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายพร้อมแนบตารางคำนวณไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์

2569 ได้รับบิลจริง 43,500 บาท ผลต่าง 1,500 บาทถือว่าไม่มีสาระสำคัญ บริษัทจึงบันทึกผลต่างเป็นรายจ่ายเพิ่มเติมในปี 2569 ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนไปแก้ไขงบการเงินหรือแบบภาษีของปี 2568

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการตั้งประมาณการที่มีหลักฐานรองรับชัดเจนช่วยให้บริษัทหักรายจ่ายได้ถูกต้องตามเกณฑ์คงค้าง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกมองเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเอง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายปลายปีไม่มีใบกำกับ หักภาษีได้ไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายปลายปีที่ยังไม่มีใบกำกับ หักเป็นรายจ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้เลยไหม

ได้ หากเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในรอบบัญชีนั้น เช่น ได้รับสินค้าหรือบริการแล้วจริงก่อนวันสิ้นปี และมีหลักฐานประมาณการที่สมเหตุสมผล เช่น สัญญา ใบสั่งซื้อ

หรือค่าเฉลี่ยของรายจ่ายลักษณะเดียวกัน ตามหลักเกณฑ์คงค้างในมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

ตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายแบบไหนเสี่ยงถูกสรรพากรตีเป็นรายจ่ายต้องห้าม

หากประมาณการขึ้นเองโดยไม่มีธุรกรรมจริงรองรับ ไม่มีเอกสารอ้างอิงใด ๆ หรือความจริงเป็นรายจ่ายที่ควรบันทึกในรอบบัญชีอื่น มีความเสี่ยงถูกตีเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองตามมาตรา 65 ตรี

(9) ซึ่งกฎหมายไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

ตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายแล้ว นำภาษีซื้อ VAT มาเครดิตได้เลยไหม

ยังไม่ได้ เพราะการขอเครดิตภาษีซื้อต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามที่กฎหมายกำหนด จึงควรบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายด้วยมูลค่าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน

แล้วรอบันทึกและเครดิตภาษีซื้อในเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษีจริง (ตามหลักเกณฑ์มาตรา 82/3

แห่งประมวลรัษฎากร กฎหมายให้เวลานำมาเครดิตได้ไม่เกิน 6 เดือน นับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี หากเกินกำหนดจะเสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อจำนวนนั้น)

ถ้าได้รับใบกำกับภาษีจริงในปีถัดไปแล้วยอดต่างจากที่ประมาณการไว้ ต้องทำอย่างไร

หากผลต่างไม่มีสาระสำคัญ สามารถบันทึกผลต่างเป็นรายจ่ายเพิ่มหรือลดในปีที่ได้รับใบกำกับจริงได้เลย แต่หากผลต่างมีนัยสำคัญ

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีว่าจำเป็นต้องปรับปรุงงบการเงินหรือแบบภาษีของปีก่อนหน้าหรือไม่

หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกรรมและรายจ่ายของธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายภาษีมากน้อยเพียงใด ลองให้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ