บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่จดทะเบียนบริษัทโดยชำระค่าหุ้นไม่เต็มมูลค่า เช่น ชำระเพียงขั้นต่ำ 25% ตามที่กฎหมายกำหนด
แล้ววันหนึ่งต้องการเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระส่วนที่ค้างอยู่เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเพื่อเสริมสภาพคล่อง
ลดยอดเงินกู้ยืมกรรมการ หรือเตรียมงบการเงินให้แข็งแรงก่อนขอสินเชื่อ คุณจะได้รู้ขั้นตอนเรียกชำระค่าหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และสิ่งที่ต้องทำหากผู้ถือหุ้นบางรายผิดนัดไม่ยอมชำระ
สารบัญบทความ
ทำไมบริษัทถึงมี "ค่าหุ้นค้างชำระ" ตั้งแต่วันจดทะเบียน
เมื่อจดทะเบียนบริษัทจำกัด กฎหมายไม่ได้บังคับให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าทันที ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1105
กำหนดเพียงว่าหุ้นทุกหุ้นที่จองซื้อต้องชำระเงินอย่างน้อยร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้นในคราวจองซื้อ/จดทะเบียน
ส่วนที่เหลืออีกไม่เกินร้อยละ 75 เรียกว่า "เงินค่าหุ้นค้างชำระ" หรือทุนที่ยังไม่ถูกเรียก (uncalled capital) ซึ่งบริษัทมีสิทธิเรียกเก็บจากผู้ถือหุ้นได้ในภายหลัง
ตัวอย่าง บริษัท เอบีซี จำกัด จดทะเบียนทุน 5,000,000 บาท แบ่งเป็น 50,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นชำระมาแล้วขั้นต่ำ 25% เท่ากับ 1,250,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก
3,750,000 บาท ยังไม่ได้เรียกชำระ ตัวเลขนี้จะปรากฏในงบการเงินเป็น
"ทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว" เพียง 1,250,000 บาท ไม่ใช่เต็มจำนวนทุนจดทะเบียน จุดนี้เองที่มักทำให้เจ้าของกิจการสับสนเวลาดูงบดุลครั้งแรก
ขั้นตอนเรียกชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือ (Call on Shares)
โดยหลักแล้วกรรมการบริษัทมีอำนาจเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นที่ยังค้างอยู่เป็นคราว ๆ ได้ตามมาตรา 1120 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นจะได้วินิจฉัยไว้เป็นอย่างอื่น หรือข้อบังคับบริษัทกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม
เช่น บางบริษัทกำหนดให้ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน จึงควรเปิดข้อบังคับบริษัทตรวจสอบก่อนทุกครั้ง
- มีมติกำหนดจำนวนที่จะเรียก จะเรียกเต็มจำนวนที่ค้างหรือบางส่วนก็ได้ พร้อมกำหนดวันครบกำหนดชำระ
- ส่งหนังสือบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงผู้ถือหุ้นทุกรายตามมาตรา 1121 ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 21 วันก่อนวันครบกำหนด โดยต้องส่งด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ตามวิธีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ (ไม่ใช่เพียงคำแนะนำที่เลือกทำหรือไม่ทำก็ได้) พร้อมระบุจำนวนเงิน วันเวลา และบัญชีที่ต้องโอนให้ชัดเจน
- บันทึกรับชำระในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เมื่อได้รับเงินแล้ว พร้อมเก็บหลักฐานการโอนเงินของแต่ละรายไว้ให้ครบ
- ปรับปรุงยอดทุนที่เรียกชำระแล้ว ในงบการเงินและในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ให้ตรงกับความเป็นจริง
ข้อสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ การเรียกชำระค่าหุ้นค้างไม่ใช่การเพิ่มทุนจดทะเบียน เพราะทุนจดทะเบียนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิหรือจดทะเบียนเพิ่มทุนกับ DBD
เป็นเพียงการเรียกเก็บเงินส่วนที่ค้างจากผู้ถือหุ้นเดิมเท่านั้น
ผู้ถือหุ้นผิดนัดไม่ชำระค่าหุ้น เกิดอะไรขึ้น
หากผู้ถือหุ้นไม่ชำระภายในกำหนด มาตรา 1122 ให้สิทธิบริษัทคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันครบกำหนดจนถึงวันชำระเสร็จ โดยตัวบทไม่ได้กำหนดอัตราไว้ตายตัว
หากข้อบังคับบริษัทไม่ได้กำหนดอัตราไว้เป็นการเฉพาะ
โดยหลักทั่วไปจะใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดสำหรับหนี้เงินตามมาตรา 224 ซึ่งภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564
กำหนดอัตราไว้เท่ากับอัตราตามมาตรา 7 (ปัจจุบันร้อยละ 3 ต่อปี)
บวกเพิ่มอีกร้อยละ 2 รวมเป็นร้อยละ 5 ต่อปี จึงควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนเสมอว่ากำหนดอัตราไว้เป็นการเฉพาะหรือไม่ หากยังเพิกเฉย
กรรมการมีอำนาจออกหนังสือเตือนซ้ำให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในกำหนดใหม่ตามมาตรา 1123
พร้อมแจ้งด้วยว่าหากไม่ชำระอาจถูกริบหุ้น หากยังไม่ชำระอีก กรรมการอาจมีมติ "ริบหุ้น" ของผู้ถือหุ้นรายนั้นได้ตามมาตรา 1124 ซึ่งเป็นมาตรการรุนแรง
จึงต้องทำตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด
มิฉะนั้นมติริบหุ้นอาจถูกโต้แย้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายภายหลัง
หุ้นที่ถูกริบตกเป็นของบริษัท มาตรา 1125 กำหนดให้กรรมการต้องนำหุ้นที่ริบออกขายทอดตลาดโดยไม่ชักช้าเท่านั้น กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้เลือกจำหน่ายด้วยวิธีอื่นแทนการขายทอดตลาด
เงินที่ขายได้ให้หักชำระค่าหุ้นที่เรียกค้างและดอกเบี้ยค้างชำระก่อน
ส่วนเกิน (ถ้ามี) คืนผู้ถือหุ้นเดิม แต่ถ้าขายได้ไม่พอ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา บริษัทยังมีสิทธิเรียกให้ผู้ถือหุ้นเดิมชดใช้ส่วนต่างที่ขาดอยู่ได้
การถูกริบหุ้นจึงไม่ได้ทำให้ภาระหนี้ค่าหุ้นค้างหมดไปโดยอัตโนมัติ
| ขั้นตอน | การดำเนินการของบริษัท | ผลตามกฎหมาย |
|---|---|---|
| 1. เรียกชำระ | กรรมการมีมติและส่งหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 21 วัน (มาตรา 1120-1121) | ผู้ถือหุ้นมีหน้าที่ชำระตามวันที่กำหนด |
| 2. ผิดนัด | ผู้ถือหุ้นไม่ชำระภายในกำหนด | เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันครบกำหนด (มาตรา 1122) |
| 3. เตือนซ้ำ | กรรมการส่งหนังสือเตือนให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในกำหนดใหม่ พร้อมแจ้งว่าอาจถูกริบหุ้น (มาตรา 1123) | หากยังไม่ชำระตามกำหนดใหม่ เข้าเงื่อนไขริบหุ้นได้ |
| 4. ริบหุ้น | กรรมการมีมติริบหุ้น หุ้นตกเป็นของบริษัท (มาตรา 1124) | ผู้ถือหุ้นเดิมสิ้นสิทธิในหุ้นนั้นทันที |
| 5. ขายทอดตลาด | นำหุ้นที่ริบออกขายทอดตลาดโดยไม่ชักช้า ห้ามใช้วิธีอื่นแทน (มาตรา 1125) | เงินที่ได้หักชำระค่าหุ้นค้างและดอกเบี้ยก่อน ส่วนเกินคืนผู้ถือหุ้นเดิม ส่วนขาดผู้ถือหุ้นเดิมยังต้องรับผิดชดใช้ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา |
ผลกระทบทางบัญชีและภาษีเมื่อเรียกชำระค่าหุ้นสำเร็จ
เมื่อผู้ถือหุ้นชำระเงินตามที่เรียกแล้ว ฝ่ายบัญชีต้องบันทึกเพิ่ม "ทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว" ตามยอดที่รับจริง พร้อมเก็บหลักฐานการโอนเงินของผู้ถือหุ้นทุกรายให้ครบ
เพราะผู้สอบบัญชีและกรมสรรพากรจะตรวจสอบว่าตัวเลขทุนในงบการเงินมีการรับชำระจริง
ไม่ใช่แค่บันทึกบัญชีลอย ๆ การเรียกชำระค่าหุ้นเองไม่ถือเป็นรายได้ จึงไม่มีภาระ VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย
สิ่งที่ต้องระวังคือผลต่อสิทธิภาษี SME เพราะสิทธิ์ใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันได (ยกเว้นกำไร 300,000 บาทแรก, 15% สำหรับกำไรส่วน 300,001-3,000,000 บาท และ 20%
สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท) กำหนดให้บริษัทต้องมีครบทั้งสองเงื่อนไข
คือทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการในรอบบัญชีนั้นไม่เกิน 30,000,000 บาท
ดังนั้นหากการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งนี้ทำให้ทุนที่ชำระแล้วเกิน 5,000,000 บาท ณ วันสิ้นรอบบัญชี
บริษัทจะเสียสิทธิ์ดังกล่าวทันทีและต้องเสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิทั้งจำนวนเช่นเดียวกับบริษัททั่วไป แม้รายได้จะยังไม่เกิน 30,000,000 บาทก็ตาม
จึงควรประเมินผลกระทบนี้ร่วมกับนักบัญชีก่อนเรียกชำระค่าหุ้นทั้งหมดในคราวเดียว
โดยเฉพาะหากใกล้สิ้นรอบบัญชี
ข้อควรระวังก่อนเรียกชำระหรือริบหุ้นจริง
เพราะการเรียกชำระค่าหุ้นและการริบหุ้นกระทบสิทธิของผู้ถือหุ้นโดยตรง ควรวางแผนและเก็บเอกสารให้รัดกุมตั้งแต่ต้น
- ตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนเสมอ ว่ากำหนดขั้นตอน อัตราดอกเบี้ย หรือผู้มีอำนาจเรียกชำระไว้เป็นการเฉพาะหรือไม่
- ทำหนังสือบอกกล่าวทุกครั้งเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมหลักฐานการส่งที่พิสูจน์วันที่ผู้ถือหุ้นได้รับ
- บันทึกมติกรรมการและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นทุกขั้นตอนไว้เป็นรายงานการประชุม เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งภายหลัง
- การริบหุ้นควรเป็นมาตรการสุดท้าย ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือนักบัญชีก่อนดำเนินการ เพราะทำผิดขั้นตอนอาจถูกฟ้องเพิกถอนมติได้
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ทุนจดทะเบียนชำระไม่ครบ เรียกชำระค่าหุ้นทีหลังอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บริษัทเรียกชำระค่าหุ้นที่เหลือได้เมื่อไหร่ ต้องรอครบปีบัญชีก่อนหรือไม่?
ไม่ต้องรอ ตามมาตรา 1120 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรรมการมีอำนาจเรียกชำระค่าหุ้นที่ค้างได้ทุกเมื่อตามที่เห็นสมควร เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นวินิจฉัยไว้เป็นอย่างอื่น
หรือข้อบังคับบริษัทกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น
ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน สิ่งสำคัญคือต้องส่งหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 21 วันก่อนวันครบกำหนดชำระด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ตามที่มาตรา 1121 กำหนดไว้
ผู้ถือหุ้นไม่มีเงินชำระค่าหุ้นที่เรียก บริษัทริบหุ้นได้ทันทีหรือไม่?
ไม่ได้ กฎหมาย (มาตรา 1122-1124) กำหนดให้ต้องผ่านขั้นตอนตามลำดับก่อน คือเรียกชำระ ผิดนัดจนเกิดดอกเบี้ยผิดนัด
แล้วกรรมการต้องออกหนังสือเตือนซ้ำให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในกำหนดใหม่ พร้อมแจ้งว่าอาจถูกริบหุ้นหากไม่ชำระ
หากยังไม่ชำระตามกำหนดใหม่นั้น กรรมการจึงจะมีมติริบหุ้นได้ การข้ามขั้นตอนอาจทำให้มติริบหุ้นถูกโต้แย้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง
หุ้นที่ริบแล้ว บริษัทต้องขายทอดตลาดเท่านั้นหรือขายให้ใครก็ได้?
ต้องขายทอดตลาดเท่านั้น มาตรา 1125 กำหนดให้กรรมการต้องนำหุ้นที่ริบออกขายทอดตลาดโดยไม่ชักช้า กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้เลือกจำหน่ายด้วยวิธีอื่นแทน
เงินที่ขายได้ต้องนำไปหักชำระค่าหุ้นค้างและดอกเบี้ยค้างชำระก่อน ส่วนเกิน (ถ้ามี)
จึงคืนให้ผู้ถือหุ้นเดิม แต่ถ้าขายได้ไม่พอ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ถือหุ้นเดิมยังต้องรับผิดชดใช้ส่วนต่างที่ขาดอยู่
การเรียกชำระค่าหุ้นเพิ่มมีผลต่อภาษีของบริษัทหรือไม่?
การเรียกชำระค่าหุ้นเองไม่ถือเป็นรายได้ จึงไม่มีภาระ VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่มีผลทางอ้อมสำคัญคือสิทธิ์ใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME
กำหนดให้บริษัทต้องมีครบทั้งทุนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้ไม่เกิน
30,000,000 บาท ณ วันสิ้นรอบบัญชี หากการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งนี้ทำให้ทุนที่ชำระแล้วเกิน 5,000,000 บาท บริษัทจะเสียสิทธิ์ดังกล่าวทันทีแม้รายได้จะยังไม่เกิน 30,000,000 บาทก็ตาม
จึงควรประเมินผลกระทบนี้ก่อนตัดสินใจเรียกชำระเต็มจำนวนในคราวเดียว
นอกจากการจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้องตามกฎหมาย ควรวางระบบบัญชีและภาษีให้พร้อมตั้งแต่วันแรกด้วย จึงควรพิจารณาบริการจดบริษัทพร้อมวางฐานบัญชีของ A Plus Me
ที่ดูแลต่อเนื่องไปถึงงานหลังจดทะเบียน