คลินิกลดน้ำหนักที่จ้างนักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหารมาให้คำปรึกษาลูกค้า ต้องแยกให้ชัดก่อนว่าจ้างในรูปแบบพนักงานประจำหรือจ้างเป็นผู้รับจ้างอิสระ เพราะสองรูปแบบนี้มีวิธีหักภาษี ณ
ที่จ่ายและเอกสารประกอบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
บทความนี้อธิบายหลักการแยกประเภทการจ้างงาน วิธีหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ถูกต้อง และเอกสารที่คลินิกต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน
สารบัญบทความ
จ้างนักโภชนาการแบบพนักงานกับแบบฟรีแลนซ์ต่างกันอย่างไร
คลินิกลดน้ำหนักส่วนใหญ่มีสองรูปแบบการจ้างนักโภชนาการ คือจ้างเป็นพนักงานประจำที่มาทำงานตามเวลาที่คลินิกกำหนด รับคำสั่งจากคลินิกโดยตรง และได้รับเงินเดือนสม่ำเสมอ
กับอีกแบบคือจ้างเป็นที่ปรึกษาอิสระที่มาให้บริการเป็นครั้งคราวหรือตามรอบสัญญา
ไม่ได้อยู่ในสายบังคับบัญชาแบบพนักงาน การแยกสองรูปแบบนี้ให้ถูกต้องสำคัญมาก เพราะกฎหมายภาษีปฏิบัติต่อเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน) กับเงินได้จากการรับจ้างทำงานให้
(ค่าบริการวิชาชีพอิสระ) แตกต่างกันทั้งวิธีคำนวณภาษีหัก ณ
ที่จ่ายและแบบแสดงรายการที่ต้องยื่น หากคลินิกจัดประเภทผิดตั้งแต่ต้น อาจต้องแก้ไขเอกสารย้อนหลังจำนวนมากเมื่อถูกตรวจสอบ
หัก ณ ที่จ่ายกรณีจ้างเป็นพนักงานประจำ
หากนักโภชนาการเป็นพนักงานประจำของคลินิก รับเงินเดือนเป็นรายเดือนสม่ำเสมอ เงินได้นี้จัดเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือนตามมาตรา 40(1) คลินิกในฐานะนายจ้างมีหน้าที่คำนวณภาษีหัก ณ
ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้าของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดยพิจารณาจากเงินเดือนสะสมทั้งปี ค่าลดหย่อนต่าง ๆ ที่พนักงานแจ้งไว้ และนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือนผ่านแบบ ภ.ง.ด.1 พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
ให้พนักงานเมื่อสิ้นปีเพื่อนำไปยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
คลินิกยังมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบประกันสังคมทั้งส่วนของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานคู่ขนานไปด้วย
หัก ณ ที่จ่ายกรณีจ้างเป็นที่ปรึกษาอิสระ
หากนักโภชนาการไม่ได้เป็นพนักงาน แต่มาให้คำปรึกษาเป็นครั้งคราวหรือตามสัญญาจ้างทำของ เงินได้ประเภทนี้มักเข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2) หรือ 40(6)
แล้วแต่ลักษณะงานว่าเป็นการรับจ้างทำงานทั่วไปหรือเป็นค่าตอบแทนวิชาชีพอิสระที่กฎหมายรับรอง
คลินิกในฐานะผู้จ่ายเงินซึ่งเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้นักโภชนาการทุกครั้ง โดยอัตราที่ต้องหักขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และลักษณะงานที่ตกลงกันในสัญญา
ควรตรวจสอบอัตราหัก ณ
ที่จ่ายที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง เพื่อไม่ให้หักผิดอัตราจนต้องแก้ไขย้อนหลัง และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ
ที่จ่ายให้นักโภชนาการทุกครั้งที่จ่ายเงิน ไม่ใช่รอสิ้นปีเหมือนกรณีพนักงานประจำ
| รูปแบบการจ้าง | ประเภทเงินได้ | แบบยื่นภาษีที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|
| พนักงานประจำ รับเงินเดือน | มาตรา 40(1) เงินเดือน | ภ.ง.ด.1 รายเดือน และ 50 ทวิ สิ้นปี |
| ที่ปรึกษาอิสระ รับค่าจ้างเป็นครั้ง | มาตรา 40(2) หรือ 40(6) แล้วแต่ลักษณะงาน | ภ.ง.ด.3 ทุกครั้งที่จ่ายเงิน |
| สัญญาจ้างทำของผ่านนิติบุคคลของนักโภชนาการ | เงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่บุคคลธรรมดา | ภ.ง.ด.53 หากเข้าเงื่อนไขต้องหัก |
กรณีนักโภชนาการมีบริษัทของตัวเอง
บางกรณีนักโภชนาการอาจตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนของตัวเองขึ้นมารับงานให้คำปรึกษากับคลินิกในนามนิติบุคคล ไม่ใช่ในนามบุคคลธรรมดา หากเป็นเช่นนี้ การหักภาษี ณ
ที่จ่ายจะเปลี่ยนไปใช้หลักเกณฑ์การจ่ายเงินให้นิติบุคคลแทน
ซึ่งต้องพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.53 หรือไม่ และอัตราที่ต้องหักอาจแตกต่างจากกรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาโดยสิ้นเชิง
คลินิกจึงควรตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของคู่สัญญาให้ชัดเจนก่อนทุกครั้งที่เริ่มสัญญาจ้างใหม่
ว่ากำลังจ่ายเงินให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพราะมีผลต่ออัตราและแบบยื่นที่ต้องใช้ทั้งหมด
เอกสารที่คลินิกต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ไม่ว่าจะจ้างในรูปแบบใด คลินิกควรมีสัญญาจ้างงานหรือสัญญาจ้างทำของที่ระบุขอบเขตงาน อัตราค่าตอบแทน และระยะเวลาที่ชัดเจน
พร้อมเก็บสำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือรับรองนิติบุคคลของนักโภชนาการ
ใบเสร็จรับเงินหรือใบแจ้งหนี้ที่นักโภชนาการออกให้ทุกครั้งที่รับเงิน และสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่คลินิกออกให้
เอกสารเหล่านี้จำเป็นต่อการปิดบัญชีรายเดือนและการตรวจสอบจากกรมสรรพากรในอนาคต
หากคลินิกมีนักโภชนาการหลายคนที่จ้างในรูปแบบต่างกัน ควรจัดทำทะเบียนแยกประเภทการจ้างงานให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้สับสนตอนคำนวณภาษีปลายเดือน
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
สมมติคลินิกลดน้ำหนักแห่งหนึ่งมีนักโภชนาการสองคน คนแรกเป็นพนักงานประจำที่มาทำงานทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ รับเงินเดือนคงที่ทุกเดือน
ส่วนคนที่สองมาให้คำปรึกษาเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ตามรอบที่ตกลงกันเป็นครั้งคราว
และไม่ได้อยู่ในสายบังคับบัญชาของคลินิก คลินิกต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนของนักโภชนาการคนแรกตามอัตราก้าวหน้าและนำส่งผ่าน ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน
ส่วนนักโภชนาการคนที่สองต้องหักภาษี ณ
ที่จ่ายตามอัตราของเงินได้ประเภทที่ปรึกษาอิสระทุกครั้งที่จ่ายเงินและนำส่งผ่าน ภ.ง.ด.3 พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ทุกครั้ง
หากคลินิกจ่ายเงินทั้งสองคนแบบเดียวกันโดยไม่แยกประเภท อาจนำส่งภาษีผิดแบบและผิดอัตราได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- จ้างนักโภชนาการแบบมีเงื่อนไขคล้ายพนักงานประจำ แต่หักภาษีแบบที่ปรึกษาอิสระ ทำให้จัดประเภทเงินได้ผิด
- ไม่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ทันทีทุกครั้งที่จ่ายเงินที่ปรึกษาอิสระ
- ไม่ตรวจสอบว่านักโภชนาการที่มาทำสัญญาด้วยเป็นบุคคลธรรมดาหรือมีนิติบุคคลของตัวเอง
- ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายเดียวกันกับพนักงานทุกคนโดยไม่แยกตามประเภทงานจริง
- ไม่เก็บสัญญาจ้างงานหรือใบแจ้งหนี้ให้ครบ ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังยากเมื่อสรรพากรขอเอกสาร
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
คลินิกลดน้ำหนักควรเริ่มจากการกำหนดรูปแบบการจ้างงานให้ชัดเจนตั้งแต่ทำสัญญา ว่านักโภชนาการแต่ละคนเป็นพนักงานหรือที่ปรึกษาอิสระ แล้วจึงเลือกวิธีหักภาษี ณ
ที่จ่ายให้ตรงกับประเภทเงินได้ พร้อมจัดเก็บเอกสารสัญญา ใบแจ้งหนี้ และหนังสือรับรองหัก ณ
ที่จ่ายให้ครบทุกรายการ หากไม่แน่ใจว่างานลักษณะใดควรจัดเป็นเงินได้ประเภทไหนหรืออัตราหักเท่าไร
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีก่อนเริ่มจ่ายเงินจริงเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่แก้ไขย้อนหลังยาก
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คลินิกจ้างนักโภชนาการแบบพนักงานกับแบบฟรีแลนซ์ ต่างกันอย่างไรทางภาษี
พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน หักภาษีตามอัตราก้าวหน้าและนำส่งผ่าน ภ.ง.ด.1 ส่วนที่ปรึกษาอิสระถือเป็นเงินได้อีกประเภทที่ต้องหักภาษี ณ
ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินและนำส่งผ่าน ภ.ง.ด.3
ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้นักโภชนาการเมื่อไร
กรณีพนักงานประจำออกให้ตอนสิ้นปีพร้อมสรุปเงินเดือนทั้งปี ส่วนกรณีที่ปรึกษาอิสระต้องออกให้ทุกครั้งที่จ่ายเงิน ไม่ใช่รอสิ้นปี
ถ้านักโภชนาการมีบริษัทของตัวเอง คลินิกต้องหักภาษีต่างไปหรือไม่
ใช่ หากจ่ายเงินให้นิติบุคคลแทนบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาเงื่อนไขและอัตราหักตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินให้นิติบุคคล ซึ่งอาจต่างจากกรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ
อัตราหัก ณ ที่จ่ายสำหรับที่ปรึกษาอิสระคือเท่าไร
ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและประเภทเงินได้ตามที่ตกลงในสัญญา ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนจ่ายเงินทุกครั้งเพื่อความถูกต้อง
เอกสารอะไรบ้างที่คลินิกต้องเก็บไว้
ควรเก็บสัญญาจ้างงาน สำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือรับรองนิติบุคคล ใบเสร็จหรือใบแจ้งหนี้ที่ออกทุกครั้ง และสำเนาหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายที่คลินิกออกให้
คลินิกต้องนำส่งประกันสังคมให้นักโภชนาการที่เป็นที่ปรึกษาอิสระด้วยหรือไม่
โดยทั่วไปหน้าที่นำส่งประกันสังคมมักผูกกับสถานะลูกจ้าง หากเป็นที่ปรึกษาอิสระที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน อาจไม่เข้าเงื่อนไขนี้
ควรตรวจสอบสถานะการจ้างงานให้ชัดเจนกับผู้เชี่ยวชาญ
หากจัดประเภทการจ้างงานผิดตั้งแต่ต้น ต้องแก้ไขอย่างไร
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินผลกระทบและแก้ไขแบบยื่นภาษีย้อนหลังให้ถูกต้อง ยิ่งแก้ไขเร็วยิ่งลดความเสี่ยงจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน