การบันทึกบัญชีค่าแรงงานและสวัสดิการพนักงานให้ถูกต้องตามมาตรฐาน TFRS for NPAEs ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทางบัญชี แต่เป็นรากฐานของงบการเงินที่น่าเชื่อถือสำหรับ SME ไทย

สารบัญบทความ
  1. ทำไมเจ้าของ SME ต้องสนใจบัญชีค่าแรงและสวัสดิการตาม TFRS
  2. ประเภทของผลประโยชน์พนักงานที่ต้องบันทึกบัญชี
  3. เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน: ฐานในการตั้งสำรอง
  4. วิธีตั้งสำรองผลประโยชน์หลังออกจากงานตาม TFRS for NPAEs (วิธีประมาณการแบบง่าย)
  5. การบันทึกบัญชีเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการระยะสั้น
  6. ความแตกต่างระหว่าง TFRS for NPAEs และ TAS 19 ที่ SME ควรรู้
  7. ผลกระทบทางภาษีของเงินชดเชยและผลประโยชน์พนักงาน
  8. แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับ SME ในการบริหารจัดการบัญชีค่าแรงและสวัสดิการ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

ทำไมเจ้าของ SME ต้องสนใจบัญชีค่าแรงและสวัสดิการตาม TFRS

หลายธุรกิจขนาดกลางและเล็กมักบันทึกค่าแรงงานและสวัสดิการพนักงานอย่างง่ายๆ คือจ่ายเมื่อไรก็บันทึกเมื่อนั้น แต่มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (

TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565

บังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป) กำหนดให้กิจการต้องรับรู้ หนี้สินผลประโยชน์พนักงาน ไว้ในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันปิดบัญชี

ไม่ว่าจะจ่ายจริงหรือยัง

การละเลยขั้นตอนนี้มีผลโดยตรงต่อผู้ใช้งบการเงิน เช่น ธนาคารที่พิจารณาสินเชื่อ ผู้ถือหุ้น หรือผู้ตรวจสอบบัญชีที่ต้องออกความเห็นต่องบการเงิน

ดังนั้นเจ้าของกิจการควรเข้าใจหลักการพื้นฐานและให้นักบัญชีดำเนินการให้ถูกต้อง

ประเภทของผลประโยชน์พนักงานที่ต้องบันทึกบัญชี

TFRS for NPAEs แบ่งผลประโยชน์พนักงานออกเป็นหมวดหลักดังนี้

  • ผลประโยชน์ระยะสั้น (Short-term Benefits) ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน โบนัส ค่าล่วงเวลา วันหยุดพักผ่อนประจำปีที่สะสมได้ สวัสดิการทางการแพทย์ และเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่พนักงานให้บริการ
  • ผลประโยชน์หลังออกจากงาน (Post-employment Benefits) หมวดนี้สำคัญที่สุดสำหรับ SME เพราะรวมถึง เงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งต้องตั้งสำรองทุกปี
  • ผลประโยชน์ระยะยาวอื่น (Other Long-term Benefits) เช่น วันลาสะสมระยะยาว หรือรางวัลอายุงาน ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจาก 12 เดือนนับจากวันสิ้นงวด
  • ผลประโยชน์เมื่อเลิกจ้าง (Termination Benefits) เช่น เงินที่จ่ายเพิ่มเติมจากที่กฎหมายกำหนดเพื่อจูงใจให้พนักงานสมัครใจออก

เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน: ฐานในการตั้งสำรอง

เงินชดเชยที่กิจการต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาตรา 118 คือ ภาระผูกพันตามกฎหมาย (Legal Obligation) ที่เกิดขึ้นทันทีที่พนักงานมีอายุงาน

เงินชดเชยนี้เป็นพื้นฐานหลักของการตั้งสำรองผลประโยชน์หลังออกจากงานสำหรับ SME ส่วนใหญ่

โดยอัตราขั้นต่ำตามกฎหมาย (ข้อมูล ณ ปี 2569) มีดังนี้

  • อายุงาน 120 วัน ถึงไม่ครบ 1 ปี: ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • อายุงาน 1 ปี ถึงไม่ครบ 3 ปี: ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
  • อายุงาน 3 ปี ถึงไม่ครบ 6 ปี: ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
  • อายุงาน 6 ปี ถึงไม่ครบ 10 ปี: ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
  • อายุงาน 10 ปี ถึงไม่ครบ 20 ปี: ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
  • อายุงาน 20 ปีขึ้นไป: ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน

ภาระผูกพันเหล่านี้เกิดขึ้นทันทีที่พนักงานผ่านเกณฑ์อายุงานแต่ละขั้น กิจการจึงต้องนำตัวเลขเหล่านี้มาเป็นฐานในการประมาณการหนี้สินที่ต้องบันทึกทุกปีบัญชี

วิธีตั้งสำรองผลประโยชน์หลังออกจากงานตาม TFRS for NPAEs (วิธีประมาณการแบบง่าย)

TFRS for NPAEs อนุญาตให้กิจการ SME ใช้ วิธีประมาณการที่ดีที่สุด (Best Estimate) โดยไม่ต้องจ้างนักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary)

หากต้นทุนในการคำนวณเต็มรูปแบบสูงเกินไปเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ วิธีนี้ ละเว้น ปัจจัยต่อไปนี้ออกจากการคำนวณ

  • การปรับขึ้นเงินเดือนในอนาคต
  • ปีการทำงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
  • อัตราการเสียชีวิตของพนักงาน
  • อัตราคิดลด (Discount Rate)

กล่าวคือกิจการคำนวณจากข้อมูลจริง ณ วันสิ้นงวดบัญชีเท่านั้น ซึ่งทำให้ง่ายกว่า TAS 19 มาก แต่ก็ต้องตั้งสำรองทุกปีอย่างสม่ำเสมอ

สูตรประมาณการอย่างง่าย:

ประมาณการหนี้สิน = ค่าจ้างอัตราสุดท้าย × จำนวนวันชดเชยตามกฎหมาย × ความน่าจะเป็นที่พนักงานจะอยู่จนถึงเกณฑ์ × สัดส่วนอายุงานที่สะสม ณ วันสิ้นงวด

ตัวอย่าง: พนักงานเงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน อายุงาน 8 ปี (จาก 10 ปีที่จะครบเกณฑ์ 300 วัน) กิจการประมาณอัตราการอยู่ต่อถึง 10 ปีที่ 75%

  • เงินชดเชยสูงสุดที่ต้องจ่ายหากอยู่ครบ 10 ปี = 20,000 × (300/30) = 200,000 บาท
  • ประมาณการหนี้สิน = 200,000 × 75% × (8/10) = 120,000 บาท

ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในปีนั้นคือผลต่างระหว่างยอดสำรองปีปัจจุบันกับปีก่อน เจ้าของกิจการที่ต้องการให้บัญชีถูกต้องและงบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจริงควรปรึกษา บริการรับทำบัญชีรายเดือน

ที่มีความเชี่ยวชาญด้านมาตรฐาน TFRS for NPAEs

การบันทึกบัญชีเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการระยะสั้น

นอกจากการตั้งสำรองระยะยาว กิจการต้องบันทึกรายจ่ายประจำเดือนอย่างถูกต้องด้วย ผลประโยชน์ระยะสั้นรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายเมื่อพนักงานให้บริการแลกเปลี่ยน โดยไม่มีการคิดลด

  • เงินเดือนและค่าจ้าง: บันทึกเดบิต "ค่าแรงงาน/เงินเดือน" เครดิต "เงินสด" และ "เงินนำส่งประกันสังคม" สำหรับส่วนที่หักจากพนักงาน รวมถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1)
  • โบนัส: หากกิจการมีข้อปฏิบัติที่ชัดเจนหรือผูกพันตามสัญญา ต้องบันทึกโบนัสเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ณ วันสิ้นงวดที่พนักงานให้บริการ แม้จะจ่ายจริงในปีถัดไป
  • วันหยุดพักผ่อนที่สะสมได้: หากกิจการอนุญาตให้สะสมวันลาข้ามปีได้ ต้องประมาณค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้รับรู้และตั้งเป็นหนี้สินค้างจ่าย
  • เงินสมทบประกันสังคม (ฝ่ายนายจ้าง): บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิด ไม่สามารถเลื่อนรับรู้ได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือบันทึกโบนัสเมื่อ "จ่ายจริง" เท่านั้น ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายตกในงวดบัญชีผิด ส่งผลต่อกำไรสุทธิที่ใช้คำนวณ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ของบริษัท SME (อัตรา 0% /

15% / 20% สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5

ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ข้อมูล ณ ปี 2569)

ความแตกต่างระหว่าง TFRS for NPAEs และ TAS 19 ที่ SME ควรรู้

เมื่อกิจการเติบโตขึ้นหรือมีผู้ร่วมลงทุนต่างชาติ อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ TAS 19 (เทียบเท่า IAS 19) ซึ่งซับซ้อนกว่ามาก ความแตกต่างหลักมีดังนี้

  • วิธีคำนวณ: TAS 19 บังคับใช้ Projected Unit Credit Method (PUC) ซึ่งต้องคำนึงถึงการเพิ่มเงินเดือนในอนาคต อัตราคิดลดตามอัตราพันธบัตรรัฐบาล และอัตราการลาออก ขณะที่ TFRS for NPAEs ใช้วิธีประมาณการแบบง่าย
  • ต้นทุนบริการ (Service Cost) และดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest): TAS 19 แยกค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ส่วน ส่วน TFRS for NPAEs รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายรวมก้อนเดียว
  • ผลกำไรขาดทุนเชิงประมาณการ (Actuarial Gains and Losses): TAS 19 บันทึกผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (OCI) ซึ่ง TFRS for NPAEs ไม่มีแนวคิดนี้
  • การจ้าง Actuary: TAS 19 โดยทั่วไปต้องการนักคณิตศาสตร์ประกันภัยเพื่อความน่าเชื่อถือ ขณะที่ TFRS for NPAEs เปิดช่องให้กิจการคำนวณเองด้วยวิธีง่ายได้

สำหรับ SME ที่ยังอยู่ภายใต้ TFRS for NPAEs ขอแนะนำให้เริ่มจากวิธีง่ายก่อน แต่ต้องทำทุกปีอย่างสม่ำเสมอ

และบันทึกสมมติฐานที่ใช้ไว้เป็นเอกสารประกอบงบการเงินเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบได้

ผลกระทบทางภาษีของเงินชดเชยและผลประโยชน์พนักงาน

ประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับค่าแรงงานและสวัสดิการมีหลายมิติที่เจ้าของกิจการต้องตระหนัก

  • รายจ่ายที่หักได้ทางภาษี CIT: เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส และเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จดทะเบียนถูกต้องสามารถหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงาน ตามมาตรฐานบัญชีอาจ ไม่ได้รับอนุญาตให้หักทางภาษีได้ในปีที่ตั้งสำรอง (กรมสรรพากรโดยทั่วไปอนุญาตให้หักได้เฉพาะเมื่อจ่ายจริง) จึงเกิดความแตกต่างชั่วคราวระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี
  • ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1): นายจ้างต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส และผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินที่จ่ายให้พนักงาน และนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 (หรือ 15 สำหรับการยื่นอิเล็กทรอนิกส์) ของเดือนถัดไป
  • เงินชดเชยกับภาษีบุคคลธรรมดา: เงินชดเชยจากการเลิกจ้างที่พนักงานได้รับตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปได้รับยกเว้นภาษีสำหรับส่วนที่ไม่เกินค่าจ้าง 400 วันสุดท้าย โดยไม่เกิน 600,000 บาท ส่วนที่เกินต้องนำมาคำนวณภาษีตามปกติ
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund): เงินสมทบฝ่ายนายจ้างหักได้ทางภาษีในปีที่จ่าย และพนักงานได้รับสิทธิหักลดหย่อนจากเงินสมทบฝ่ายตนด้วย ซึ่งเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพสำหรับทั้งสองฝ่าย

ความซับซ้อนของประเด็นภาษีเหล่านี้ โดยเฉพาะผลต่างชั่วคราวระหว่างบัญชีกับภาษี ทำให้การมี ที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี ที่เชี่ยวชาญด้านแรงงานและบัญชีเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับ SME

ที่มีพนักงานหลายสิบคนขึ้นไป

แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับ SME ในการบริหารจัดการบัญชีค่าแรงและสวัสดิการ

เพื่อให้งบการเงินถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบ ขอแนะนำแนวปฏิบัติต่อไปนี้

  • จัดทำทะเบียนพนักงานที่ครบถ้วน: บันทึกวันเริ่มงาน อัตราค่าจ้างปัจจุบัน และประวัติการปรับเงินเดือน เพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณสำรองทุกปีบัญชี
  • ตั้งสำรองทุกปีสม่ำเสมอ: แม้จะไม่มีแผนเลิกจ้าง กิจการก็ต้องตั้งสำรองเพราะภาระผูกพันเกิดขึ้นแล้วตามกฎหมาย การข้ามปีไม่ตั้งสำรองถือว่าผิดมาตรฐานบัญชี
  • บันทึกสมมติฐานเป็นเอกสาร: ระบุอัตราการอยู่ต่อของพนักงาน วิธีการคำนวณ และแหล่งที่มาของตัวเลข เพื่อรองรับการสอบทานของผู้ตรวจสอบบัญชี
  • แยกบัญชีค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน: แยกบัญชีระหว่าง "ค่าแรงงาน" "โบนัส" "เงินสมทบประกันสังคม" "สำรองเงินชดเชย" และ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" เพื่อความโปร่งใสและสะดวกในการวิเคราะห์ต้นทุน
  • สอบทานทุกสิ้นปีบัญชี: ทบทวนอัตราการคาดเดาว่าพนักงานจะอยู่ต่อ และปรับปรุงยอดสำรองให้สะท้อนข้อมูลใหม่ล่าสุด
  • ประสานงานกับผู้สอบบัญชีล่วงหน้า: หารือกับผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับวิธีการประมาณการก่อนปิดบัญชีประจำปี เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับปรุงที่ไม่คาดคิดในภายหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ทำไมเจ้าของ SME ต้องสนใจบัญชีค่าแรงและสวัสดิการตาม TFRSตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ประเภทของผลประโยชน์พนักงานที่ต้องบันทึกบัญชีตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน: ฐานในการตั้งสำรองตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กิจการ SME ต้องตั้งสำรองเงินชดเชยพนักงานทุกปีหรือเปล่า แม้ไม่ได้วางแผนจะเลิกจ้าง?

ใช่ กิจการต้องตั้งสำรองทุกปีบัญชี เพราะภาระผูกพันตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเกิดขึ้นทันทีที่พนักงานมีอายุงานผ่านเกณฑ์แต่ละขั้น ไม่ว่ากิจการจะมีแผนเลิกจ้างหรือไม่ก็ตาม TFRS for NPAEs

กำหนดให้รับรู้หนี้สินผลประโยชน์พนักงานเมื่อมีภาระผูกพันในปัจจุบัน มีความน่าจะเป็นที่จะต้องจ่าย และสามารถประมาณได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งกรณีเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานมักครบทั้ง 3

เงื่อนไขนี้เสมอ

การไม่ตั้งสำรองถือว่างบการเงินไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน

การตั้งสำรองเงินชดเชยสามารถหักเป็นรายจ่ายภาษีได้ไหม?

โดยทั่วไปกรมสรรพากรอนุญาตให้หักรายจ่ายเงินชดเชยได้เมื่อ 'จ่ายจริง' เท่านั้น ดังนั้นการตั้งสำรองทางบัญชีในแต่ละปีจึงอาจยังไม่ได้รับอนุญาตให้หักทางภาษีในปีเดียวกัน

ส่งผลให้เกิดผลต่างชั่วคราวระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี

กิจการต้องระบุความแตกต่างนี้ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และอาจต้องพิจารณาเรื่องภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีด้วย ควรปรึกษาผู้ตรวจสอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อจัดการประเด็นนี้อย่างถูกต้อง

ถ้าบริษัทมีพนักงานไม่มาก จำเป็นต้องจ้าง Actuary มาคำนวณผลประโยชน์พนักงานไหม?

สำหรับกิจการที่ใช้ TFRS for NPAEs (ซึ่งรวม SME ส่วนใหญ่) ไม่บังคับต้องจ้าง Actuary เพราะมาตรฐานเปิดให้ใช้วิธีประมาณการที่ดีที่สุดแบบง่ายได้ โดยคำนวณจากข้อมูลจริง ณ วันสิ้นงวด

เช่น เงินเดือนปัจจุบัน อายุงาน

และความน่าจะเป็นที่พนักงานจะอยู่ต่อจนถึงเกณฑ์ชดเชย วิธีนี้ไม่รวมการปรับขึ้นเงินเดือนในอนาคต อย่างไรก็ตาม หากกิจการต้องการใช้ TAS 19 เต็มรูปแบบ

หรือมีพนักงานจำนวนมากและภาระผูกพันสูง การจ้าง Actuary จะให้ตัวเลขที่แม่นยำและน่าเชื่อถือกว่า

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง การบันทึกบัญชีค่าแรงงานและสวัสดิการพนักงานตามมาตรฐาน TFRS: เงินชดเชย ผลประโยชน์หลังออก และโบนัส

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ การบันทึกบัญชีค่าแรงงานและสวัสดิการพนักงานตามมาตรฐาน TFRS: เงินชดเชย ผลประโยชน์หลังออก และโบนัส

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล