เจ้าของ SME โรงงานหลายรายพยายามเพิ่มกำไรด้วยการลดต้นทุน แต่บ่อยครั้งกลับพบว่าการลดต้นทุนนั้นมีขีดจำกัด และอาจส่งผลเสียต่อคุณภาพสินค้าหรือกำลังคน Throughput Accounting
ซึ่งพัฒนามาจาก Theory of Constraints ของ Eliyahu Goldratt
นำเสนอมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเน้นการเพิ่มปริมาณงานที่ผ่านระบบแทนการลดต้นทุน
สารบัญบทความ
- Throughput Accounting คืออะไร และทำไมถึงแตกต่างจากบัญชีต้นทุนทั่วไป
- 3 ตัวชี้วัดหลักของ Throughput Accounting
- Theory of Constraints: 5 ขั้นตอนจัดการ Bottleneck
- การค้นหา Bottleneck ในสายการผลิต SME
- Throughput Rate per Constraint Minute: เครื่องมือตัดสินใจว่าผลิตอะไรก่อน
- การเพิ่ม Throughput ใน SME โดยไม่เพิ่มต้นทุน
- Throughput Accounting กับการรายงานทางการเงินและภาษี
- สรุป: เริ่มต้นใช้ Throughput Accounting ใน SME
- แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน
Throughput Accounting คืออะไร และทำไมถึงแตกต่างจากบัญชีต้นทุนทั่วไป
Throughput Accounting (TA) เป็นแนวทางการบัญชีเพื่อการจัดการที่พัฒนาโดย Eliyahu Goldratt ผู้เขียนหนังสือ The Goal โดยมีรากฐานมาจาก Theory of Constraints (TOC) หรือทฤษฎีข้อจำกัด
แนวคิดหลักคือทุกระบบมี Constraint หรือข้อจำกัด (Bottleneck)
อย่างน้อยหนึ่งจุดที่เป็นตัวกำหนดปริมาณงานสูงสุดที่ระบบผลิตได้
ต่างจากบัญชีต้นทุนแบบดั้งเดิมที่พยายามลดต้นทุนทุกส่วน Throughput Accounting มุ่งเน้นที่การเพิ่ม Throughput (ปริมาณงานหรือรายได้ที่ผ่านระบบ) โดยการแก้ไข Bottleneck ก่อน
ในขณะที่รักษา Operating Expense ให้คงที่
3 ตัวชี้วัดหลักของ Throughput Accounting
- Throughput (T): รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนวัตถุดิบทางตรงที่แปรผันตามยอดขาย คล้ายกับ Contribution Margin แต่ไม่หักค่าแรงทางตรง เพราะ TA ถือว่าค่าแรงเป็น Operating Expense ที่คงที่ในระยะสั้น
- Investment (I) หรือ Inventory: เงินที่ระบบนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงวัตถุดิบ WIP และสินทรัพย์ถาวร
- Operating Expense (OE): ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการแปลง Inventory ให้เป็น Throughput ซึ่งรวมทั้งค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น ๆ
สูตรวัดผลของ Throughput Accounting: กำไรสุทธิ = Throughput - Operating Expense และ Return on Investment = (Throughput - Operating Expense) / Investment
Theory of Constraints: 5 ขั้นตอนจัดการ Bottleneck
Goldratt กำหนดกระบวนการจัดการ Constraint ไว้ 5 ขั้นตอน
| ขั้นตอน | การดำเนินการ |
|---|---|
| 1. Identify | ค้นหาว่า Constraint อยู่ที่จุดใดในสายการผลิต |
| 2. Exploit | ใช้ประโยชน์จาก Constraint สูงสุดโดยไม่ให้ว่างงาน |
| 3. Subordinate | ปรับกระบวนการอื่นให้สอดคล้องกับ Constraint |
| 4. Elevate | เพิ่มกำลังการผลิตที่ Constraint ถ้ายังไม่พอ |
| 5. Repeat | หลังแก้ Constraint เดิม ค้นหา Constraint ใหม่และทำซ้ำ |
การค้นหา Bottleneck ในสายการผลิต SME
วิธีหา Bottleneck ในสายการผลิต SME ทำได้หลายวิธี
- สังเกตจุดที่มี WIP สะสมมากผิดปกติ เพราะสินค้ากองรอหน้า Bottleneck
- วัดอัตราการผลิต (Cycle Time) ของแต่ละสถานีงาน สถานีที่ใช้เวลาต่อหน่วยนานที่สุดคือ Bottleneck
- ตรวจสอบอัตราการใช้งานเครื่องจักร สถานีที่เดินเครื่อง 100% ตลอดเวลาคือสัญญาณของ Bottleneck
- สัมภาษณ์พนักงานในสายการผลิต พวกเขามักรู้ดีว่าจุดใดทำให้งานติดขัด
Throughput Rate per Constraint Minute: เครื่องมือตัดสินใจว่าผลิตอะไรก่อน
เมื่อพบ Bottleneck แล้ว การตัดสินใจว่าควรผลิตสินค้าชนิดใดก่อนควรใช้ Throughput Rate per Constraint Minute แทนการดูกำไรต่อหน่วยทั่วไป
สูตร: Throughput per Constraint Minute = Throughput ต่อหน่วย / เวลาที่ใช้ที่ Bottleneck (นาที)
ตัวอย่าง: SME ผลิตสินค้า 2 ชนิด Bottleneck คือเครื่องปั๊มโลหะ
| รายการ | สินค้า A | สินค้า B |
|---|---|---|
| ราคาขาย | 500 บาท | 800 บาท |
| วัตถุดิบทางตรง | 200 บาท | 400 บาท |
| Throughput ต่อหน่วย | 300 บาท | 400 บาท |
| เวลาที่ Bottleneck | 5 นาที | 10 นาที |
| Throughput per Constraint Minute | 60 บาท/นาที | 40 บาท/นาที |
แม้สินค้า B มี Throughput ต่อหน่วยสูงกว่า แต่สินค้า A สร้าง Throughput ต่อนาที Bottleneck มากกว่า ดังนั้นถ้า Bottleneck จำกัด ควรผลิตสินค้า A ก่อน
การเพิ่ม Throughput ใน SME โดยไม่เพิ่มต้นทุน
- ลด Downtime ที่ Bottleneck โดยไม่ให้เครื่องหยุดทำงานโดยไม่จำเป็น เช่น จัดตารางซ่อมบำรุงนอกเวลาการผลิต
- ตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบก่อนเข้า Bottleneck เพื่อไม่ให้ของเสียผ่านเข้าไปกินเวลา Bottleneck โดยเปล่าประโยชน์
- เพิ่มกะการทำงานที่ Bottleneck โดยอาจไม่ต้องเพิ่มกะในสถานีอื่น
- ลด Batch Size เพื่อลด WIP และเพิ่มความเร็วในการตอบสนองลูกค้า
Throughput Accounting กับการรายงานทางการเงินและภาษี
ควรทราบว่า Throughput Accounting เป็นเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจบริหารภายใน ไม่ใช่มาตรฐานบัญชีสำหรับการรายงานภายนอก งบการเงินที่ส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th)
และกรมสรรพากร (rd.go.th) ยังต้องจัดทำตามมาตรฐาน NPAEs ที่กำหนด
ซึ่งรวมถึงการบันทึกค่าแรงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูล Throughput ช่วยให้ผู้บริหาร SME เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ใดสร้างมูลค่าสูงสุดให้ธุรกิจ และช่วยตัดสินใจการลงทุนในการแก้ Bottleneck
ว่าคุ้มค่าหรือไม่โดยคำนวณจากการเพิ่มขึ้นของ Throughput ที่คาดว่าจะได้รับ
สรุป: เริ่มต้นใช้ Throughput Accounting ใน SME
- ระบุ Bottleneck หลักในสายการผลิตของคุณวันนี้
- คำนวณ Throughput ของสินค้าแต่ละชนิดโดยหักเฉพาะวัตถุดิบทางตรง
- คำนวณ Throughput per Constraint Minute เพื่อจัดลำดับความสำคัญการผลิต
- ลงทุนในการแก้ Bottleneck ก่อน แทนการลดต้นทุนส่วนอื่นที่ไม่ใช่ข้อจำกัด
- ติดตามผลและค้นหา Bottleneck ใหม่อย่างต่อเนื่อง
แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Throughput Accounting เหมาะกับ SME ขนาดเล็กที่มีสายการผลิตเดียวหรือไม่?
เหมาะมาก แม้สายการผลิตจะมีเพียงสายเดียว แนวคิด Theory of Constraints ช่วยให้เจ้าของโรงงานขนาดเล็กมองเห็นว่าจุดใดในกระบวนการที่ทำให้ผลผลิตโดยรวมถูกจำกัด
และลงทุนปรับปรุงจุดนั้นก่อน
แทนการพยายามปรับปรุงทุกจุดพร้อมกันซึ่งสิ้นเปลืองทรัพยากรมากกว่า
ถ้า Bottleneck เป็นคนไม่ใช่เครื่องจักร จะจัดการอย่างไร?
หาก Bottleneck คือทักษะของพนักงานคนใดคนหนึ่ง ให้พิจารณาฝึกอบรมพนักงานคนอื่นให้ทำงานนั้นได้ หรือแบ่งงานใหม่เพื่อลดภาระที่คนคนนั้น หรืออาจใช้เครื่องมือช่วยลดเวลาที่ต้องใช้
สำคัญคืออย่าให้ Bottleneck รอหรือทำงานอื่นที่ไม่จำเป็น เพราะเวลาของ
Bottleneck มีค่ามากที่สุดในระบบ
Throughput ในที่นี้ต่างจากรายได้หรือยอดขายอย่างไร?
Throughput คือรายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนวัตถุดิบทางตรงที่แปรผันตามยอดขายเท่านั้น ไม่ใช่รายได้รวม และไม่หักค่าแรงหรือ Overhead เพราะ Throughput Accounting
ถือว่าค่าใช้จ่ายเหล่านั้นคงที่ในระยะสั้นและจัดเป็น Operating Expense แยกต่างหาก
SME สามารถใช้ Throughput Accounting ร่วมกับระบบบัญชีปกติได้หรือไม่?
ได้ Throughput Accounting ใช้ภายในเพื่อการตัดสินใจบริหาร ในขณะที่ระบบบัญชีปกติตามมาตรฐาน NPAEs ใช้สำหรับรายงานงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร
ทั้งสองระบบสามารถใช้คู่กันได้โดยไม่ขัดแย้งกัน
เพียงแต่ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน
Bottleneck สามารถย้ายตำแหน่งได้หรือไม่หลังจากแก้ไขแล้ว?
ใช่ นี่คือธรรมชาติของ Theory of Constraints เมื่อแก้ Bottleneck เดิมได้ กำลังการผลิตที่จุดนั้นจะเพิ่มขึ้นจนกระทั่งจุดอื่นในระบบกลายเป็น Bottleneck ใหม่ ดังนั้น Throughput
Accounting
เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องติดตามและปรับปรุงระบบอยู่เสมอ ไม่ใช่การแก้ปัญหาครั้งเดียวจบ
Throughput Accounting ช่วยตัดสินใจเรื่องการรับออเดอร์ได้อย่างไร?
เมื่อมีลูกค้าหลายรายมาในเวลาเดียวกันและ Bottleneck มีกำลังจำกัด ควรเลือกรับออเดอร์ที่สร้าง Throughput per Constraint Minute สูงสุดก่อน แทนการดูแค่กำไรต่อหน่วยหรือขนาดออเดอร์
วิธีนี้ช่วยให้ SME เพิ่มกำไรรวมจากเวลา Bottleneck
ที่มีจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรณีที่ต้องจัดการเรื่องใบอนุญาตหรือประกันสังคมควบคู่ไปด้วย อาจพิจารณาขอบเขตงานบริการเสริมที่เกี่ยวข้องของ A Plus Me เพื่อให้จัดลำดับงานได้ง่ายขึ้น