โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ต้องคำนวณต้นทุนวัตถุดิบไม้ที่มีอัตราสูญเสียสูง ต้นทุนแรงงานฝีมือช่าง และค่าโสหุ้ยโรงงานให้ครบถ้วน เพื่อตั้งราคาขายที่คุ้มทุนจริง

พร้อมจัดการภาษีเงินได้นิติบุคคลและ VAT ให้ถูกต้องตามรอบบัญชี

ผู้ประกอบการที่ไม่มีระบบต้นทุนที่ดีมักตั้งราคาต่ำกว่าทุนโดยไม่รู้ตัวเพราะมองข้ามเศษไม้และของเสียจากการผลิต

ธุรกิจโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างต้นทุนซับซ้อนกว่าธุรกิจการผลิตทั่วไป เพราะไม้เป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่มีอัตราสูญเสียระหว่างกระบวนการตัด ไส

และประกอบค่อนข้างสูง

อีกทั้งงานฝีมือช่างไม้ยังมีความแตกต่างกันตามทักษะและความซับซ้อนของแบบเฟอร์นิเจอร์

การคำนวณต้นทุนที่แม่นยำจึงเป็นเรื่องท้าทายแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการกำไรที่ยั่งยืน

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างต้นทุนหลักของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้
  2. การคำนวณอัตราสูญเสียไม้ (Yield Loss)
  3. เศษไม้และของเสียจากการผลิต บันทึกบัญชีอย่างไร
  4. ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนเบื้องต้น
  5. ภาษีเงินได้นิติบุคคลและ VAT สำหรับโรงงานเฟอร์นิเจอร์
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. การควบคุมสต๊อกไม้และงานระหว่างผลิต
  8. การรับงานสั่งทำพิเศษ (Made to Order) กับการรับรู้รายได้
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

โครงสร้างต้นทุนหลักของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้

ต้นทุนการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้แบ่งเป็นสามส่วนหลักตามหลักบัญชีต้นทุน คือ วัตถุดิบทางตรง (ไม้ท่อน ไม้แผ่น กาว น็อต บานพับ และวัสดุตกแต่ง) แรงงานทางตรง (ค่าแรงช่างไม้ที่ตัด ไส

ประกอบ และเข้าไม้) และค่าโสหุ้ยการผลิต (ค่าไฟฟ้าเครื่องจักร

ค่าเสื่อมราคาเครื่องมือ ค่าเช่าโรงงาน และค่าแรงพนักงานสนับสนุนที่ไม่ได้ลงมือผลิตโดยตรง) ผู้ประกอบการหลายรายคำนวณเฉพาะต้นทุนไม้และแรงงานทางตรง

แต่ลืมปันส่วนค่าโสหุ้ยเข้าไปในต้นทุนต่อชิ้น

ทำให้ราคาที่ตั้งไว้ไม่ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด

การคำนวณอัตราสูญเสียไม้ (Yield Loss)

ไม้ท่อนหรือไม้แผ่นที่ซื้อมามักมีอัตราสูญเสียจากการตัดให้ได้ขนาดตามแบบ การไสผิวหน้า และการคัดแยกตำหนิ เช่น ตาไม้ รอยแตก หรือส่วนที่โค้งงอ

อัตราสูญเสียนี้อาจสูงถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ของปริมาณไม้ที่ซื้อมาทั้งหมด

ขึ้นอยู่กับชนิดไม้และความซับซ้อนของแบบ โรงงานควรบันทึกอัตราสูญเสียไม้แยกตามชนิดไม้และรุ่นสินค้า เพื่อคำนวณต้นทุนวัตถุดิบต่อชิ้นให้แม่นยำ

ไม่ใช่คำนวณจากราคาไม้ต่อหน่วยเพียงอย่างเดียวโดยไม่คิดส่วนสูญเสีย

เพราะจะทำให้ต้นทุนที่แท้จริงต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก

รายการต้นทุนลักษณะข้อควรระวัง
ไม้ท่อน/ไม้แผ่นวัตถุดิบทางตรง มีอัตราสูญเสียสูงต้องคิดต้นทุนรวมส่วนสูญเสียจากการตัด/ไส
ค่าแรงช่างไม้แรงงานทางตรง ตามทักษะและความซับซ้อนแยกอัตราค่าแรงตามระดับฝีมือและประเภทงาน
ค่าไฟฟ้าเครื่องจักร/ค่าเสื่อมราคาค่าโสหุ้ยการผลิตต้องปันส่วนเข้าต้นทุนต่อชิ้นตามเกณฑ์ที่เหมาะสม
เศษไม้/ขี้เลื่อยของเสียหรือผลพลอยได้หากขายได้ต้องบันทึกรายได้และพิจารณา VAT

เศษไม้และของเสียจากการผลิต บันทึกบัญชีอย่างไร

กระบวนการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้จะเกิดเศษไม้ ขี้เลื่อย และเศษปีกไม้จำนวนมาก ซึ่งบางส่วนสามารถขายต่อให้โรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลหรือผู้รับซื้อเศษไม้ได้

รายได้จากการขายเศษไม้นี้ถือเป็นรายได้ของกิจการที่ต้องบันทึกบัญชีและอาจเข้าข่ายต้องเสีย VAT

หากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

นอกจากนี้การมีระบบบันทึกปริมาณเศษไม้ที่ขายได้ยังช่วยตรวจสอบว่าอัตราสูญเสียไม้ในกระบวนการผลิตอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือสูงผิดปกติจนควรปรับปรุงกระบวนการตัดไม้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ

้น

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนเบื้องต้น

สมมติโรงงานผลิตโต๊ะไม้สักหนึ่งตัว ใช้ไม้สักปริมาตร 0.15 ลูกบาศก์เมตร ราคาไม้ต่อลูกบาศก์เมตร 25,000 บาท คิดเป็นต้นทุนไม้ตั้งต้น 3,750 บาท แต่มีอัตราสูญเสียจากการตัดและไสประมาณ

20% ทำให้ต้นทุนไม้ที่แท้จริงต้องคำนวณจากปริมาณไม้ที่ซื้อจริงคือ

0.15 หารด้วย (1-0.20) เท่ากับประมาณ 0.1875 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นต้นทุนไม้จริง 4,687.50 บาท บวกค่าแรงช่างไม้ 800 บาท และค่าโสหุ้ยปันส่วน 500 บาท รวมต้นทุนการผลิตต่อตัวประมาณ

5,987.50 บาท หากโรงงานตั้งราคาขายเพียง 5,500

บาทโดยคำนวณจากต้นทุนไม้แบบไม่คิดส่วนสูญเสีย จะขาดทุนจากการผลิตโต๊ะตัวนี้ทันที

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและ VAT สำหรับโรงงานเฟอร์นิเจอร์

โรงงานที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิตามรอบบัญชี สำหรับ SME ที่เข้าเงื่อนไข เช่น ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30

ล้านบาทต่อปี

อาจได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับกำไรส่วนแรกและอัตราภาษีลดหย่อนตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ควรตรวจสอบเงื่อนไขและอัตราที่ใช้บังคับปัจจุบันกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี ส่วน VAT

หากรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีสำหรับการขายเฟอร์นิเจอร์และเศษไม้ที่ขายได้ทุกรายการ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คำนวณต้นทุนไม้จากราคาซื้อโดยไม่คิดอัตราสูญเสียจากการตัดและไส ทำให้ต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง
  • ไม่ปันส่วนค่าโสหุ้ยโรงงาน เช่น ค่าไฟฟ้าเครื่องจักรและค่าเสื่อมราคา เข้าต้นทุนต่อชิ้น ทำให้ราคาขายไม่ครอบคลุมต้นทุนจริง
  • ไม่บันทึกรายได้จากการขายเศษไม้และขี้เลื่อย ทำให้รายได้ในบัญชีไม่ครบถ้วนและอาจพลาดภาระ VAT
  • ไม่แยกอัตราค่าแรงช่างไม้ตามระดับฝีมือและความซับซ้อนของงาน ทำให้เฟอร์นิเจอร์แบบซับซ้อนถูกคิดต้นทุนเท่ากับแบบง่าย
  • ไม่มีระบบตรวจนับสต๊อกไม้และเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปสม่ำเสมอ ทำให้ตรวจนับปลายปีพบส่วนต่างที่อธิบายไม่ได้

การควบคุมสต๊อกไม้และงานระหว่างผลิต

โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ควรมีระบบควบคุมสต๊อกที่แยกเป็นสามระดับ คือ วัตถุดิบไม้ดิบที่ยังไม่ได้แปรรูป งานระหว่างผลิต (Work in Process) ที่ตัดหรือไสแล้วแต่ยังไม่ประกอบเสร็จ

และสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมขาย

การแยกสต๊อกทั้งสามระดับช่วยให้คำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือปลายงวดได้ถูกต้องตามหลักบัญชี และช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมว่ามีเงินทุนจมอยู่ในขั้นตอนใดของกระบวนการผลิตมากที่สุด

เพื่อวางแผนบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น

การรับงานสั่งทำพิเศษ (Made to Order) กับการรับรู้รายได้

โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้จำนวนมากรับงานสั่งทำพิเศษตามแบบลูกค้า ซึ่งมักมีการรับเงินมัดจำล่วงหน้าก่อนเริ่มผลิต เงินมัดจำนี้ยังไม่ถือเป็นรายได้ทันทีแต่ควรบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้า

แล้วรับรู้รายได้เมื่อส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าตามเงื่อนไขสัญญา

หากเป็นงานที่ใช้เวลาผลิตนานหลายเดือน เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อินขนาดใหญ่ ควรพิจารณาวิธีรับรู้รายได้ตามความคืบหน้าของงาน (Percentage of Completion) ตามความเหมาะสม

ซึ่งควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อเลือกวิธีที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการควรจัดทำระบบคำนวณต้นทุนที่รวมอัตราสูญเสียไม้จริงตามชนิดไม้และแบบสินค้า ปันส่วนค่าโสหุ้ยเข้าต้นทุนต่อชิ้นอย่างสม่ำเสมอ บันทึกรายได้จากเศษไม้ให้ครบถ้วน

และแยกสต๊อกวัตถุดิบ งานระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูปให้ชัดเจน

หากไม่แน่ใจเรื่องอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือ VAT ที่ใช้บังคับปัจจุบัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีที่มีประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรมการผลิตโดยเฉพาะ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำไมต้นทุนไม้ต้องคิดรวมอัตราสูญเสียจากการตัดและไส

เพราะไม้ที่ซื้อมาจะสูญเสียส่วนหนึ่งไปกับการตัดให้ได้ขนาด การไสผิวหน้า และการคัดแยกตำหนิ หากไม่คิดรวมส่วนสูญเสียจะทำให้ต้นทุนต่อชิ้นต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก

รายได้จากการขายเศษไม้และขี้เลื่อยต้องเสีย VAT หรือไม่

หากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว การขายเศษไม้ถือเป็นรายได้ที่อาจเข้าข่ายต้องเสีย VAT เช่นเดียวกับการขายสินค้าอื่น ควรออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง

ค่าโสหุ้ยโรงงานต้องปันส่วนเข้าต้นทุนต่อชิ้นอย่างไร

ควรปันส่วนตามเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ตามชั่วโมงเครื่องจักรหรือปริมาณการผลิต เพื่อให้ต้นทุนต่อชิ้นสะท้อนค่าไฟฟ้า ค่าเสื่อมราคา และค่าเช่าโรงงานที่แท้จริง

เงินมัดจำงานสั่งทำเฟอร์นิเจอร์พิเศษ ต้องรับรู้เป็นรายได้ทันทีหรือไม่

ไม่ควรรับรู้ทันที ควรบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าก่อน แล้วรับรู้รายได้เมื่อส่งมอบสินค้าตามเงื่อนไขสัญญา หรือตามความคืบหน้าของงานหากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เวลานาน

โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ SME ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่

หากเข้าเงื่อนไข SME เช่น ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี อาจได้รับสิทธิยกเว้นและอัตราลดหย่อนตามที่กรมสรรพากรกำหนด

ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับผู้เชี่ยวชาญ

ทำไมต้องแยกสต๊อกวัตถุดิบ งานระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป

เพื่อคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือปลายงวดได้ถูกต้องตามหลักบัญชี และช่วยให้เห็นว่ามีเงินทุนจมอยู่ในขั้นตอนใดของการผลิตมากที่สุดเพื่อวางแผนบริหารกระแสเงินสด

ค่าแรงช่างไม้ที่มีทักษะต่างกันควรคิดต้นทุนเหมือนกันหรือไม่

ไม่ควร ควรแยกอัตราค่าแรงตามระดับฝีมือและความซับซ้อนของงาน เพราะเฟอร์นิเจอร์แบบซับซ้อนที่ต้องใช้ช่างฝีมือสูงมีต้นทุนแรงงานสูงกว่างานแบบง่ายอย่างมีนัยสำคัญ

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me

เพิ่มเติมได้