บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่จดทะเบียนบริษัทโดยชำระค่าหุ้นไม่เต็มมูลค่า เช่น ชำระเพียงขั้นต่ำ 25% ตามที่กฎหมายกำหนด

แล้ววันหนึ่งต้องการเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระส่วนที่ค้างอยู่เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเพื่อเสริมสภาพคล่อง

ลดยอดเงินกู้ยืมกรรมการ หรือเตรียมงบการเงินให้แข็งแรงก่อนขอสินเชื่อ คุณจะได้รู้ขั้นตอนเรียกชำระค่าหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

และสิ่งที่ต้องทำหากผู้ถือหุ้นบางรายผิดนัดไม่ยอมชำระ

สารบัญบทความ
  1. ทำไมบริษัทถึงมี "ค่าหุ้นค้างชำระ" ตั้งแต่วันจดทะเบียน
  2. ขั้นตอนเรียกชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือ (Call on Shares)
  3. ผู้ถือหุ้นผิดนัดไม่ชำระค่าหุ้น เกิดอะไรขึ้น
  4. ผลกระทบทางบัญชีและภาษีเมื่อเรียกชำระค่าหุ้นสำเร็จ
  5. ข้อควรระวังก่อนเรียกชำระหรือริบหุ้นจริง
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมบริษัทถึงมี "ค่าหุ้นค้างชำระ" ตั้งแต่วันจดทะเบียน

เมื่อจดทะเบียนบริษัทจำกัด กฎหมายไม่ได้บังคับให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าทันที ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1105

กำหนดเพียงว่าหุ้นทุกหุ้นที่จองซื้อต้องชำระเงินอย่างน้อยร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้นในคราวจองซื้อ/จดทะเบียน

ส่วนที่เหลืออีกไม่เกินร้อยละ 75 เรียกว่า "เงินค่าหุ้นค้างชำระ" หรือทุนที่ยังไม่ถูกเรียก (uncalled capital) ซึ่งบริษัทมีสิทธิเรียกเก็บจากผู้ถือหุ้นได้ในภายหลัง

ตัวอย่าง บริษัท เอบีซี จำกัด จดทะเบียนทุน 5,000,000 บาท แบ่งเป็น 50,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นชำระมาแล้วขั้นต่ำ 25% เท่ากับ 1,250,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก

3,750,000 บาท ยังไม่ได้เรียกชำระ ตัวเลขนี้จะปรากฏในงบการเงินเป็น

"ทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว" เพียง 1,250,000 บาท ไม่ใช่เต็มจำนวนทุนจดทะเบียน จุดนี้เองที่มักทำให้เจ้าของกิจการสับสนเวลาดูงบดุลครั้งแรก

ขั้นตอนเรียกชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือ (Call on Shares)

โดยหลักแล้วกรรมการบริษัทมีอำนาจเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นที่ยังค้างอยู่เป็นคราว ๆ ได้ตามมาตรา 1120 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นจะได้วินิจฉัยไว้เป็นอย่างอื่น หรือข้อบังคับบริษัทกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม

เช่น บางบริษัทกำหนดให้ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน จึงควรเปิดข้อบังคับบริษัทตรวจสอบก่อนทุกครั้ง

  • มีมติกำหนดจำนวนที่จะเรียก จะเรียกเต็มจำนวนที่ค้างหรือบางส่วนก็ได้ พร้อมกำหนดวันครบกำหนดชำระ
  • ส่งหนังสือบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงผู้ถือหุ้นทุกรายตามมาตรา 1121 ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 21 วันก่อนวันครบกำหนด โดยต้องส่งด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ตามวิธีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ (ไม่ใช่เพียงคำแนะนำที่เลือกทำหรือไม่ทำก็ได้) พร้อมระบุจำนวนเงิน วันเวลา และบัญชีที่ต้องโอนให้ชัดเจน
  • บันทึกรับชำระในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เมื่อได้รับเงินแล้ว พร้อมเก็บหลักฐานการโอนเงินของแต่ละรายไว้ให้ครบ
  • ปรับปรุงยอดทุนที่เรียกชำระแล้ว ในงบการเงินและในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ให้ตรงกับความเป็นจริง

ข้อสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ การเรียกชำระค่าหุ้นค้างไม่ใช่การเพิ่มทุนจดทะเบียน เพราะทุนจดทะเบียนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิหรือจดทะเบียนเพิ่มทุนกับ DBD

เป็นเพียงการเรียกเก็บเงินส่วนที่ค้างจากผู้ถือหุ้นเดิมเท่านั้น

ผู้ถือหุ้นผิดนัดไม่ชำระค่าหุ้น เกิดอะไรขึ้น

หากผู้ถือหุ้นไม่ชำระภายในกำหนด มาตรา 1122 ให้สิทธิบริษัทคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันครบกำหนดจนถึงวันชำระเสร็จ โดยตัวบทไม่ได้กำหนดอัตราไว้ตายตัว

หากข้อบังคับบริษัทไม่ได้กำหนดอัตราไว้เป็นการเฉพาะ

โดยหลักทั่วไปจะใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดสำหรับหนี้เงินตามมาตรา 224 ซึ่งภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564

กำหนดอัตราไว้เท่ากับอัตราตามมาตรา 7 (ปัจจุบันร้อยละ 3 ต่อปี)

บวกเพิ่มอีกร้อยละ 2 รวมเป็นร้อยละ 5 ต่อปี จึงควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนเสมอว่ากำหนดอัตราไว้เป็นการเฉพาะหรือไม่ หากยังเพิกเฉย

กรรมการมีอำนาจออกหนังสือเตือนซ้ำให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในกำหนดใหม่ตามมาตรา 1123

พร้อมแจ้งด้วยว่าหากไม่ชำระอาจถูกริบหุ้น หากยังไม่ชำระอีก กรรมการอาจมีมติ "ริบหุ้น" ของผู้ถือหุ้นรายนั้นได้ตามมาตรา 1124 ซึ่งเป็นมาตรการรุนแรง

จึงต้องทำตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

มิฉะนั้นมติริบหุ้นอาจถูกโต้แย้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายภายหลัง

หุ้นที่ถูกริบตกเป็นของบริษัท มาตรา 1125 กำหนดให้กรรมการต้องนำหุ้นที่ริบออกขายทอดตลาดโดยไม่ชักช้าเท่านั้น กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้เลือกจำหน่ายด้วยวิธีอื่นแทนการขายทอดตลาด

เงินที่ขายได้ให้หักชำระค่าหุ้นที่เรียกค้างและดอกเบี้ยค้างชำระก่อน

ส่วนเกิน (ถ้ามี) คืนผู้ถือหุ้นเดิม แต่ถ้าขายได้ไม่พอ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา บริษัทยังมีสิทธิเรียกให้ผู้ถือหุ้นเดิมชดใช้ส่วนต่างที่ขาดอยู่ได้

การถูกริบหุ้นจึงไม่ได้ทำให้ภาระหนี้ค่าหุ้นค้างหมดไปโดยอัตโนมัติ

ขั้นตอนการดำเนินการของบริษัทผลตามกฎหมาย
1. เรียกชำระกรรมการมีมติและส่งหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 21 วัน (มาตรา 1120-1121)ผู้ถือหุ้นมีหน้าที่ชำระตามวันที่กำหนด
2. ผิดนัดผู้ถือหุ้นไม่ชำระภายในกำหนดเริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันครบกำหนด (มาตรา 1122)
3. เตือนซ้ำกรรมการส่งหนังสือเตือนให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในกำหนดใหม่ พร้อมแจ้งว่าอาจถูกริบหุ้น (มาตรา 1123)หากยังไม่ชำระตามกำหนดใหม่ เข้าเงื่อนไขริบหุ้นได้
4. ริบหุ้นกรรมการมีมติริบหุ้น หุ้นตกเป็นของบริษัท (มาตรา 1124)ผู้ถือหุ้นเดิมสิ้นสิทธิในหุ้นนั้นทันที
5. ขายทอดตลาดนำหุ้นที่ริบออกขายทอดตลาดโดยไม่ชักช้า ห้ามใช้วิธีอื่นแทน (มาตรา 1125)เงินที่ได้หักชำระค่าหุ้นค้างและดอกเบี้ยก่อน ส่วนเกินคืนผู้ถือหุ้นเดิม ส่วนขาดผู้ถือหุ้นเดิมยังต้องรับผิดชดใช้ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

ผลกระทบทางบัญชีและภาษีเมื่อเรียกชำระค่าหุ้นสำเร็จ

เมื่อผู้ถือหุ้นชำระเงินตามที่เรียกแล้ว ฝ่ายบัญชีต้องบันทึกเพิ่ม "ทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว" ตามยอดที่รับจริง พร้อมเก็บหลักฐานการโอนเงินของผู้ถือหุ้นทุกรายให้ครบ

เพราะผู้สอบบัญชีและกรมสรรพากรจะตรวจสอบว่าตัวเลขทุนในงบการเงินมีการรับชำระจริง

ไม่ใช่แค่บันทึกบัญชีลอย ๆ การเรียกชำระค่าหุ้นเองไม่ถือเป็นรายได้ จึงไม่มีภาระ VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย

สิ่งที่ต้องระวังคือผลต่อสิทธิภาษี SME เพราะสิทธิ์ใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันได (ยกเว้นกำไร 300,000 บาทแรก, 15% สำหรับกำไรส่วน 300,001-3,000,000 บาท และ 20%

สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท) กำหนดให้บริษัทต้องมีครบทั้งสองเงื่อนไข

คือทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการในรอบบัญชีนั้นไม่เกิน 30,000,000 บาท

ดังนั้นหากการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งนี้ทำให้ทุนที่ชำระแล้วเกิน 5,000,000 บาท ณ วันสิ้นรอบบัญชี

บริษัทจะเสียสิทธิ์ดังกล่าวทันทีและต้องเสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิทั้งจำนวนเช่นเดียวกับบริษัททั่วไป แม้รายได้จะยังไม่เกิน 30,000,000 บาทก็ตาม

จึงควรประเมินผลกระทบนี้ร่วมกับนักบัญชีก่อนเรียกชำระค่าหุ้นทั้งหมดในคราวเดียว

โดยเฉพาะหากใกล้สิ้นรอบบัญชี

ข้อควรระวังก่อนเรียกชำระหรือริบหุ้นจริง

เพราะการเรียกชำระค่าหุ้นและการริบหุ้นกระทบสิทธิของผู้ถือหุ้นโดยตรง ควรวางแผนและเก็บเอกสารให้รัดกุมตั้งแต่ต้น

  • ตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนเสมอ ว่ากำหนดขั้นตอน อัตราดอกเบี้ย หรือผู้มีอำนาจเรียกชำระไว้เป็นการเฉพาะหรือไม่
  • ทำหนังสือบอกกล่าวทุกครั้งเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมหลักฐานการส่งที่พิสูจน์วันที่ผู้ถือหุ้นได้รับ
  • บันทึกมติกรรมการและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นทุกขั้นตอนไว้เป็นรายงานการประชุม เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งภายหลัง
  • การริบหุ้นควรเป็นมาตรการสุดท้าย ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือนักบัญชีก่อนดำเนินการ เพราะทำผิดขั้นตอนอาจถูกฟ้องเพิกถอนมติได้

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ทุนจดทะเบียนชำระไม่ครบ เรียกชำระค่าหุ้นทีหลังอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทเรียกชำระค่าหุ้นที่เหลือได้เมื่อไหร่ ต้องรอครบปีบัญชีก่อนหรือไม่?

ไม่ต้องรอ ตามมาตรา 1120 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรรมการมีอำนาจเรียกชำระค่าหุ้นที่ค้างได้ทุกเมื่อตามที่เห็นสมควร เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นวินิจฉัยไว้เป็นอย่างอื่น

หรือข้อบังคับบริษัทกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น

ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน สิ่งสำคัญคือต้องส่งหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 21 วันก่อนวันครบกำหนดชำระด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ตามที่มาตรา 1121 กำหนดไว้

ผู้ถือหุ้นไม่มีเงินชำระค่าหุ้นที่เรียก บริษัทริบหุ้นได้ทันทีหรือไม่?

ไม่ได้ กฎหมาย (มาตรา 1122-1124) กำหนดให้ต้องผ่านขั้นตอนตามลำดับก่อน คือเรียกชำระ ผิดนัดจนเกิดดอกเบี้ยผิดนัด

แล้วกรรมการต้องออกหนังสือเตือนซ้ำให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในกำหนดใหม่ พร้อมแจ้งว่าอาจถูกริบหุ้นหากไม่ชำระ

หากยังไม่ชำระตามกำหนดใหม่นั้น กรรมการจึงจะมีมติริบหุ้นได้ การข้ามขั้นตอนอาจทำให้มติริบหุ้นถูกโต้แย้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง

หุ้นที่ริบแล้ว บริษัทต้องขายทอดตลาดเท่านั้นหรือขายให้ใครก็ได้?

ต้องขายทอดตลาดเท่านั้น มาตรา 1125 กำหนดให้กรรมการต้องนำหุ้นที่ริบออกขายทอดตลาดโดยไม่ชักช้า กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้เลือกจำหน่ายด้วยวิธีอื่นแทน

เงินที่ขายได้ต้องนำไปหักชำระค่าหุ้นค้างและดอกเบี้ยค้างชำระก่อน ส่วนเกิน (ถ้ามี)

จึงคืนให้ผู้ถือหุ้นเดิม แต่ถ้าขายได้ไม่พอ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ถือหุ้นเดิมยังต้องรับผิดชดใช้ส่วนต่างที่ขาดอยู่

การเรียกชำระค่าหุ้นเพิ่มมีผลต่อภาษีของบริษัทหรือไม่?

การเรียกชำระค่าหุ้นเองไม่ถือเป็นรายได้ จึงไม่มีภาระ VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่มีผลทางอ้อมสำคัญคือสิทธิ์ใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME

กำหนดให้บริษัทต้องมีครบทั้งทุนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้ไม่เกิน

30,000,000 บาท ณ วันสิ้นรอบบัญชี หากการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งนี้ทำให้ทุนที่ชำระแล้วเกิน 5,000,000 บาท บริษัทจะเสียสิทธิ์ดังกล่าวทันทีแม้รายได้จะยังไม่เกิน 30,000,000 บาทก็ตาม

จึงควรประเมินผลกระทบนี้ก่อนตัดสินใจเรียกชำระเต็มจำนวนในคราวเดียว

นอกจากการจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้องตามกฎหมาย ควรวางระบบบัญชีและภาษีให้พร้อมตั้งแต่วันแรกด้วย จึงควรพิจารณาบริการจดบริษัทพร้อมวางฐานบัญชีของ A Plus Me

ที่ดูแลต่อเนื่องไปถึงงานหลังจดทะเบียน